เซ็นสัญญา

เย่หยวนวิ่งไปที่ท่าเรือก่อนจะกระโดดขึ้นเรือ “คงสุ่ย” ทันที


เมื่อเห็นลูกเรือสองสามคนกำลังล้างดาดฟ้า เย่หยวนเรียกติงอีให้มาหาทันที


เขาบอกให้ติงอีขับเรือไปที่อำเภอผิงไห่ด้วยความเร็วสูงสุด


ขณะยืนอยู่บนดาดฟ้ามองผืนน้ำตรงหน้า มือทั้งสองของเขาก็กำแน่น ดวงตาฉายแววเย็นชาที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน


“ขอให้อาการพ่อฉันไม่เป็นอะไรมาก ถ้าไม่อย่างนั้น คนที่ลงมือจะได้รู้ว่าคำว่า ‘ตายทั้งเป็น’ หมายถึงอะไร”


ไม่นานเย่หยวนก็มาถึงโรงพยาบาล พ่อของเขานอนหลับอยู่บนเตียง โดยมีผ้าก๊อซหนาเตอะพันไว้รอบศีรษะขณะที่พี่สาวดูแลอยู่ข้างเตียง


พี่เขยอุ้มหนิวหนิวยืนอยู่ด้านข้าง ใบหน้าของหนิวหนิวข้างหนึ่งบวมเป่ง ดวงตาแดงก่ำ ดูก็รู้ว่าเพิ่งร้องไห้ไป


เมื่อเห็นว่าพ่อไม่มีอาการน่าเป็นห่วงในตอนนี้ เย่หยวนจึงดึงพี่เขยออกมานอกห้อง


“หมอว่ายังไง?”


“ไม่มีอะไรมาก เป็นเพียงการกระทบกระเทือนทางสมองเล็กน้อย ตอนแรกเลือดออกที่ศีรษะเยอะ ทุกคนเลยตกใจกันใหญ่”


“เรื่องราวเป็นยังไง เล่าให้ผมฟังหน่อย” น้ำเสียงของเย่หยวนเย็นชา


“เฮ้อ... ที่จริงมันเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ ไม่นึกว่าจะบานปลายกลายเป็นแบบนี้…”


แล้วพี่เขยก็เล่าถึงเหตุการณ์ทั้งหมด


เรื่องนี้ต้องเริ่มจากหนิวหนิว ช่วงนี้ทุกคนในบ้านต่างยุ่งกันมาก พี่สาวกับพี่เขยจึงส่งหนิวหนิวไปเรียนที่อนุบาล


วันนี้พอดีพ่อมาที่อำเภอ ด้วยความที่พี่สาวกับพี่เขยไม่มีเวลาไปรับ ทั้งสองเลยให้พ่อไปรับหนิวหนิว ใครจะคิดว่าพอไปถึงก็เห็นหนิวหนิวโดนเด็กผู้ชายคนหนึ่งรังแก


พ่อไม่ยอมจึงเดินไปจับตัวเด็กผู้ชายคนนั้นไว้และยืนยันว่าจะต้องเรียกผู้ปกครองมาคุย


สุดท้ายเด็กผู้ชายคนนั้นก็กลัวจนร้องไห้ พอดีกับที่พ่อของเด็กผู้ชายคนนั้นมารับลูก เมื่อเห็นว่าลูกชายถูกชายชราจับตัวไว้และยังร้องไห้เสียงดัง


เขาจึงตรงเข้ามาชกต่อยพ่อจนล้มโดยไม่ถามเหตุผลเลย แถมยังเตะซ้ำไปที่หัวอีกสองสามที


ทางโรงเรียนอนุบาลเห็นท่าไม่ดีจึงรีบแจ้งตำรวจและแจ้งพี่สาวของเขา พอพี่เขยไปถึงตำรวจก็มาถึงที่เกิดเหตุแล้ว แต่คนที่ทำร้ายร่างกายพ่อกลับเดินหนีไปแล้ว


สุดท้ายพ่อก็ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล


พี่เขยเล่าทุกอย่างที่เขารู้ให้ฟัง


“แล้วตำรวจว่าไง? ทำร้ายคนเสร็จก็เดินหนีไปแบบนี้เนี่ยนะ?” เสียงของเย่หยวนเย็นยะเยือกยิ่งขึ้น


“จะพูดอะไรได้อีก? ทางนั้นบอกว่าพ่อเป็นคนพยายามจะลักพาตัวเด็กก่อน แล้วเขาไปเห็นเข้า สุดท้ายก็กลายเป็นเรื่องเข้าใจผิด!”


