หนังสั้น (3)

บทที่ 14: หนังสั้น (3)

แม้ชื่อเรื่องจะเป็น 'สำนักงานนักสืบ' แต่มันกลับกลายเป็นเพียงภาพยนตร์สืบสวนสั้น ๆ ความยาว 45 นาที ซึ่งถือว่ายาวเกินไปพอควรสำหรับหนังสั้น เรื่องราวเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันกับชายคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ขณะที่บริหารสำนักงานนักสืบเพียงลำพัง ชายคนนั้นมีชื่อว่า คิมรยูจิน

ต่อมาวันหนึ่ง ชายวัยสี่สิบกว่า ๆ คนหนึ่งได้เข้ามาหาคิมรยูจินในฐานะลูกค้า

ชายคนนี้ต้องการให้คิมริวจินช่วยสืบว่าภรรยาของเขามีชู้หรือไม่ คดีชู้สาวเป็นเรื่องที่คิมรยูจินพบเจอบ่อย ดังนั้นเขาจึงรับคดีนี้ไว้โดยไม่ลังเล

วันรุ่งขึ้น คิมรยูจินก็เริ่มติดตามภรรยาของลูกค้าทันที

ด้วยคำแนะนำของคิมรยูจิน สามีของเธอจึงได้บอกลาและออกจากบ้าน โดยอ้างว่าจะไปต่างจังหวัดเพื่อทำธุรกิจ ทันทีที่สามีออกไป ภรรยาก็รีบออกจากบ้านราวกับรอคอยอยู่แล้ว ภรรยาของเขาได้ไปพบกับชายอีกคนหนึ่งที่สถานีรถไฟใต้ดิน เขาเป็นชายรูปร่างดูดี แต่จนถึงตอนนี้ เรื่องราวทั้งหมดมันก็ยังเป็นเพียงแค่การคาดเดาด้วยความสงสัยเท่านั้น

คิมรยูจินคิดอะไรหลายอย่างมากมายภายในใจ ขณะที่เขากำลังเฝ้าติดตามไป

ระหว่างนั้น เขาจึงถ่ายรูปไปหลายสิบใบของภรรยาและชายแปลกหน้า โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว ไม่นานนักทั้งสองก็เดินทางมาถึงวิลล่าลึกเข้าไปในจังหวัดคังวอน โดยใช้รถยนต์คันเดียวกัน ดังนั้นคิมรยูจินจึงจอดรถของเขาไว้ข้างทางด้านหน้าวิลล่า แล้วใช้กล้องส่องทางไกลสอดส่องเข้าไป

โชคดีที่วิลล่านั้นมีหน้าต่างบานใหญ่ ทำให้มองเห็นห้องนั่งเล่นได้ชัดเจน

ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนกระทั่งช่วงบ่ายแก่ ๆ ชายคนนั้นและภรรยาใช้เวลาร่วมกันเหมือนคู่รัก อาทิเช่น พูดคุยกันในห้องนั่งเล่น ดื่มชา ดูทีวี ตั้งแต่จุดนี้เอง กลิ่นอายของการนอกใจก็เริ่มเด่นชัดยิ่งขึ้นไปอีก

ปัญหาแท้จริงเกิดขึ้นในช่วงบ่ายแก่ ๆ

ชายแปลกหน้าคนนั้นและภรรยาผู้ว่าจ้างกำลังกินข้าวด้วยกัน แค่นั้นเอง ไม่มีสัญญาณอะไรผิดปกติเลย แต่ทันใดนั้น ชายคนนี้ก็เอาจมูกของเขาลงไปในชามซุป ดูดซุปด้วยจมูก เป็นการกระทำที่ผิดแปลกและกะทันหันยิ่ง ทำให้คิมริวจินที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่รู้สึกสับสนเล็กน้อย เกิดอะไรขึ้น? เขาตายงั้นเหรอ?

