ความทะเยอทะยาน

“ฉันเอาอันนี้แหละ!”

แค่เห็นแขนกลครั้งแรก จางทัวไห่ก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าต้องคว้ามันมาให้ได้

รถยังไม่ต้องอัปเกรดก็ได้ แท่งโลหะระดับสูงยังหาเพิ่มได้จากทางอื่น ส่วนอาร์พีจี-7 เขาก็มีอยู่ในมือแล้ว

มีแค่พิมพ์เขียวชิ้นนี้เท่านั้น ถ้าพลาดไปก็ไม่รู้ว่าจะได้เจออีกเมื่อไหร่

ถ้าได้มา ก็สามารถติดตั้งแขนกลสิบแขนบนรถ แถมควบคุมให้ทำท่าทางอะไรก็ได้ แค่นี้ก็คุ้มค่าพอแล้ว

ถ้าแขนกลใช้ปืนได้ล่ะก็ แขนกลสิบแขนก็ถือปืนได้สิบกระบอก

จางทัวไห่สามารถผลิตเอเค-47 ได้ทีละมาก ๆ อย่างต่อเนื่อง

สำหรับคนแล้วแรงถีบของมันหนักมาก แต่สำหรับแขนกลนั่นไม่ใช่ปัญหาเลย

เอเค-47 ยิงไม่แม่นเหรอ?

ก็ใช้ความหนาแน่นของกระสุนกดดันไปตรง ๆ เลยสิ

อานุภาพจากเอเค-47 สิบกระบอก มีใครกันจะต้านทานไหว?

และนี่ยังแค่ปืนจู่โจมธรรมดาเท่านั้นนะ

ถ้าเปลี่ยนเป็นปืนกลแกตลิ่งล่ะ?

จางทัวไห่จะเหมือนกับกองทัพเคลื่อนที่ทันที

ปืนกลแกตลิ่งสิบกระบอกกราดยิง แม้แต่ขบวนรถโครงกระดูกตอนนั้นยังต้านไม่ไหว

คนเดียวไล่ฟัดได้ทั้งขบวนรถ

และนี่แค่ใช้แขนกลควบคุมปืนเท่านั้น แขนกลยังทำได้อีกหลายอย่าง

ถ้าแต่ละแขนถือเลื่อยยนต์ไว้ รถทั้งคันจะกลายเป็นเครื่องตัดไม้เคลื่อนที่

ถ้าแต่ละแขนถือเคียวไว้ ก็จะกลายเป็นรถเกี่ยวข้าวในพริบตา จะพืชผลหรือสัตว์ป่าก็เก็บเรียบ

ถ้าให้แต่ละแขนถือพลั่วไว้ ถึงรถจะถูกหิมะถมมิดก็ไม่เป็นไร เสี่ยวอ้ายก็ขุดตัวเองออกมาได้

นี่ยังเป็นการติดตั้งภายนอกรถ ถ้าติดในรถจะทำอะไรได้อีกเยอะ

อย่างเช่น ซักผ้า ทำอาหาร ทำความสะอาด ใส่ปุ๋ย หรือแม้แต่ป้องกันการลอบโจมตี

เครื่องมือสารพัดประโยชน์โดยแท้

แม้ว่าราคาของมันจะสูงถึง 5200 แต้ม แต่จางทัวไห่ก็ไม่ลังเลที่จะคว้ามันมาครองทันที

อย่างที่เขาพูดไว้เสมอ วัสดุชั้นสูงยังหาทางหาได้ แต่ถ้าพลาดพิมพ์เขียวระดับสูงไป เขาก็อาจพลาดไปตลอดกาล

หลังจากซื้อพิมพ์เขียวแขนกลมาแล้ว จางทัวไห่ยังเหลือแต้มอยู่ 231 แต้ม

เขาใช้ 230 แต้มซื้อตัวแท่งโลหะระดับสูงอีกชิ้น เหลือแต้มหนึ่งเดียวไว้เป็นที่ระลึก

ตอนนี้เขามีแท่งโลหะระดับสูงอยู่ทั้งหมด 8 ชิ้น

ได้มาจากทรัพย์สินของกลุ่มธงโจรสลัดของจ้าวหว่านหว่าน 1 ชิ้น, ชางเสี่ยวกงมอบให้อีก 6 ชิ้น และเขาซื้อมาอีก 1 ชิ้น

