ใส่ปุ๋ยให้เหล่ากุ้ยฉ่าย
ฝีมือทำอาหารของจางถัวไห่ถือว่าใช้ได้ เขาเตรียมอาหาร 4 อย่างเสร็จอย่างรวดเร็ว
ส่วนอาหารจานหลักนั้น เนื่องจากไม่มีข้าว เขาจึงทำบะหมี่แฮนด์เมดมาหนึ่งชามแทน
เมื่อราดน้ำซุปของลิ้นหมูตุ๋นลงบนบะหมี่แฮนด์เมด รสชาติช่างวิเศษเกินบรรยาย
จางถัวไห่ซดบะหมี่สองชามรวด พร้อมกับกินกับข้าวไปกว่าครึ่ง เขาลูบท้องกลมป่องของตัวเองแล้วเอนหลังลงบนเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์
นี่คือมื้อที่ทำให้เขารู้สึกอิ่มเอมที่สุด นับตั้งแต่ข้ามมายังโลกใบนี้
เขาฟินเสียจนไม่มีเวลาเปิดดูช่องสนทนาประจำภูมิภาคเลย
หลังจากอิ่มจนไม่มีอะไรทำ จางถัวไห่จึงเปิดช่องสนทนาในภูมิภาคดู เผื่อจะมีอะไรให้เก็บเกี่ยว
ทันทีที่เขาเปิดช่องสนทนา ข้อความส่วนตัวหลายฉบับก็เด้งขึ้นมา
เมื่อจางถัวไห่ดูก็พบว่าเป็นข้อความจากสองพี่น้อง ซูมู่ และ ซูฉี
ข้อความของซูฉีมีมากกว่า ถึงหกฉบับ
“จะเล่าอะไรให้ฟัง วันนี้พวกเราเก็บเครื่องครัวมาได้เยอะเลย ในนี้มีหลายชิ้นเป็นเครื่องเงินลวดลายหรูด้วยนะ ดูยังไงก็ต้องเป็นของพวกขุนนาง สนใจไหม ถ้าคิดว่าเราคุ้นเคยกัน ฉันลดให้พิเศษเลย”
“วันนี้ซวยจริงๆ รถจอดอยู่ดีๆ ดันมีคนกระโดดลงมาจากไหนไม่รู้ เหยียบหลังคารถจนเป็นรอยรองเท้าสองข้าง ทำฉันโมโหแทบตาย พอจะเรียกค่าซ่อมเขาก็พูดแค่ 'ไว้มีโอกาสจะชดเชยให้' แล้วดูสิ คนเยอะแยะขนาดนี้ ฉันจะไปตามหาเขาจากไหน? ลองขับตามไปก็แล้ว แต่หมอนั่นก็ขับเร็วจี๋ พริบตาเดียวก็หายไป ขอให้เขากินมาม่าไม่มีซองเครื่องปรุง กินมันฝรั่งแผ่นเจอแต่เศษ กินแตงโมเจอแต่เมล็ด กินแอปเปิลเจอหนอนครึ่งตัวเถอะ!”
จางถัวไห่เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก แล้วเลื่อนอ่านต่อ
“พี่สุดหล่อ อาหารกลางวันของพวกเราอยู่ไหน?”
“หิว หิว”
“ข้าวฉันล่ะ? ฉันจะอดตายแล้วนะ!”
“ถ้าฉันอดตาย ฉันจะไปเป็นผีอาฆาตหลอกหลอนนายแน่!”
ทั้งหมดนี้เป็นข้อความจากซูฉี
ส่วนซูมู่มีเพียงฉบับเดียว เป็นข้อความถามว่ามีวิธีซ่อมรอยบุบบนรถไหม พร้อมกับส่งรายการสิ่งของที่เธอมีไว้ขายมาด้วย
ในนั้นมีทั้งเสื้อผ้า เครื่องกระเบื้อง และเครื่องเงิน
ราคาก็ไม่แพงมาก ใช้เพียงเศษเสี้ยวของทรัพยากรระดับ 1 ก็ซื้อได้แล้ว
จางถัวไห่ที่รู้สึกผิดเล็กน้อยรีบต้มบะหมี่สองชามและแบ่งอาหารสี่อย่างที่เหลือใส่จาน ส่งไปให้สองพี่น้องทันที
“วันนี้ทำไมถึงหรูหราขนาดนี้? โชคดีอะไรเข้าเหรอ?” ซูฉีถามด้วยความสงสัย
“อืม ได้ของดีมาเลยฉลองนิดหน่อย อ้อ นี่ให้พวกเธอด้วยนะ เป็นชุดซ่อมรถ ซ่อมรอยเสียหายได้ทุกอย่าง จะใช้หรือไม่ใช้ก็แล้วแต่พวกเธอเลย”
จางถัวไห่ทำชุดซ่อมรถแล้วส่งไปให้สองพี่น้อง
“ว้าว ชุดซ่อมรถเหรอ? ฉันจำได้ว่าต้องใช้ทรัพยากรเยอะเลยกว่าจะทำได้ นายใจป้ำขนาดนี้เลยเหรอ? คิดเท่าไหร่ดี? หรือจะให้ฉันเติมวัตถุดิบที่ต้องใช้คืนให้นาย?”
