ห้องทดลองลึกลับ
จางถัวไห่เงยหน้ามองขึ้นไปก็พบว่ามีโพรงขนาดใหญ่เบื้องบน ริมขอบของโพรงยังเปื้อนเลือดสดใหม่ชัดเจน เห็นได้ชัดว่าโคบายากาวะถูกบางสิ่งลากขึ้นไปทางนั้น
ขอบของโพรงหยาบกระด้างผิดปกติ ทันใดนั้นจางถัวไห่ก็พลันนึกถึงรถยนต์ที่เคยถูกเหยี่ยวเงาโจมตี
หลังคารถเหล่านั้นดูจะถูกทำลายแบบเดียวกันนี่เอง
“เจออะไรบ้างไหม?”
วลาดิมีร์ก็เดินเข้ามาในตอนนั้น
“น่าจะโดนสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์บางอย่างลากขึ้นไปทางโพรง ดูขอบที่ถูกทำลายสิ หยาบแบบนี้ แสดงว่าใช้พลังดิบฉีกออกมา ไม่ใช่การตัดด้วยเครื่องมือแน่นอน”
จางถัวไห่กล่าวพลางชี้ไปที่โพรงบนหลังคา
“แล้วนายล่ะ เจออะไรไหม?” วลาดิมีร์คว้าคอเสื้อของกังกาเทอร์ไว้แน่น “ตอนเกิดเหตุ นายก็อยู่ใกล้ๆ อย่ามาบอกนะว่าไม่รู้อะไรเลย”
“ฉันไม่รู้อะไรจริงๆ นะ”
แม้กังกาเทอร์จะเป็นนักกล้ามจากยูกันดาน้ำหนักเกือบหนึ่งร้อยกิโล แต่ความกล้ากลับมีไม่มาก พอโดนวลาดิมีร์คว้าคอเสื้อ สีหน้าก็... เขาดำขนาดนั้น เปลี่ยนสีหน้าก็ไม่รู้ว่าต่างกันยังไง
แต่ถึงกระนั้น อาการสั่นของเขาก็ปกปิดไม่ได้อยู่ดี
การสั่นของเขาถี่ราวกับเปิดแปรงสีฟันไฟฟ้าไว้
“ฉันไม่รู้อะไรจริงๆ ฉันหันหลังไปหยิบน้ำแป๊บเดียว โคบายากาวะก็หายไปแล้ว” กังกาเทอร์พูดพลางชูขวดน้ำในมือเป็นหลักฐานว่าบริสุทธิ์ใจ
“นายไม่รู้เลย? ก็ไหนว่านายเป็นนักยกน้ำหนักในยูกันดา แถมยังเคยแข่งโอลิมปิก ไอ้ความรู้สึกไวพวกนั้นหายไปไหน? คนข้างตัวหายไปยังไม่รู้ตัวอีก?” วลาดิมีร์ไม่ค่อยเชื่อ
“ฉันเป็นนักยกน้ำหนักก็จริง แต่ตกรอบตั้งแต่รอบคัดเลือก ฉันไปโอลิมปิกก็แค่หาโอกาสออกนอกประเทศไปเป็นแรงงานเถื่อนนั่นแหละ จริงๆ แล้วฉันแค่แรงเยอะ แต่ไม่เคยได้รับการฝึกฝนจริงจังอะไรเลย” กังกาเทอร์พูดด้วยหน้าตาไร้เดียงสา
“เวรเอ๊ย ทำไมเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นไม่ลากแกไปด้วยซะเลยล่ะ?” วลาดิมีร์ผลักกังกาเทอร์ล้มลงด้วยความหงุดหงิด
“บางทีอาจเป็นเพราะเขาดำเกินไปจนสัตว์ประหลาดมองไม่เห็นเขาก็ได้” จางถัวไห่กล่าวขึ้นข้างๆ
วลาดิมีร์มองดูสภาพแวดล้อมรอบตัว ก่อนจะหันไปมองกังกาเทอร์ แล้วก็พยักหน้ารับว่าเป็นไปได้
“ซวยจริงๆ แล้วจะเอาไงดี ยิงมันสักลูกดีไหม?” วลาดิมีร์พูดพลางดึงระเบิดต่อต้านรถถังออกมาจากเอว “ฉันไม่เชื่อหรอกว่าจะมีตัวอะไรรอดจากเจ้าลูกนี้ได้”
“อย่าเด็ดขาด!”
