ศิษย์พ่อมดและมนตรา
ความแห้งชื่น ร้อนระอุ และความอ่อนล้ารุมเร้า...
ในความรู้สึกไม่สบายที่ถาโถม หลินเอินค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เพดานที่เต็มไปด้วยใยแมงมุมปรากฏแก่สายตา และฉากรอบๆ ที่ไม่คุ้นเคยทำให้หลินเอินงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง
นี่เป็นห้องขนาดไม่เกินสามสิบตารางเมตร ดูเหมือนว่าห้องจะเก่าโทรมและขาดการบำรุงรักษามานาน กำแพงไม้รอบๆ จึงพังทลาย ผนังและโครงสร้างปกคลุมด้วยฝุ่นผง มีร่องรอยของการกัดกร่อนจากมดและแมลง
ภายในห้องยุ่งเหยิงมาก ข้าวของและขยะถูกกองสุมไว้ตามมุมต่างๆ บนพื้นยังมีแผ่นกระดาษที่ไม่มีปกหนังสือกระจัดกระจายอยู่เกลื่อน ทำให้มีเพียงทางแคบๆ ให้เดินผ่านไปได้
นี่เราอยู่ที่ไหน? หรือจะโดนลักพาตัว?
หลินเอินขยี้หัวตัวเองที่ปวดตุบๆ พยายามนั่งลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก พลางคิดในใจ
เขามั่นใจว่าสถานที่นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ใดๆ ที่เขาเคยรู้จัก ดังนั้นหลินเอินจึงต้องเตรียมใจไว้เผื่อสถานการณ์เลวร้ายที่สุด—เป็นไปได้สูงว่าเขาถูกใครจับตัวมา!
“071 บอกตำแหน่งที่อยู่ของฉันตอนนี้!” หลินเอินเอ่ยในใจอย่างไม่รู้ตัว แต่ผ่านไปหลายวินาทีก็ยังไม่มีคำตอบกลับมาเลย
หรือแม้แต่ระบบช่วยเหลือก็ถูกบล็อกไปด้วย?
ใจหลินเอินตกวูบทันที เขาลงจากเตียงโดยไม่รู้ตัวและเตรียมหาวิธีหนี แต่กลับพบว่าบนหัวเตียงมีดาบสั้นคมกริบวางอยู่ และในมือขวาของเขายังถือกระดาษหนังแกะที่ยับยู่ยี่ไว้
หลินเอินกำดาบสั้นไว้ในมืออย่างไม่รู้ตัวเพื่อให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นเล็กน้อย หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยๆ เปิดกระดาษหนังแกะที่ยับยู่ยี่นั้น บนกระดาษเต็มไปด้วยตัวอักษรและสัญลักษณ์ที่ซับซ้อน ซึ่งดูคล้ายลายมือหวัดๆ จนเขาอดประหลาดใจไม่ได้ที่ตัวเองสามารถอ่านข้อความเหล่านั้นได้!
“เวลาเหลือน้อยแล้ว นักบวชจากศาลพิพากษาพบร่องรอยของเรา ให้มาพบกันที่จุดนัดหมายในเมืองอูร์ก่อนวันพระจันทร์ทรงกลด พร้อมนำเหรียญทองแดงเซคัสสิบเจ็ดเหรียญและตามสัญลักษณ์มา...โปรดระวังตัวด้วย —โจนนี่”
พออ่านจบความหวาดกลัวอย่างไม่ทราบสาเหตุก็แล่นขึ้นมาจนเต็มหัวใจทันที จากนั้นภาพความทรงจำบางส่วนก็แว่บขึ้นมาในหัวของหลินเอินอย่างเลือนราง
“ที่ลานกว้างแห่งหนึ่ง ผู้คนมากมายมารวมตัวกัน ท่าทางเคร่งขรึมและตื่นเต้น ทั้งยังตะโกนร้องเรียกอะไรสักอย่าง
ที่ใจกลางลานมีแท่นขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ บนแท่นมีบาทหลวงสวมเสื้อคลุมผ้าไหมสีขาวยืนอยู่ และในขณะที่ฝูงชนตะโกนอย่างกระตือรือร้น บาทหลวงผู้นั้นยกคทาในมือขึ้นสูง
ชั่วพริบตา เปลวไฟสีแดงเพลิงก็พุ่งสูงขึ้น ร่างหลายร่างดิ้นทุรนทุรายท่ามกลางเปลวไฟ และเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดก็ดังไม่ขาดสาย...”
นี่มันอะไรกัน? กำลังถ่ายหนังอยู่เหรอ?
ภาพอันโหดร้ายที่โผล่มาในหัว ทำให้หลินเอินหนาวสั่นไปทั้งตัว
แต่ว่าทำไมในหัวถึงมีความทรงจำแปลกๆ แบบนี้ แล้วไอ้โจนนี่ที่ลงชื่อในจดหมายนั่นเป็นใครกัน?