ซูฉีพูด
ของสิ่งนี้จริงๆ ซูมู่เป็นคนขายให้เขาไป โดยแลกกับหน้าไม้ ดังนั้นซูฉีจึงรู้ดีว่าต้องใช้วัสดุอะไรบ้าง
“ช่างเถอะ พวกเธอก็ไม่ได้มีทรัพยากรเยอะนัก เอาไปทดลองใช้แล้วกัน ถ้าพอช่วยดึงลูกค้ามาให้ฉันได้บ้างก็ดี” จางถัวไห่พูดด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย
ไหนๆ ก็เป็นเขาที่เหยียบรถคนอื่นจนเสียหายเอง ชุดซ่อมนี้ก็ถือเป็นค่าชดเชยแล้วกัน
“ได้เลย ฉันจะช่วยถามในช่องแชทให้ ถ้าใครรถเสียฉันจะส่งพวกเขาไปหานาย อยากฟันราคาแค่ไหนก็เอาเลย ไม่ต้องแคร์ฉันหรอก ยังไงพวกนั้นก็ไม่ใช่เพื่อนฉัน”
ซูฉีตบหลังคารถแล้วตอบตกลงทันที
หลังจากรับมือกับสองพี่น้องตระกูลซูเสร็จ จางถัวไห่ก็เริ่มเปิดดูช่องสนทนาในภูมิภาค
เขาพบว่า วันนี้อัตราการตายก็ไม่น้อยเลย อย่างน้อยก็มีคน 20 กว่าคนที่ตายเพราะอยู่ในวงพิษนานเกินไป
แต่ส่วนใหญ่กลับตายเพราะน้ำมือของ “พวกเดียวกันเอง”
จำนวนคนตายก็มากถึง 200 กว่าคนเข้าไปแล้ว และจำนวนคนบาดเจ็บยิ่งเยอะกว่า
ในช่องสนทนาตอนนี้เต็มไปด้วยคนที่ร้องขอยา
สำหรับสถานการณ์แบบนี้ จางถัวไห่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว
ในโลกยุคสิ้นหวังที่ไร้กฎระเบียบ ความปรารถนาในด้านลบของมนุษย์จะค่อยๆ ถูกปลดปล่อยออกมา
ความหิวโหยและทรัพยากรยิ่งกระตุ้นให้ความรู้สึกเหล่านี้ระเบิดออกมา
ผู้เล่นเหล่านี้ตอนปกติที่ไม่เจอหน้ากันก็ไม่มีปัญหาอะไร
ตอนนี้พอโยนพวกเขาเข้าไปในเมืองร้างที่เต็มไปด้วยทรัพยากรต่างๆ ก็พอจะเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
แค่จากพวกที่ตามล่าเขาเมื่อเช้าก็เห็นได้ชัดเจน การปล้นและฆ่าน่าจะเป็นเพียงแค่ขั้นพื้นฐาน
ส่วนผู้หญิงหรือชายหน้าตาดีที่ถูกพวกนี้เจอ คงต้องเผชิญความทุกข์ทรมานที่เกินจะจินตนาการได้
สำหรับคนเหล่านี้ จางถัวไห่ช่วยอะไรมากไม่ได้ สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงเอาอาวุธที่ได้มาช่วงเช้าขึ้นขายบนแพลตฟอร์ม พร้อมกับเปิดบริการผลิตยาแก้อักเสบอีกครั้ง
ของพวกนี้จะช่วยใครได้มากน้อยแค่ไหน จางถัวไห่ก็ไม่อาจรู้ อย่างน้อยเขาก็ทำด้วยจิตสำนึกที่ไม่ละอายแก่ใจ
จางถัวไห่เอาของพวกนี้ขึ้นขายบนแพลตฟอร์มการค้า และในทันทีที่ทำเช่นนั้น ก็เกิดกระแสฮือฮาขึ้นมา
“โว้! พี่ใหญ่ก็คือพี่ใหญ่ เจ๋งจริงๆ เอาอาวุธขึ้นขายทีเดียวตั้งเยอะขนาดนี้”
“พี่ใหญ่ ยังมีขวานเหลืออีกไหมครับ? เมื่อกี้ผมช้าไปนิดเดียวก็โดนคนอื่นแย่งหมดแล้ว เอาลงเพิ่มอีกหน่อยเถอะครับ”
“ทุกคนสังเกตไหมว่า อาวุธที่พี่ใหญ่เอาขึ้นขาย แต่ละอย่างมีแค่ไม่กี่ชิ้น มีแค่หอกล่าสัตว์เท่านั้นที่ลงมาทีเป็นล็อต”
“นี่มันหมายความว่ายังไง?”