ขณะที่คิมรยูจินกำลังคิดฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานา

ภรรยาที่เห็นชายคนนั้นเอาจมูกจิ้มลงไปในชามซุป ก็หยิบโทรศัพท์โทรออกไปที่ไหนสักแห่ง สักพักหนึ่ง บุรุษรูปร่างกำยำก็ปรากฏตัวขึ้น ภรรยาและชายร่างกำยำพาชายแปลกหน้าคนนั้นที่ขยับไม่ได้ไปที่รถ จากนั้นภรรยากับชายร่างกำยำก็ขึ้นรถแล้วหายไปไหนไม่รู้

เกิดอะไรขึ้น? มันเพิ่งเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

คิมริวจินสับสนอย่างหนัก เขาได้รับคำขอว่าจ้างมาและได้เห็นที่เกิดเหตุฆาตกรรม ดังนั้น ด้วยสัญชาตญาณ คิมรยูจินจึงเดินเข้าไปหน้าวิลล่าแล้วมองเข้าไปข้างใน จากนั้นก็เห็นว่าหน้าต่างเปิดอยู่ เขาจึงก้าวเข้าไปในวิลล่าอย่างระมัดระวัง

ห้านาทีต่อมา คิมรยูจินพบประตูที่นำไปสู่ห้องใต้ดิน

คิมรยูจินค่อย ๆ ลงบันไดที่มุ่งสู่ห้องใต้ดิน เมื่อลงไปถึงด้านล่าง ก็มีประตูเหล็กและประตูนั้นกำลังเปิดอยู่ คิมรยูจินลอบมองเข้าไปผ่านช่องว่าง เห็นผู้ชายคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้น ตัวของเขาสั่นเทาเล็กน้อย

เขายังไม่ตาย ชายคนนั้นยังมีชีวิตอยู่

ด้วยตาที่เบิกกว้าง คิมรยูจินรีบเข้าไปในห้องใต้ดินและเขย่าตัวชายคนนั้น ทว่าสภาพของชายคนนั้นดูไม่ดีเลย เขามีรูม่านตาขยายใหญ่และไม่มีแรงทั่วทั้งร่างกาย

ขณะนั้นเอง

เสียงดังก้องกังวาลขึ้นอย่างกะทันหัน ได้ยินเสียงดังมาจากชั้นบน แย่แล้ว ภรรยาและชายร่างกำยำคงกลับมาแล้ว คิมรยูจินจึงรีบไปหลบซ่อนอยู่ที่มุมห้องใต้ดินด้วยความตื่นตระหนก ที่นั่นมีกองเฟอร์นิเจอร์ชำรุดวางสุมอยู่

ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป คิมรยูจินก็กลายเป็นผู้บุกรุกภายในวิลล่า

ความตื่นเต้น ความระทึกขวัญ และปริศนาที่พัวพันกันภายในพื้นที่แคบ ๆ ของวิลล่า ล้วนผสมผสานอยู่ในหนังสั้นเรื่อง 'สำนักงานนักสืบ' ในมุมมองของตัวเอกคิมรยูจิน วิลล่านั้นดูเหมือนนรกชั้นหนึ่งเลยทีเดียว

แน่นอน คังวูจินได้สัมผัสกับนรกนั้นด้วยตัวเอง มีเพียงเขาเท่านั้นที่สัมผัสมัน เพราะเขาเข้าสู่โลกของ "สำนักงานนักสืบ" และสัมผัสมันด้วยประสบการณ์โดยตรง

[4/ บทภาพยนตร์ (ชื่อเรื่อง: สำนักงานนักสืบ) ระดับ B]

-[นี่คือบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ อ่านได้ 100%]

เขาได้กลายเป็นตัวเอกคิมรยูจิน

[“‘A:คิมรยูจิน’ กำลังเตรียมการอ่าน······”]

[“······การเตรียมการเสร็จสมบูรณ์ นี่คือสคริปต์หรือบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ อัตราการนำไปใช้งาน 100% การอ่านจะเริ่มขึ้นในบัดนี้”]

ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นในรถยนต์เก่า ๆ ทันทีที่คังวูจินรู้สึกตัว เขาก็สัมผัสได้ถึงประสาทสัมผัสต่าง ๆ พนักพิงรถยนต์กำลังสัมผัสหลังของเขา อากาศอับชื้นผสมกลิ่นควันบุหรี่ ลมหายใจเย็นยะเยือกที่ออกมาจากปากของเขาเพราะความหนาวเหน็บ และภาพของลานจอดรถที่เห็นผ่านกระจกหน้ารถ

และแล้ว

-♬♪

เพลงลูกทุ่งดังสนั่นมาจากเครื่องเสียงรถยนต์ เสียงดังเกินไป เมื่อคังวูจินลดเสียงลง ชายที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับก็พูดกับเขา ตาของชายคนนั้นเต็มไปด้วยความโกรธ

“แกฆ่าไอ้สารเลวพวกนั้นได้ไหม? ฆ่าพวกมันต้องใช้เงินเท่าไร?”