จางถัวไห่รีบห้ามวลาดิมีร์จากการกระทำบ้าบิ่นแบบนั้นทันที
รัศมีการระเบิดของระเบิดต่อต้านรถถังลูกนี้กว้างถึง 20 เมตร ไหนจะเป็นทางแคบปิดตายแบบนี้อีก เสียงและแรงกระแทกจะรุนแรงกว่าปกติหลายเท่า
ถ้าขว้างลูกนี้ออกไป ตอนนั้นไม่รู้ว่าสัตว์ประหลาดจะเป็นไง แต่เขากับวลาดิมีร์มีหวังได้เรื่องแน่
แค่เลือดออกจากภายในจากแรงสั่นสะเทือนยังถือว่าเบาไปเลย
“ตรงนี้แคบเกินไป โอกาสที่เราจะโดนลูกหลงมีสูง ถ้าเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นหมายหัวเราจริงๆ มันต้องกลับมาอีกแน่ พวกเราน่าจะหาทำเลที่เหมาะสำหรับต่อสู้แล้วค่อยลงมือดีกว่า”
จางถัวไห่กล่าว
“ก็ได้” วลาดิมีร์ไม่ใช่คนหัวรั้นไร้เหตุผลนัก เขากวาดตามองสภาพพื้นที่โดยรอบก็เห็นว่าไม่เหมาะจะสู้รบจริง จึงยอมทำตามข้อเสนอของจางถัวไห่
“ตกลง ฉันยอมตามไปก่อน แต่ถ้ามีโอกาสเมื่อไร จะเอาคืนให้สาสมแน่”
วลาดิมีร์กล่าว
“ไปกันเถอะ ไปต่อ” จางถัวไห่ขึ้นรถแล้วขับลุยต่อ
หวังไฉ่ได้รับภารกิจใหม่อีกครั้ง ให้คอยจับตาดูช่องทางด้านบนว่ามีรอยเสียหายอยู่ตรงไหนหรือไม่
“พอได้แล้ว! ฉันไม่สนว่านายเป็นใครมาก่อน ตอนนี้ต้องขับรถไปต่อ ถ้ากล้าลองเล่นตลกล่ะก็ ฉันจะยัดไอ้นี่ใส่ก้นแกเลย! เข้าใจไหม?” วลาดิมีร์พูดพลางชูระเบิดต่อต้านรถถังขู่กังกาเทอร์
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว ไม่ต้องห่วง ฉันจะขับไปดีๆ แน่นอน” กังกาเทอร์รีบพยักหน้ารัวๆ
“ออกตัว!” วลาดิมีร์กลับขึ้นรถแล้วออกคำสั่งทันที
แต่รออยู่ครู่ใหญ่ก็ยังไม่เห็นว่ากังกาเทอร์จะขยับรถเลย
“ทำไมยังไม่ขับอีกล่ะ?” วลาดิมีร์ลดกระจกรถลงตะโกนใส่อย่างโมโห
“ผะ...ฉันขับไม่เป็น...” กังกาเทอร์ทำหน้าซีดเผือดกว่าโดนด่า “รถในประเทศฉันน่ะเป็นของฟุ่มเฟือย คนทั่วไปแทบไม่เคยจับพวงมาลัย ฉันไม่เคยขับเลย ถ้าไม่ใช่เพราะโคบายากาวะ ฉันคงขับไปได้ไม่ถึงกิโลด้วยซ้ำ”
“ไร้ค่าจริง! จับพวงมาลัยไว้ให้มั่นแล้วควบคุมทิศทางให้ดี”
วลาดิมีร์พูดจบก็กระทืบคันเร่งทันที
รถของวลาดิมีร์พุ่งชนรถของกังกาเทอร์ ก่อนจะใช้กำลังเครื่องยนต์มหาศาลดันรถคันหน้าให้วิ่งไปข้างหน้าอย่างดื้อๆ
กังกาเทอร์จับพวงมาลัยไว้แน่นด้วยสีหน้าหวาดกลัว รถโคลงไปมาราวกับคนเมาที่ดื่มเหล้าเถื่อน
จางถัวไห่ไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังมีเหตุการณ์วุ่นวายอะไรเกิดขึ้น
เขากวาดตามองรอบด้านอย่างระมัดระวัง ในมือกำปืนไรเฟิลจู่โจมเอเค-74 แน่น กลัวว่าจะมีสัตว์ประหลาดโผล่ออกมาจากที่ใดที่หนึ่ง
แม้รถของเขาจะกันกระสุนได้ แต่ใครจะรู้ว่าสัตว์ประหลาดพวกนั้นแข็งแกร่งแค่ไหนกันแน่?