“ทางนั้นจะเป็นคนจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเอง”


พี่เขยพูดด้วยความไม่พอใจ


เย่หยวนมองดูแผลบนใบหน้าของหนิวหนิวแล้วถาม “แล้วหนิวหนิวล่ะ? นี่มันไม่น่าจะเป็นฝีมือเด็กเลยนะ”


เย่หยวนไม่ถามยังจะดีกว่า พอถามไปหนิวหนิวก็ร้องไห้โฮออกมาทันที ทั้งร้องไห้ทั้งพูดเสียงสะอื้นออกมาด้วยความน้อยใจว่า


“เขาตีตา หนิวหนิวเลยไปกัดเขา แล้วเขาก็ตบหนิวหนิวเข้าทีหนึ่ง”


“เจ็บมากเลย~”


“คุณอา~ คุณอา~!”


“หนิวหนิวไม่อยากไปโรงเรียนแล้ว~ อาพาหนิวหนิวกลับเกาะนะ หนิวหนิวจะเป็นเด็กดี~ จะไม่ทำให้อาลำบากเลย~”


หนิวหนิวเล่าเรื่องราวที่ตัวเองถูกทำร้ายด้วยความคับข้องใจ


เย่หยวนที่สงสารหลานสาว รับตัวหนิวหนิวมาจากพี่เขยแล้วกอดไว้ มือหนึ่งลูบใบหน้าบวมเป่งของเด็กหญิง อีกใจก็อดคิดถึงพ่อที่มีผ้าพันแผลเต็มหัวในห้องผู้ป่วยไม่ได้


ในใจเย่หยวนมีเปลวเพลิงแห่งความโกรธลุกโชน เขากลั้นความโกรธเอาไว้ก่อน แล้วหันไปถามพี่เขย “หนิวหนิวโดนทำร้ายแบบนี้ โรงเรียนอนุบาลไม่มีคำชี้แจงอะไรเลยเหรอ?”


“จะมีอะไรได้ล่ะ? คนที่ลงมือ ทางโรงเรียนก็ไม่กล้ายุ่ง ฉันพอรู้จักผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลที่นั่น เขาบอกว่าให้พวกเราจบเรื่องนี้แค่นี้ อย่าไปตามเรื่องอีกเลย” พี่เขยพูดอย่างจนปัญญา


“ใครเป็นคนทำ?” เย่หยวนถามคำถามที่เขาอยากรู้ที่สุดออกมา


“จางกุ้ย” พี่เขยกัดฟันพูดชื่อของอีกฝ่ายออกมา




พี่เขยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดต่อว่า “เสี่ยวหยวน ฉันว่าปล่อยเรื่องนี้ไปเถอะดีไหม? บ้านเราเพิ่งเริ่มจะไปได้ดี อย่าให้เรื่องนี้มาทำให้ทุกอย่างพังเลย…”


พอพูดถึงตรงนี้ พี่เขยก็รู้สึกกระดากใจ เพราะในห้องนั้นพ่อของเขายังนอนอยู่บนเตียง



ในฐานะลูกเขย เขาไม่ควรพูดแบบนี้ แต่พลังอิทธิพลของอีกฝ่ายนั้นใหญ่เกินไป



ครอบครัวของเราไม่มีทางอยู่ในสายตาของเขาเลย


เย่หยวนเข้าใจพี่เขย ในสายตาของเขา พี่เขยเป็นคนสุขุมอยู่เสมอ แต่คราวนี้เขาไม่มีทางปล่อยผ่านไปง่าย ๆ


จางกุ้ยคนนี้ สำหรับเขาที่เติบโตในอำเภอผิงไห่มาตั้งแต่เด็ก เขารู้จักอีกฝ่ายดีพอสมควร


จะบอกว่าคน ๆ นี้เป็นยังไงดีล่ะ?


สรุปก็คือ ในอำเภอผิงไห่แทบไม่มีใครไม่รู้ชื่อเสียงฉาวโฉ่ของจางกุ้ย


แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือสุขภาพของพ่อ ตัวคนร้ายก็ไม่ได้ไปไหน


ถ้าเขาคิดจะเล่นงานอีกฝ่าย มีวิธีตั้งมากมายใช่ไหมล่ะ?


หลังเย่หยวนกลับเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย เขาเห็นพ่อฟื้นแล้วและยืนยันว่าจะไม่อยู่โรงพยาบาลต่อ พ่อโวยวายจะกลับไปที่เกาะ


แม้จะมีหลายคนช่วยกันกล่อมก็ไม่สำเร็จ จึงต้องจำใจพาพ่อกลับไปที่เกาะ


หนิวหนิวก็ไปด้วย เย่หยวนบอกพี่สาวว่าต่อไปนี้หนิวหนิวจะอยู่ที่เกาะให้พ่อแม่ของเขาช่วยดูแล


ในเวลาเดียวกัน เขาก็เล่าเรื่องของหลี่ฮุยให้พ่อฟัง พ่อเองก็เห็นด้วยที่จะให้หลี่ฮุยมาดูแลฟาร์มเพาะเลี้ยง