คังวูจินตอบอย่างไม่แยแส

“5 พันล้านวอนต่อคน”

“แพงชะมัด”

“แค่พูดเล่นนะโว้ย ฉันไม่ทำเรื่องแบบนั้นหรอก”

“ไม่มีลดราคาหน่อยเหรอ? แบบโปรโมชั่นโทรศัพท์หรือบัตรเครดิตทำนองนั้น”

“เฮ้ย แกฟังฉันอยู่ไหมเนี่ย? ฉันดูเหมือนคนที่ทำพิซซ่าหรือเบอร์เกอร์หรือไงกัน?”

“แต่แกก็ทำเนื้อไม่ใช่เหรอ? แบบพวกเนื้อมนุษย์?”

“ฉันไม่ได้ฆ่าใครสักคนโว้ย ตื่นได้แล้ว!”

หลังจากบทสนทนาที่ผสมผสานระหว่างความโหดร้ายและไหวพริบได้ผ่านไปอย่างลงตัว คังวูจินก็รับคำขอไว้ ด้วยเหตุนี้คังวูจินจึงต้องตกมาอยู่ในสภาพนี้ เขารีบลบรอยต่าง ๆ ในวิลล่าและหลบหนีอย่างเร่งรีบ เมื่อคังวูจินกลับไปที่อพาร์ทเม้นท์ของเขา ตัวละครคิมรยูจินจากเรื่อง 'สำนักงานนักสืบ' ก็ฝังลึกเข้าไปในความทรงจำของเขาแล้ว

รวมทั้งประสบการณ์อันตึงเครียดภายในวิลล่า

พออ่านบทจบ จุดหมายต่อไปของคังวูจินคือบริษัทภาพยนตร์บลูวิชั่น

เขาต้องวางตัวให้นิ่งและอวดเก่งเข้าไว้ ระมัดระวังตัวไว้ก่อนไม่เสียหลายหรอก เพราะพวกเขาอยู่ในวงการบันเทิงเดียวกัน ทว่าเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่าเล็กน้อย เพราะเขาไปโดยไม่ได้ติดต่อล่วงหน้า จะเป็นยังไงกันนะถ้าเขาโดนปฏิเสธตรงประตูหน้าและถูกไล่ตะเพิดออกไป?

หากเป็นงั้นจะทำยังไง? ก็แค่กลับบ้านไงเล่า ไม่ใช่ว่าจะมีแค่หนังสั้นเรื่องเดียวในโลกสักหน่อย

นั่นคือความคิดของเขาก่อนหน้านี้ แต่ผู้ชายหน้าเหลี่ยมที่ต้อนรับคังวูจินภายในบริษัทภาพยนตร์บลูวิชั่นนั้นดูแปลกมาก เพราะอีกฝ่ายแสร้งทำเป็นรู้จักคังวูจินทันทีที่เห็นเขา

“คุณนัดไว้สามโมงไม่ใช่เหรอ? สายไปหน่อยนะ”

แต่เรายังไม่เคยได้ติดต่อกันลเยนะ ด้วยเหตุนี้ คังวูจินจึงถามกลับว่า 'คุณกำลังคุยกับผมเหรอ?' ซึ่งไม่รู้ว่าเพราะอะไร ชายหน้าเหลี่ยมจึงพาคังวูจินเข้าไปในบริษัทภาพยนตร์ด้วยตัวเอง