จู่ๆ หลินเอินก็นึกอะไรขึ้นได้ เขารีบก้าวพรวดไปที่อ่างเก็บน้ำในห้อง มองดูภาพสะท้อนบนผิวน้ำโดยไม่รู้ตัวจนต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ
มือที่สั่นเล็กน้อยของเขาทำให้เกิดระลอกคลื่นบนผิวน้ำ แต่หลินเอินก็ยังมองเห็นภาพสะท้อนของตัวเองได้อย่างชัดเจน
มันคือชายหนุ่มอายุราวสิบแปดสิบเก้าปี สวมเสื้อคลุมผ้าลินินที่มีร่องรอยซ่อมแซมอยู่หลายจุด ชายผอมบาง ใบหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยฝุ่น ผมสั้นสีน้ำตาลชี้ฟูยุ่งเหยิง และในดวงตาสีดำขลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว...
หรือว่านี่เราจะข้ามมิติมาแล้วจริงๆ?
หลินเอินสูดหายใจลึก ความคิดอันแปลกประหลาดนี้แล่นเข้ามาในหัวอย่างห้ามไม่ได้ เพราะเขาไม่สามารถหาคำอธิบายอื่นได้เลย
แม้ว่าในโลกเดิมที่เขาจากมา สหพันธ์จะมีความก้าวหน้าในด้านการพัฒนาสมองและการวิจัยระบบประสาท แถมเทคโนโลยีการปลูกถ่ายชิปในสมองก็ล้ำหน้ามาก แต่การย้ายจิตสำนึกไปใส่ในร่างใหม่เพื่อให้เกิดใหม่อีกครั้งอะไรแบบนี้ มันก็เป็นเพียงเรื่องเล่าปรัมปราเท่านั้น
อีกทั้งเขาไม่คิดว่าตัวเองจะสำคัญพอที่ใครจะต้องมาหลอกลวงด้วยวิธีสุดโต่งเช่นนี้
เมื่อเข้าใจถึงจุดนี้ หลินเอินก็หมดหวังที่จะหนีความจริง เขาทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น ใจเต้นโครมคราม ขณะที่ภาพความทรงจำใหม่ๆ ไหลทะลักเข้ามาในหัว
หลังจากใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงเรียบเรียงความทรงจำที่เพิ่งได้รับมา หลินเอินจึงเริ่มเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองอย่างคร่าวๆ
เขาข้ามมิติมายังดินแดนที่มีบรรยากาศคล้ายยุโรปยุคกลาง ที่นี่เต็มไปด้วยอาณาจักรต่างๆ ที่ก่อสงครามและแก่งแย่งอำนาจกัน โดยอาณาจักรที่แข็งแกร่งที่สุดคือจักรวรรดิเซคัส ที่ที่เขาอยู่ในตอนนี้
เหนือขึ้นไปจากอำนาจทางโลก ยังมีองค์กรที่เรียกว่าศาสนจักรซึ่งศรัทธาในเทพนามว่า “เอย์รา” เป็นลัทธิเอกเทวนิยมที่มีหลักคำสอนว่าโลกนี้ถูกสร้างขึ้นโดยเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
นอกจากการเผยแผ่ความเชื่อเพื่อโน้มน้าวจิตใจผู้คนแล้ว เป้าหมายสำคัญอีกอย่างของศาสนจักรคือการล่าพ่อมด!
สิ่งที่ทำให้หลินเอินรู้สึกไม่ดีเป็นพิเศษคือ ชายหนุ่มที่เขาสิงร่างมานี้ดูเหมือนจะเป็นพ่อมดคนหนึ่ง
ไม่สิ ถ้าจะให้แม่นยำ เขาคือศิษย์ฝึกหัดของพ่อมดผู้กำลังถูกตามล่าต่างหาก!
หลินเอินมองกระดาษหนังแกะที่ยับยู่ยี่ในมือด้วยสีหน้าเจ็บปวด นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ข้ามมิติมาก็เถอะ ยังต้องเจอแต่เรื่องซวยอีก พอมาอยู่ได้ไม่ทันไรก็โดนตามล่า ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะโดนจับไปเผาบนกองไฟ
พูดก็พูดเถอะ เจ้าของร่างเดิมนี่ก็ช่างหาเรื่องจริงๆ
เขาเป็นลูกนอกสมรสของท่านไวเคานต์ในจักรวรรดิเซคัส ชื่อคาร์ล สเตอแลน
แม้ว่าจะไม่ได้รับความเอ็นดูนัก แต่ยังไงก็มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าใส่ ซึ่งถือว่าโชคดีมากแล้วในโลกที่สงครามระหว่างอาณาจักรไม่เคยสิ้นสุดนี้ แค่อิ่มท้องและมีเสื้อผ้าสวมใส่ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว!