สามารถใช้ผลิตแขนกลได้ 2 ชุด หรือถ้าเก็บเพิ่มอีก 2 ชิ้น ก็จะทำชุดเกราะผสมแบบเคลื่อนที่ได้

ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนเป็นอุปกรณ์ระดับ 3 ถ้าทำสำเร็จก็จะสามารถอัปเกรดรถให้เป็นระดับ 4 ได้

จางทัวไห่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเก็บของไว้ก่อน เขาจะค่อยดูสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที

อย่างไรเสียเขาก็ยังได้เปรียบผู้เล่นทั่วไปอยู่ ไม่จำเป็นต้องรีบผลิตทันที รอดูไปก่อนก็ได้

หลังเก็บข้าวของเรียบร้อย จางทัวไห่ก็ขึ้นรถ ขับข้ามเส้นชัยไปอย่างสบายอารมณ์

【ขอแสดงความยินดีกับผู้เล่นจางทัวไห่ที่ได้รับชัยชนะในการแข่งไถลลงเขาสูงพร้อมสิ่งกีดขวาง ของรางวัลจะมอบให้ในภายหลัง กรุณาเดินทางไปยังที่จอดรถเพื่อพักผ่อน】

พร้อมกับข้อความจากเกม ลูกศรหนึ่งก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา ชี้ทางไปยังที่จอดรถ

สำหรับจางทัวไห่ การที่ตัวเองชนะเลิศนั้นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เขาขับตามลูกศรไปยังที่จอดรถเพื่อเริ่มพักผ่อน

หลังจากเอาเนื้อเสือดาวหิมะที่ยึดมาได้ใส่หม้อตุ๋น จางทัวไห่ก็เริ่มเปิดดูช่องพูดคุยของภูมิภาค

ช่วงเวลานี้ช่องแชทของภูมิภาคไม่ค่อยคึกคักเท่าไร ผู้เล่นส่วนใหญ่กำลังเร่งเดินทางต่อ มีแค่ไม่กี่คนที่ถูกฝังลึกจนขุดแค่ช่องระบายอากาศ แล้วก็ขี้เกียจขุดต่อ เลยนอนนิ่ง ๆ ส่งข้อความคุยเล่นในแชท รอให้ระบบพาพวกเขากลับ

แถมจากบทสนทนาดูเหมือนพวกเขาจะสบายใจด้วยซ้ำ รู้สึกพอใจมากที่ได้หยุดพักหนึ่งวัน

เพราะบนทางหลวงยังอาจเจอสัตว์ป่าหรือโดนผู้เล่นคนอื่นโจมตีได้ทุกเมื่อ

ตอนนี้พอพวกเขาถูกฝังอยู่ในหิมะ จึงไม่มีใครเข้ามาหาเรื่องได้

ผู้เล่นบางคนถึงขั้นเล่นเล่าเรื่องต่อกันเป็นทอด ๆ

"ระบบเกมจะใจดีขนาดนี้เลยเหรอ ไม่มีบทลงโทษอะไรเลยเนี่ยนะ?"

ยังไงจางทัวไห่ก็ไม่เชื่อหรอกว่าระบบเกมนี้จะใจดีขนาดนั้น

เพราะตอนแข่งความเร็วคราวก่อน ใครไม่เข้าเส้นชัยก็โดนขังในดันเจี้ยนหมด จางทัวไห่ยังจำได้ว่ามีคนซวยคนนึงเกือบข้ามเส้นชัยอยู่แล้ว แต่ก็ยังถูกขังไว้

ผู้คนตอนนั้นคงกลายเป็นศพจนหญ้าบนหลุมศพสูงสามเมตรไปแล้วล่ะ จะให้การแข่งครั้งนี้ไม่มีลงโทษเลยเหรอ?