ก็ดี ในเมื่อเชิญชวนเขาย่อมต้องน้อมรับไว้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทัศนคติของชายหน้าเหลี่ยมที่มีต่อคังวูจินมันดูสบาย ๆ แต่ก็ไม่เป็นมิตร ซึ่งช่างเรื่องนั้นเถอะ คังวูจินก้าวเข้าไปในสำนักงานบริษัทภาพยนตร์ที่ดูทรุดโทรม และเมื่อชายหน้าเหลี่ยมบอกให้เขานั่ง เขาก็ทำตามคำพูดของอีกฝ่าย

ในขณะเดียวกัน ชายหน้าเหลี่ยมก็พูดกับคังวูจินว่า

“ระหว่างรอผู้อำนวยการพัค ทำไมเราไม่ลองดูการแสดงของคุณสักหน่อยล่ะ? คุณเตรียมตัวมาแล้วใช่ไหม? คงไม่ได้แค่มาโชว์หน้าหรอกนะ?”

ผู้อำนวยการพัค? ทันใดนั้นคังวูจินก็รู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ

‘เขาคงจะเข้าใจฉันผิดคิดว่าฉันเป็นคนอื่นสินะ’

ชายหน้าเหลี่ยมคงสับสนคังวูจินกับคนอื่นอย่างไม่ต้องสงสัย เห็นได้ชัดจากคำพูดและการกระทำของอีกฝ่าย แต่จะว่าไป การที่ชายหน้าเหลี่ยมได้ขอให้คังวูจินแสดง แสดงว่าเขาเป็นทีมงานบริษัทภาพยนตร์หรือเปล่า? คังวูจินรู้สึกกังวลในใจนิดหน่อย

'...แต่ช่างมันเถอะ'

เขาสรุปในใจอย่างรวดเร็ว ในเมื่อสิ่งที่เขาต้องการและสถานการณ์อันบังเอิญในปัจจุบันเป็นสิ่งที่เขาต้องการพอดี จะบอกความจริงหลังจากแสดงไปก็ไม่เห็นเป็นไรสักหน่อย

ดังนั้นคังวูจินจึงแสดงบทคิมรยูจินอย่างสบาย ๆ เพราะมันเป็นสิ่งที่เขาเคยประสบด้วยตัวเองและฝังเข้ามาในตัวเขาอย่างลึกซึ้ง

ตามจริงแล้ว เขาพยายามแสดงเพียงนิดหน่อย แต่ด้วยการอ่านบทบาทหลายบทบาทมา มันจึงทำให้อารมณ์ของเขาที่ใส่ออกมาดูแรงเกินไปหน่อย ซึ่งเพราะด้วยเหตุนี้แหละ ทางคังวูจินจึงเพิ่งรู้ตัวได้ว่าเขาสามารถควบคุมระดับการแสดงของเขาได้เช่นกัน ดูท่าการแสดงของเขาคงจะคล่องแคล่วและยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อเขาได้สัมผัสประสบการณ์ที่ต้องรับบทมากมายในมิติว่างเปล่า

หลังจากนั้น…

“······??”

เมื่อการแสดงของคังวูจินจบลง ชายหน้าเหลี่ยมเบิกตาโพลงราวกับจะถลนออกมา คังวูจินที่กำลังพึมพำอยู่ในใจก็เก็บอารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยม

“มีแค่นี้แหละครับ”

น้ำเสียงเข้มงวดดูกำลังพึงพอใจเปล่งออกมา "เยี่ยม ใช่เลย บุคลิกแบบนี้แหละ คนแบบนี้แหละคือมืออาชีพ" ทว่าพอกล่าวจบ ชายหน้าเหลี่ยมก็เพียงจ้องมองคังวูจินโดยไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆ อยู่สักพักหนึ่ง แล้วไม่นานนัก ชายหน้าเหลี่ยมก็เอ่ยปากถามขึ้นมาต่อ

“เอ่อ ขอโทษนะครับ คุณอยู่กับจีจีโกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์มานานแค่ไหนแล้วครับ?”

ทันทีที่คำพูดของเขาจบลง

-เอี๊ยด!

ประตูเหล็กของบริษัทภาพยนตร์ที่ปิดอยู่ก็เปิดออก ชายร่างท้วมโผล่ออกมาอย่างกะทันหัน

“ฮ่าฮ่าฮ่า ผู้กำกับชิน! ขอโทษทีที่ผมมาสายไปหน่อย!”

เสียงของเขาดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว ชายร่างท้วมช่างดูเป็นกันเองเหลือเกิน อย่างน้อยสำหรับคังวูจินก็เห็นเป็นอย่างนั้น ซึ่งทันทีที่เห็นอีกฝ่าย คังวูจินก็รู้ว่า...

'ผู้ชายตัวใหญ่คนนั้นคือคนที่ชายคางเหลี่ยมมีธุระด้วยสินะ'

เพราะมีชายหนุ่มและหญิงสาวเดินตามหลังเขามา บางทีชายคางเหลี่ยมอาจจะสับสนระหว่างฉันกับพวกเขาก็ได้มั้ง? ซึ่งราวกับจะยืนยันเรื่องนี้ ชายร่างท้วมชี้ไปยังคังวูจินที่หน้าไร้อารมณ์แล้วถามออกมา

“คนข้างหน้าเนี่ยใคร? นักแสดงเหรอครับ?”

ชายหน้าเหลี่ยม หันกลับมาถามคำถามกับคังวูจิน

“ผู้อำนวยการพัค....ไม่ใช่คนของคุณเหรอ?”

ในที่สุดเวลาก็มาถึงแล้ว คังวูจินเก็บอาการทำหน้านิ่งเฉยไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และตอบอย่างใจเย็นไปว่า

“ผมชื่อคังวูจินครับ”

ฝ่ายผิดพลาดไม่ใช่ฝ่ายคังวูจิน อีกฝ่ายต่างหากที่คิดเองเออเอง ที่น่าสนใจคือ ชายหน้าเหลี่ยมขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินชื่อคังวูจิน

“คัง…วูจิน?”

ชายคนนั้นทำหน้าราวกับว่าเคยได้ยินชื่อคังวูจินที่ไหนมาก่อน และชายอ้วนก็แทรกขึ้นมาด้วยสีหน้าดูเคืองเล็กน้อย

“ผู้กำกับ อะไรครับเนี่ย? จะให้เรายืนคุยกันแบบนี้เหรอ?”

แม้ว่าเขาจะมาสายเกินนัดหมายไปมาก แต่เขาก็ได้นัดหมายไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ตรงกันข้ามกับคังวูจินที่เป็นใครไม่รู้

'อ๋อ งั้นผู้ชายคนนี้คือผู้กำกับสินะ'

จากคำว่า 'ผู้กำกับ' จึงยืนยันได้ว่าชายหน้าเหลี่ยมที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาคือ ผู้กำกับของหนังสั้น 'สำนักงานนักสืบ' ทางผู้กำกับหน้าเหลี่ยมคนนั้นตอบกลับชายอ้วนด้วยความโมโหเล็กน้อย

"เปล่า! คุณผู้อำนวยการพัค ที่นัดไว้คือสามโมงตรง! ดูเวลาด้วยสิครับ!"

ขณะนั้นเอง

-กึก

คังวูจินลุกขึ้นยืนอย่างไม่รีบร้อน

“งั้นผมขอตัวนะครับ”

สถานการณ์ที่ตึงเครียดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ชวนให้รู้สึกน่ารำคาญนิดหน่อย ดูเหมือนว่า บรรยากาศจะร้อนระอุขึ้นกระมัง? เขาแสดงฝีมือการแสดงทั้งหมดที่ทำได้ไปแล้ว สิ่งที่อยู่ในใจเขามากกว่าคือ...ชายหนุ่มหน้าตาดีและหญิงสาวสวยที่ยืนอยู่ข้างชายอ้วนคนนั้นมาทำไมกัน?

'หรือว่า บทนำและบทสมทบจะถูกเอาไปล่วงหน้าแล้ว?'