โชคดีที่เส้นทางช่วงต่อไปค่อนข้างสงบ จางถัวไห่จึงไม่พบสิ่งผิดปกติอีกเลย
เมื่อเลี้ยวผ่านหัวมุมหนึ่ง จางถัวไห่รู้สึกว่าด้านหน้าเริ่มมีแสงสว่างเจิดจ้า
จากนั้นเขาก็ขับพ้นอุโมงค์เข้าสู่ห้องโถงขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
เพดานห้องโถงสูงถึงหกเจ็ดเมตร กว้างขวางไม่ต่ำกว่าพันตารางเมตร มีหลอดไฟติดเรียงรายส่องสว่างจ้าไปทั่ว
ครึ่งหน้าของห้องโถงวางเรียงเครื่องมือแปลกๆ มากมาย แม้มองไม่ออกว่าแต่ละชิ้นใช้งานอย่างไร แต่ก็ดูไฮเทคเอาการ ชวนให้รู้สึกน่าเกรงขามโดยไม่ต้องเข้าใจ
ในส่วนหลังของห้องโถงมีโดมแก้วรูปทรงกลมเรียงรายอยู่ ในโดมบางใบบรรจุสิ่งมีชีวิตประหลาดหลากหลายชนิดไว้
บางตัวมีร่างเสือแต่หัวเป็นมนุษย์ บางตัวรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่มีเกล็ดหนาท่วมทั้งร่าง
บางตัวไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ ดูยังไงก็เป็นสัตว์ประหลาดเต็มตัว
สิ่งที่น่าสะพรึงที่สุดคือมีบางโดมที่แตกร้าว เศษแก้วกระจายเกลื่อน พอเหลียวมองเข้าไปก็พบเพียงของเหลวบางส่วน ทว่าภายในกลับว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่เลย
พื้นห้องโถงเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน มีเศษกระดาษกองใหญ่ เสื้อผ้าและรองเท้าที่ฉีกขาดเกลื่อนกลาด จางถัวไห่ยังเห็นรอยเลือดที่ยังไม่แห้งดีด้วยซ้ำ แต่กลับไม่พบศพแม้แต่ร่างเดียว
จางถัวไห่รู้สึกบางอย่างผิดปกติ จึงรีบเงยหน้าขึ้นมองด้านบนทันที
เขาพบว่าช่องระบายอากาศด้านบนถูกเปิดออก เหล็กดัดที่ปิดช่องไว้ถูกงัดจนหลุดและถูกโยนทิ้งไว้ไม่ไกล
จางถัวไห่เดินเข้าไปใกล้เพื่อหยิบเหล็กเส้นหนึ่งขึ้นมาแล้วจ้องพิจารณาอย่างตั้งใจ
เหล็กเส้นนี้หนาขนาดนิ้วโป้ง แต่กลับถูกบิดเป็นเกลียวราวกับขนมถักเกลียว ดูน่าตกตะลึงจนขนลุก
“ตกลงเจ้าสัตว์ประหลาดนี่มันเป็นตัวอะไรกันแน่ ถึงได้แรงเยอะขนาดนี้...” จางถัวไห่รู้สึกตื่นตะลึงอยู่ในใจ
แล้วในขณะนั้นเองก็มีเสียงประหลาดดังขึ้นจากเพดานด้านบน!