“หมายความว่ามีแค่หอกล่าสัตว์เท่านั้นที่พี่ใหญ่ผลิตได้เป็นจำนวนมากได้ ส่วนที่เหลือ พี่ใหญ่คงไปเอามาจากคนอื่น!”
“ในสถานการณ์แบบนี้ ใครจะยอมขายอาวุธของตัวเอง? เดี๋ยวนะ...หรือว่าพวกนั้นถูกพี่ใหญ่ฆ่าหมดแล้ว?”
“พี่ใหญ่โคตรเจ๋ง ฆ่าคนได้ตั้งเยอะขนาดนี้”
“พี่ใหญ่ ขอร้องล่ะ อย่าฆ่าผมเลยนะ บอกมาว่าบ่ายนี้พี่จะไปโผล่ที่เขตไหน ผมจะได้เลี่ยงให้ไกล”
“ฆ่าคนไปตั้งมากมาย ช่างโหดร้ายเหลือเกิน พวกเราในฐานะผู้เล่นไม่ควรจะร่วมมือกันเพื่อรับมือภัยพิบัติหรอกหรือ? ฉันขอเสนอให้ทุกคนรวมตัวกันจัดการฆาตกรโรคจิตคนนี้ซะ เพื่อคืนพื้นที่สงบสุขให้แก่พวกเราทุกคน”
ประโยคนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่ามาจากฟ่านหมิงคุน
สำหรับคำพูดโง่ๆ แบบนี้ของฟ่านหมิงคุน แทบไม่มีใครสนใจตอบกลับ
แค่ดูจากอาวุธที่จางถัวไห่วางขายอยู่ ก็อธิบายสถานการณ์ได้ชัดเจนแล้ว
จางถัวไห่ฆ่าคนไปตั้งเยอะในเวลาแค่ช่วงเช้า นี่มันชัดเจนว่าไม่มีใครสู้เขาได้เลย คนปกติคงได้แต่หนีหัวซุกหัวซุน มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะไปหาเรื่องให้ตัวเองลำบาก
คำพูดไร้สมองของฟ่านหมิงคุนถูกกลบหายไปในเวลาไม่นาน
“พี่ใหญ่ มีของกินขายไหม? ช่วยขายหน่อยเถอะ หาเก็บตั้งแต่เช้า ได้แต่ขยะสารพัดอย่าง แต่ไม่มีของกินเลย”
“ฮ่าๆ ผมไปเจอกล่องทรัพยากรมา ได้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาหนึ่งซอง พี่ใหญ่พอจะมีน้ำร้อนบ้างไหม? ผมขอแลกน้ำปกติกับน้ำร้อนในสัดส่วนสองเท่า”
“พี่ใหญ่ มีอะไรที่มีน้ำมันหรืออะไรแบบนั้นไหม? ขนมปังมันไม่อยู่ท้องเลย ตอนเช้ากินไปนิดเดียวก็ย่อยหมดแล้ว เอาอะไรที่มีน้ำมันบ้างเถอะ อย่างน้อยเอาแค่น้ำมันหมูก็ยังดี”
จางถัวไห่มองข้อมูลในช่องสนทนาแล้วคิดเล็กน้อย ก่อนจะลงขายน้ำมันหมู 100 หน่วย
เหตุผลที่เขาลงขายเยอะขนาดนี้ เพราะกลัวว่าคนพวกนี้จะตายเร็วเกินไป
ถ้าพวกมันตายหมด แล้วใครจะเป็น “กุ้ยฉ่าย” ช่วยหาของให้เขาล่ะ
เมื่อเห็นว่ามีกุ้ยฉ่าย ก็ไม่ควรเอาแต่ใช้เคียวเกี่ยว ควรใส่ปุ๋ยบ้างในบางโอกาส