เหมือนที่คิมแดยองเคยพูดไว้ไม่มีผิด หนังสั้นมักจะมีการยืนยันนักแสดงนำและบทบาทสมทบเอาไว้แล้ว พอรู้เช่นนั้น คังวูจินก็รู้สึกค่อนข้างเซ็งพอควร

'ถ้าไม่ได้แสดงในหนังสั้นเรื่องนี้ ที่มาก็คงเสียเวลาเปล่า'

อย่าลืมว่าหนังสั้น 'สำนักงานนักสืบ' ก็เป็นเพียงงานเล็ก ๆ เป็นหนังสั้นมากกว่าที่จะหวังอะไรได้ แต่ประสบการณ์การเป็นนักแสดงต่างหากที่สำคัญ ทว่าหากไม่ได้บทเลยจะมีค่าเหรอ? ถึงจะน่าเสียดาย แต่คังวูจินก็สลัดความยึดติดออกไป เพราะเขาหาบทหนังเรื่องอื่นได้เสมอ

จากนั้นเอง...

-เอี๊ยด

“งั้นผมกลับก่อนนะครับ”

คังวูจินผู้ที่กล่าวคำลาอย่างสุภาพได้ออกจากบริษัทหนังโดยไม่ลังเล แน่นอนว่าผู้กำกับชินดงชุนพยายามจะหยุดคังวูจินอย่างเก้ ๆ กัง ๆ

“รอเดี๋ยวครับ รอเดี๋ยว”

แต่คังวูจินหายตัวไปแล้ว ตอนนี้เอง ชายที่ถูกเรียกว่าผู้อำนวยการพัคก็ได้พาชายหนุ่มและหญิงสาวมาอยู่ตรงหน้าผู้กำกับชินดงชุน

“ขอโทษที่สายนะครับ ฮ่า ๆ แต่ลองดูหน้าเด็กพวกนี้สิ ดูดีใช่ไหมล่ะครับ?”

ในวินาทีนั้นเอง

“อ๊ะ!”

ในขณะที่มองดูใบหน้าของนักแสดงหน้าใหม่ ผู้กำกับชินดงชุนก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขานึกถึงคำพูดของพี่ที่เขาได้เจอเมื่อวันก่อน

“แต่นักแสดงที่ฉันกำลังจะแนะนำ ไม่ใช่หนึ่งในดาราดังระดับนั้น เป็นคนอื่น ฉันเองก็ไม่แน่ใจหรอกว่าเขาจะสนใจไหม”

คำพูดที่ออกมาจากปากของ PDซงมันวู

“เขาจะแสดงในละครของเราน่ะ เอาจริง ๆ มันไม่ง่ายเลยที่จะได้เขามา ชื่อเขาคือ คังวูจิน เขายังค่อนข้างใหม่ เอ็งอาจจะไม่รู้จักเขา”

คังวูจิน...เป็นชื่อเดียวกับผู้ชายที่เพิ่งเดินออกไปเมื่อไม่นานนี้ ผู้กำกับชินดงชุนขมวดคิ้วและพึมพํากับตัวเอง

“เขาอาจจะเป็น…คนคนเดียวกันหรือเปล่านะ?”

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ที่ร้านอาหารเกาหลีสุดหรูในย่านชองดัมดง

ห้องวีไอพีขนาดใหญ่มีต้นไม้ประดิษฐ์กระจัดกระจายอยู่ทั่ว เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ฝั่งติดหน้าต่างมีห้าคนอันได้แก่ PDซงมันวูและพัคคึนมี นักเขียนบทและหัวหน้าทีมงาน ฝั่งตรงข้ามพวกเขาคือนักแสดงแถวหน้าของเกาหลีสี่คน

เหตุผลที่บุคคลที่มีความสามารถสูงเช่่นนี้มารวมตัวกันในที่เดียวนั้นง่ายมาก

เป็นการทานอาหารค่ำมื้อแรกกับนักแสดงนำที่ได้รับการยืนยันว่าจะปรากฏตัวในละคร 'ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติจิตวิทยาเสเพล' แน่นอนว่ามีเพียงนักแสดงนำเท่านั้นที่มารวมตัวกัน โดยปกติแล้วในงานเลี้ยงสังสรรค์เช่นนี้ พวกเขาแค่มาเจอกันเพื่อตีกรอบซึ่งกันและกันก่อนการอ่านบทละครและพูดคุยเกี่ยวกับงาน

แม้ว่านักแสดงจะคุ้นหน้าคุ้นตากันบ้าง แต่เรื่องส่วนตัวและเรื่องงานก็เป็นคนละเรื่อง