หากมีพื้นเพทางครอบครัวดีแบบนี้ แถมยังมีสภาพแวดล้อมที่มั่นคง บวกกับความรู้จากโลกเดิมของเขาอีก ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่ปีก็อาจใช้ชีวิตสบายๆ ไปพร้อมกับปฏิวัติอุตสาหกรรมโค่นล้มศาสนจักรได้เลยก็ได้
แต่ไอ้หนุ่มคนนี้กลับถูกพ่อมดที่ชื่อโคลูหลอกล่อ ทิ้งชีวิตสุขสบาย ไปเป็นศิษย์ของอีกฝ่าย ต้องพเนจรไปทั่ว แถมมื้อนึงยังห่างไกลจากมื้อถัดไปอีกต่างหาก
เมื่อสี่วันก่อน อาจารย์ของเขา โคลู ดันไปหลอกลูกสาวของท่านดยุค แต่โชคไม่เข้าข้าง คราวนี้ล่อหลอกไม่สำเร็จ ทำให้ข่าวแพร่กระจายไปถึงศาลพิพากษาอย่างรวดเร็ว วันรุ่งขึ้นโคลูก็โดนจับก่อนจะหนีไปไหนได้
หลังจากรู้ข่าวนี้ คาร์ลจึงซ่อนตัวอยู่ในที่ลับนี้อย่างหวาดผวา
ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา คาร์ลได้เห็นกับตาว่าศิษย์พ่อมดถูกเผาบนกองไฟเป็นๆ จึงกลัวว่าบรรดานักบวชจากศาลพิพากษาจะโผล่มาจับตัวเขาไป ทำให้เขาไม่กล้านอนหลับมาหลายวัน จนในที่สุดทนความสิ้นหวังและความหวาดกลัวไม่ไหวจนสลบไป จากนั้นหลินเอินก็ข้ามมิติมา
“แย่จริงๆ ด้วยสิ…” หลินเอินพึมพำเบาๆ หลังจากระลึกความจำได้ แล้วเริ่มคิดว่าควรจะแปรพักตร์ดีไหม
โคลูมีศิษย์อยู่หกคนที่ยังไม่ถูกจับตัว และเขารู้ชื่อหน้าตาของพวกนั้นดี หากยอมเป็นพยานให้ศาลพิพากษาก็คงจะเอาตัวรอดได้อีกทาง
จะให้แกล้งทำเป็นกลับใจไปตามพิธีก็ไม่เสียหาย...
แต่เมื่อคิดดูอีกที หลินเอินก็สลัดความคิดนี้ทิ้ง เขาไม่สามารถไว้ใจพวกที่ประกาศศรัทธาด้วยความคลั่งและหวังเพียงแต่จะจับพ่อมดไปเผาให้หมดได้ ถึงแม้เขาจะยอมมอบตัว โอกาสที่จะโดนจับไปสอบสวนก็สูงอยู่ดี
คิดจะขายเพื่อนน่ะลืมไปได้เลย…
เขาไม่ใช่คนแบบนั้น!
เมื่อทิ้งความคิดเพ้อฝันนั้นไป หลินเอินพยายามรวบรวมสติที่ยังเต้นระทึกและเริ่มคิดหาทางหลบหนีการตามล่าของศาลพิพากษา
ในโลกที่ไม่มีทั้งกล้องถ่ายรูปและพึ่งพาการวาดภาพจากความทรงจำเพื่อระบุตัวตน การปลอมตัวหนีอาจเป็นทางออกที่ดี เพียงแค่หนีออกจากเขตปกครองของดยุคนี้ไปให้ได้ การจะจับตัวเขาให้ได้ก็ถือว่ายากมาก
ที่ยังพอโล่งใจได้บ้างคือเจ้าของร่างนี้เคยฝึกวิชาดาบมาเล็กน้อย เมื่อไม่กี่ปีก่อนได้รับความสนใจจากบิดาผู้เป็นไวเคานต์ ถึงขั้นเคยปราบพวกโจรที่มารุกรานเขตแดนได้ด้วยตัวเอง
แน่นอนว่าเขาต้องไม่ประมาท ไม่แสดงมนต์ที่ร่ำเรียนออกมาโดยไม่จำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกไล่ล่าโดยศาลพิพากษา...
เดี๋ยวก่อนนะ...มนต์?
หลินเอินหยุดชะงัก ก่อนจะเริ่มค้นหาความทรงจำในหัวอย่างตั้งใจ ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
เพราะเขาพบว่า ตัวเองในความทรงจำนั้นสามารถร่ายมนต์ได้จริงๆ!
ไม่ใช่กลเม็ดลวงตาอย่างที่พวกหมอผีใช้กัน หรือมายากลหลอกคนเล่น...
แต่เป็นเวทมนตร์ที่แท้จริง!