จากนี้พ่อจะดูแลแค่การผสมอาหาร ส่วนเรื่องอื่น ๆ จะมอบให้หลี่ฮุยจัดการ


เมื่อกลับถึงบ้าน เย่หยวนก็แอบนำน้ำจากทะเลสาบในมิติให้พ่อดื่ม เขาเชื่อว่าพอดื่มน้ำจากทะเลสาบในมิติแล้ว พ่อจะหายดีในไม่ช้า


หลังจัดการเรื่องทั้งหมดเสร็จ เย่หยวนก็ไปหาพี่เขยเพื่อสอบถามเรื่องของจางกุ้ยอย่างละเอียด แม้ว่าเขาจะรู้จักจางกุ้ยอยู่แล้ว แต่เมื่อเทียบกับพี่เขยที่อาศัยอยู่ในผิงไห่มาตลอด เขาแทบจะยังรู้อะไรเกี่ยวกับจางกุ้ยเลย


พี่เขยเองก็ไม่รู้ว่าเย่หยวนจะทำอะไร รู้เพียงว่าน้องเขยคนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


แต่เขาก็ยังเล่าประวัติของจางกุ้ยที่ตัวเองรู้ให้เย่หยวนฟัง


จางกุ้ยเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่ยังเด็ก เขาโตมาด้วยการเลี้ยงดูของพี่สาว ตั้งแต่สมัยมัธยมปลายเขาก็เป็นอันธพาลตัวเล็ก ๆ ในอำเภอ วัน ๆ ไม่ทำงาน เขาหาเลี้ยงชีพด้วยการรังแกพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย


ต่อมาพี่สาวของเขาไม่รู้ทำอีท่าไหน ถึงได้แต่งงานกับชาวต่างชาติ ด้วยทุนที่พี่สาวมอบให้ เขาจึงเริ่มต้นอาชีพค้าขายอาหารทะเล


หลังจากนั้นเขาก็ทำเงินได้มากมาย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อำเภอผิงไห่ได้เปิดให้เช่าเกาะร้างจำนวนมาก


เขาก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ได้เช่าเกาะแห่งหนึ่ง


เกาะเหรินอัน!


บังเอิญว่าที่เกาะเหรินอันของเขานั้นอยู่ไม่ไกลจากเกาะหยูวานของเย่หยวน ใช้เวลานั่งเรือราว ๆ หนึ่งชั่วโมง


เกาะเหรินอันไม่ได้ใหญ่มาก เป็นเกาะหินโสโครกที่เหมาะสำหรับการเลี้ยงปลาเศรษฐกิจ ดังนั้น เขาจึงล้อมอวนบริเวณน่านน้ำรอบเกาะเพื่อเลี้ยงปลา


จากที่เป็นอันธพาลในอำเภออยู่แล้ว พอมีเงินก็มีลูกน้องในมือเพิ่มขึ้น ธุรกิจของจางกุ้ยในช่วงไม่กี่ปีมานี้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถขยายอิทธิพลไปถึงเมืองหลานเต่า ได้ยินว่าหลายโรงแรมใหญ่ในหลานเต่าต่างก็รับของจากเขา


เมื่อได้ยินเรื่องเหล่านี้ เย่หยวนก็หัวเราะเย็น ๆ “ถ้าคนมันไม่หาเรื่องตาย ก็ไม่ต้องตาย ทำแค่เลี้ยงปลายังกล้ามากดหัวฉันงั้นเหรอ?”


แม้ว่าเย่หยวนจะอยากไปสั่งสอนอีกฝ่ายให้รู้สำนึก แต่ในเมื่อเป็นสังคมที่มีกฎหมาย จะให้เขาฆ่าหรือทำร้ายจนพิการคงไม่ได้


ถ้าจะไปทุบตีเพื่อระบายอารมณ์แค่นั้น? สู้ไปเล่นงานในสิ่งที่อีกฝ่ายหวงแหนที่สุดดีกว่า ให้เขาได้สัมผัสบ้างว่าความสิ้นหวังเป็นอย่างไร


เขาเชื่อว่านี่มีประสิทธิภาพกว่าการซัดอีกฝ่ายสักหมัดเยอะ


ถ้าตอนนี้จางกุ้ยยืนอยู่ตรงหน้าเย่หยวน เขาอยากถามอีกฝ่ายสักคำว่า “เตรียมตัวรับการแก้แค้นของฉันไว้แล้วหรือยัง?”


รอยยิ้มเย็นเยียบของเย่หยวนทำเอาพี่เขยที่เห็นยังรู้สึกหนาวไปถึงไขสันหลัง


พี่เขยจำต้องเตือนเขาอีกครั้งว่า “เสี่ยวหยวน…”


แต่เย่หยวนเดินจากไปทันที ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังให้พี่เขยมองตาม



ตอนก่อน

จบบทที่ เซ็นสัญญา

ตอนถัดไป