PDซงมันวูยกแก้วน้ำขึ้น มองไปยังนักแสดงที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเขา ก่อนจะยิ้มอย่างพอใจ

"ฮ่าฮ่า รู้สึกมั่นใจขึ้นเยอะเลยที่ได้เห็นทุกคนมารวมตัวกันแบบนี้ เป็นภาพที่งดงาม งดงามจริง ๆ "

ท่ามกลางนักแสดง ฮงฮเยยอนที่ปล่อยผมยาวสยายเป็นคนแรกที่ตอบคำพูดของเขา

“ค่ะ—”

ฮงฮเยยอนยิ้มกรุ้มกริ่ม มองไปที่ PDซงมันวูและนักเขียนบทพัคอึนมีที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธอ

“มีรุ่นใหญ่มานั่งตรงหน้าแบบนี้ พวกเราจะนั่งสบาย ๆ ได้ยังไงกันล่ะคะเนี่ย?”

“เยินยอมากเกินไปไหมนั่น?”

“พวกคุณทุกคนไม่คิดเหมือนฉันเหรอคะ?”

เมื่อฮงฮเยยอนถามนักแสดงคนอื่น พวกเขาก็เห็นด้วยกับเธอ ต่างคนต่างยิ้มไปด้วยกัน ตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของPDซงมันวูก็ดังขึ้น

-กริ๊งงงง♬♪

PDซงมันวูปิดเสียงโทรศัพท์ที่ดังอยู่ข้างแก้วน้ำของเขา

-ตู๊ด

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ผู้โทรคือชินดงชุน น้องชายสนิทของเขา ทำไมหมอนี้ที่เขาเจอเมื่อวานถึงโทรมานะ? เขาเอียงหัวเล็กน้อยและจึงรับสาย

“เฮ้ ชินดงชุน ตอนนี้พี่อยู่ในงานประชุม เดี๋ยวโทรกลับนะ”

“พี่ครับ”

แต่คำพูดของ PDซงมันวูถูกตัดบทโดยผู้กำกับชินดงชุนที่อยู่ปลายสายโทรศัพท์

“พี่บอกเขาเหรอครับ?”

“อะไรนะ?”

"นักแสดงชื่อคังอูจินที่เราคุยกันเมื่อวันก่อนตอนกินไก่ทอด เขาสูงเกิน 180 เซนติเมตรใช่ไหมครับ? หน้าเข้ม ๆ หน่อย ดูมีเสน่ห์แบบคนเย็นชาและน้ำเสียงเสียงทุ้มต่ำ?"

"...เอ็งรู้ได้ยังไง?"

"พี่บอกอะไรเขาถึงหนังของผมหรือเปล่า?"

"ทำไมฉันต้องพูด ก็เอ็งบอกไม่เอาเองไม่ใช่เหรอ?"

“แต่เขารู้ได้ยังไงและถึงกับมาหาผมด้วย?”

“ใคร?”

“นักแสดงคังวูจินไงครับ”

“เขาไปที่นั่นเหรอ? คังวูจินเนี่ยนะ?”

เมื่อได้ยินชื่อคังวูจิน คนรอบ ๆ PDซงมันวูต่างก็มีปฏิกิริยา นักเขียนบทพัคอึนมีและฮงฮเยยอนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามต่างก็มองมาที่PDซงมันวู

ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ยามนี้ใบหน้าของPDซงมันวูกลับยู่ยี่ลงเล็กน้อย

“······”

ไอ้หนุ่มคนนั้น คังวูจินไปรู้จักที่นั่นได้ยังไง? มันดูออกนอกแผนไปหน่อยแล้วนะ

ชินดงชุน…รู้จักกับเขาจากฉันเลยออกไปตามหาเขาเหรอ? ไม่ มันเป็นไปไม่ได้หรอก’

PDซงมันวูเพิ่งเจอกับผู้กำกับชินดงชุนเมื่อวันก่อน ที่สำคัญทางPDซงมันวูก็เพิ่งเจอกับคังวูจิน เมื่อเร็ว ๆ นี้ด้วย สรุปแล้วมันเรื่องอะไรกันเนี่ย?