เขาไม่เชื่อเลยสักนิด

จางทัวไห่ติดต่อไปหาวลาดิมีร์เพื่อสอบถามสถานการณ์ภายนอก

นอกจากคลื่นลูกแรกที่มีสัตว์ประหลาดหิมะบุกมา ก็ยังไม่มีอะไรผิดปกติอีกจนถึงตอนนี้ ทุกอย่างสงบเรียบร้อย

แต่โชคของวลาดิมีร์ก็ยังไม่ดีนัก เขาตกได้แต่หม้อเหล็ก รองเท้าเน่าหลายคู่ แต่ไม่เห็นปลาสักตัว

จางทัวไห่จะพูดอะไรได้ ก็ได้แต่แสดงความเห็นใจ

หลี่เฟยหยูก็ไม่รู้มัวไปทำอะไรอยู่ หลังจากตอนเช้าเธอก็ไม่ตอบข้อความส่วนตัวอีกเลย ถ้าไม่เห็นว่าไอคอนเธอยังสว่างอยู่ จางทัวไห่คงคิดว่าเธอตายไปแล้ว

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เสียงคำรามก็ดังมาจากไม่ไกล

จางทัวไห่เงยหน้าขึ้นดู ก็เห็นรถออฟโรดหกล้อระดับ 3 คันหนึ่งวิ่งมาแต่ไกล

เป็นรถของจ้าวหว่านหว่าน

ทำไมมั่นใจขนาดนั้นน่ะเหรอ?

เพราะบนหลังคารถมีหมีแพนด้าเกาะอยู่

อาไป๋ใช้สองมือเกาะราวหลังคาไว้ ตัวมันแกว่งซ้ายทีขวาทีจนเกือบหลุดร่วงหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ปีนกลับขึ้นไปได้ สีหน้าเปลี่ยนจากหวาดเสียวเป็นปลอดภัย

รถออฟโรดหกล้อโคลงเคลงผ่านเส้นชัยมาอย่างทุลักทุเล

“นายไปเกาะอยู่บนหลังคารถทำไมเนี่ย?”

จางทัวไห่กระโดดลงจากรถแล้วถามด้วยความสงสัย

“ในรถไม่มีที่แล้ว ฉันก็เลยต้องเกาะบนหลังคา” อาไป๋ทำหน้าบูดบึ้งพูดขึ้น “รีบขึ้นมาช่วยฉันง้างเล็บที มือเป็นตะคริวไปหมดแล้ว”

คำพูดของอาไป๋ทำเอาจางทัวไห่ทั้งขำทั้งปวดหัว เขาปีนขึ้นไปบนหลังคารถและพบว่าเล็บของอาไป๋เกร็งเป็นตะคริวเหมือนคีมเหล็ก กำราวหลังคาไว้แน่น ง้างยังไงก็ไม่ออก

“นายช่วยผ่อนแรงหน่อยได้ไหม?” จางทัวไห่ใช้แรงอยู่ตั้งนาน ก็ยังง้างไม่ออก

“ฉันก็อยากปล่อยนะ แต่ปล่อยไม่ออกจริง ๆ นายดูเอาเองเลย”

แกร๊ก!

เสียงดังกร๊อบ พอที่จับของราวหลังคารถหักหมด อาไป๋ก็เสียการทรงตัวจนกลิ้งหัวทิ่มตกจากรถลงไป

จางทัวไห่มองลงไปเห็นอาไป๋นอนหงายอยู่บนหิมะ สี่ขาชี้ฟ้า มือยังคงกำราวหลังคาไว้แน่นทั้งสองข้าง

“พอเถอะ เข้ารถไปแช่น้ำอุ่นก่อน บางทีอาจช่วยให้หายได้”

จางทัวไห่พูดขณะกระโดดลงจากหลังคารถ

“ฉันกลับเข้าไปไม่ได้แล้ว” อาไป๋อ้าปากกว้างพูด

“เกิดอะไรขึ้น กินเยอะเกินจนหว่านหว่านทิ้งเหรอ?” จางทัวไห่ถาม

“โดนของพวกนี้ขวางเต็มหมดแล้ว” จ้าวหว่านหว่านเปิดประตูรถออกแล้วพูด

ข้างในรถมีกองวัสดุระดับ 3 มากมายกลิ้งออกมาจากในรถ

จ้าวหว่านหว่านโผล่ออกมาจากกองวัสดุด้วยท่าทางหอบเหนื่อย

“รีบเอาของพวกนี้ออกไปทีเถอะ ของพวกนี้ของนายทั้งนั้น ฉันเกือบถูกมันทับตายแน่ะ”

จ้าวหว่านหว่านพูดพลางเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก


ตอนก่อน

จบบทที่ ความทะเยอทะยาน

ตอนถัดไป