ด้วยความคิดที่กำลังสับสนในหัว PDซงมันวูจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วพูดใส่โทรศัพท์ว่า

“เฮ้ย ฉันไม่ได้พูดอะไรเลยนะ แต่เขาเป็นพวกเอาแต่ใจตัวเองน่ะ รอเดี๋ยวนะ”

PDซงมันวูก็เดินออกมาจากห้องวีไอพี เขายังคงคุยโทรศัพท์กับผู้กำกับชินดงชุนต่อ

“สรุปคือไอ้หนุ่มคนนั้น คังวูจินมาหาเอ็งแล้ว เขาทำอะไรต่อเหรอ?”

“เขาแสดงครับ”

“อะไรนะ?”

“พี่ครับ...การแสดงแบบนั้นมันอะไรกันครับ?”

คนอื่นคงจะถามว่าทำไม แต่PDซงมันวูผู้ที่เคยมีประสบการณ์พานพบการแสดงของคังวูจินย่อมรู้ได้โดยสัญชาตญาณ

ไอ้หมอนี้มันไปก่อเรื่องที่นั่นด้วย

ในไม่ช้า PDซงมันวูก็ยิ้มกริ่มบนใบหน้า

“เอ็งคิดยังไงกับการแสดงของเขา?”

“….มันราวกับว่าเป็นตัวละครที่ผมเขียนเลยครับ”

“เหมือนถูกปลุกให้มีชีวิตขึ้นมาก็ว่าได้มั้งครับ? การแสดงของเขามันดูมีชีวิตชีวา ขนลุกเลยล่ะครับ เป็นครั้งแรกที่ผมได้ตะลึงกับการแสดงของนักแสดงแบบนี้”

“อืม ปกติแหละที่เอ็งจะเป็นแบบนั้นเมื่อเห็นการแสดงของคังวูจิน แต่เชื่อไหมว่าเขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง”

“ว่ายังไงนะครับ??”

เมื่อเขาถามกลับไป PDซงมันวูก็ลดเสียงลง

“เขามาหาเองเลยนะ เฮ้ย ชินดงชุน ฉันก็ไม่รู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกัน เดี๋ยวฉันติดต่อคังวูจินไป แต่ตอนนี้ เอาเป็นว่าฉันขอพูดแค่เรื่องเดียวก่อนแล้วกัน เพราะฉันตอนนี้กำลังอยู่ในงานประชุม”

“ว่าไงครับพี่?”

“จำตอนที่ฉันบอกว่ากว่าจะดึงตัวคังวูจินมันยากแค่ไหนได้ไหม? ฉันถึงขั้นขึ้นค่าตัวให้เขาด้วยซ้ำเพื่อดึงเขามา นักเขียนบทพัคอึนมีก็ดูจะชอบเขามาก เขาเป็นนักแสดงประเภทที่ฉันต้องร้องขอให้มาเล่นละครด้วยเลย”

“...อะไรนะครับ นั่นมันไร้สาระแล้ว นั่นนักแสดงหน้าใหม่ไม่ใช่เหรอครับ? ยังไม่มีชื่อเสียงไม่ใช่เหรอ? แต่ทั้งพี่กับนักเขียนบทพัคอึนมีทำแบบนั้นเนี่ยนะครับ???”

“ใช่ ฉันกับนักเขียนบทพัคอึนมี เอ่อ...เรื่องมันค่อนข้างยาว ไว้ฉันจะแนะนำเขาให้เอ็งรู้จัก เพราะเขาเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุด แต่ขอถามอีกครั้งให้แน่ใจ คังวูจินไปหาเอ็งเลยเนี่ยนะ?”

“ใช่ครับ”

ขณะที่เขานึกถึงใบหน้าของคังวูจิน PDซงมันวูก็หัวเราะเบา ๆ

“วิหคเพลิงอุตส่าห์ได้ทะยานมาหาเอ็งแล้ว เอ็งจะพลาดสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ไปจริง ๆ เหรอ?”

*****

ติดตามข่าวสารจากผู้แปลได้ที่แฟนเพจ Facebook:ยักษาแปร

ติดตามข่าวสารจากผู้แปลได้ที่แฟนเพจ Facebook:ยักษาแปร

ตอนก่อน

จบบทที่ หนังสั้น (3)

ตอนถัดไป