ผมอะตัวร้ายในโนเวล ตอนที่ 35
ผมอะตัวร้ายในโนเวล ตอนที่ 35
ลั่วเว่ยหยูนั่งอยู่บนเตียงพยาบาล จากนั้นก็หลับตาและเอนศีรษะพิงไหล่ของเย่เฟยอย่างสบายใจ รอบร่างของทั้งสองคนโอบล้อมไว้ด้วยออร่าที่ทั้งสงบและอ่อนโยน
เย่เฟยยืดตัวตรงเพื่อให้ลั่วเว่ยหยูเอนกายได้อย่างสบายมากขึ้น
ฉากในปัจจุบันราวกับผืนภาพวาดอันงดงามยิ่ง
เมื่อซูชิงจู้ได้เห็นภาพนี้กับตา ในใจของเธอก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย มันพลุ่งพล่านไปด้วยความประหลาดใจ ไม่เข้าใจ สูญเสีย และโศกเศร้าผสมปนเปกัน
วันนี้ซูชิงจู้เดินทางมาเยี่ยมลั่วเว่ยหยู เนื่องจากเธอรู้ว่าลั่วเว่ยหยูเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล
นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาพบกัน ซูชิงจู้ก็มีความประทับใจที่ดีต่อหญิงสาวที่สดใสและมองโลกในแง่ดีคนนี้
บางทีคงไม่มีใครสามารถเกลียดลั่วเว่ยหยูได้ลง
ดังนั้นเมื่อเธอรู้ว่าลั่วเว่ยหยูกำลังเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล เธอจึงตัดสินใจมาเยี่ยมด้วยเหตุผลส่วนตัวและเหตุผลในฐานะเพื่อน
คิดไม่ถึงว่าเมื่อเธอมาถึงโรงพยาบาล ซูชิงจู้ก็บังเอิญได้เห็นภาพนี้
การเข้ามาของซูชิงจู้ทำให้ลั่วเว่ยหยูตื่นขึ้นจากการนอน
เธอขยี้ตาด้วยท่าทางง่วงงุนก่อนจะมองเห็นซูชิงจู้อยู่ตรงหน้า เธออดไม่ได้ที่จะอุทานเบาๆและรีบผละจากไหล่ของเย่เฟยจากนั้นจึงรีบพูดว่า "คุณซู... คุณมา... อา ฉันเพิ่งนอนพักไป เชิญนั่งลงก่อนสิคะ!"
“โอเค” ซูชิงจู้ตอบด้วยท่าทางเย็นชา วางตะกร้าผลไม้และดอกไม้ที่เธอเอามาด้วยไว้บนหัวเตียงพยาบาล จากนั้นจึงนั่งลงบนที่นั่งที่เย่เฟยจัดเตรียมให้ เธอพยักหน้าให้เขาเพื่อแสดงความขอบคุณอย่างมีมารยาท
ในฐานะทายาทผู้สืบทอดของตระกูลซู ซูชิงจู้จึงเป็นผู้รับผิดชอบหลักในธุรกิจเครื่องสำอาง และเธอยังเป็นผู้รับผิดชอบหลักของ "หงเหยียนเมคอัพ" ซึ่งเป็นบริษัทเครื่องสำอางที่ใหญ่ที่สุดภายใต้ตระกูลซูอีกด้วย
ซูชิงจู้สละเวลาในช่วงทำงานมาเยี่ยมลั่วเว่ยหยู ดังนั้นวันนี้ชุดที่เธอสวมจึงดูมืออาชีพมาก
เสื้อของเธอเป็นชุดสูทสีน้ำเงินเข้มตัวเล็กพร้อมเสื้อเชิ้ตสีขาวด้านใน ร่างกายท่อนล่างของซูชิงจู้ประกอบด้วยกระโปรงสั้นที่มีขอบเอวพลาสติก และขับเน้นร่างกายของเธอให้โดดเด่นด้วยกระโปรงและถุงน่องซึ่งห่อหุ้มด้วยผ้าไหมสีดำบางๆ
หากเธอเดินออกไปบนถนนด้วยชุดเสื้อผ้าแบบนี้ อัตราการที่ผู้ชายจะเหลียวกลับไปมองจะมากถึง 100 เปอร์เซ็นต์
เนื่องจากชุดสูทมืออาชีพแบบนี้สามารถตอบสนองจินตนาการของผู้ชายทุกคน
ซูชิงจู้นั้นหุ่นดีมาก โดยเฉพาะส่วนโค้งเว้าที่โดดเด่นเป็นพิเศษ
ต่างกับลั่วเว่ยหยู เธอดูเป็นหญิงสาวที่ดูมีความผู้ใหญ่มากกว่า
ใบหน้าอันงดงามของเธอ เมื่อรวมเข้ากับชุดแบบมืออาชีพของเธอ นั่นทำให้เธอมีฐานะเทียบเท่ากับเทพธิดาในด้านความงาม จุดบกพร่องเพียงอย่างเดียวของเธอคือ ท่าทีที่เย็นชาต่อทุกคน
ซูชิงจู้สอบถามเกี่ยวกับอาการป่วยของลั่วเว่ยหยูสั้นๆ และเธอก็โล่งใจเมื่อรู้ว่าการผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี
ลั่วเว่ยหยูเผยยิ้มอ่อนโยน ดวงตาอันบริสุทธิ์ของเธอแอบชำเลืองมองเย่ เฟย "ฉันสบายดีค่ะ คุณซู ขอบคุณที่มาเยี่ยมฉันนะคะ"
เธอเฝ้าดูใบหน้าหล่อเหลาของเย่เฟยอย่างเงียบๆ และถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยๆ แต่ซูชิงจู้ก็ยังคงสังเกตเห็น
ความรู้สึกหงุดหงิดแวบเข้ามาในใจของซูชิงจู้อย่างไม่มีสาเหตุ
"ด้วยความยินดี"
ซูชิงจู้ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรไป
เธอไม่ชอบเย่เฟย แต่เมื่อเธอเห็นลั่วเว่ยหยูเอนกายพิงไหล่ของเย่เฟย เธอก็รู้สึกเจ็บปวดใจ..
เธอเคยสังเกตเห็นมันมาก่อนแล้ว แต่ไม่นานหลังจากนั้น ความขมขื่นก็ค่อยๆแพร่กระจายไปทั่วหัวใจของเธอ
ในเวลาเดียวกัน เย่เฟยก็สังเกตเห็นสีหน้าของซูชิงจู้ และมุมปากของเขาก็ยกยิ้มอย่างมีเลศนัย
บางทีตัวซูชิงจู้เองก็ไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ
ช่วงนี้ เย่เฟยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มติดต่อกับซูชิงจู้ก่อน
แม้แต่ตอนที่เย่เฟยไปที่บ้านตระกูลซูเพื่อรักษาซูเสี่ยวคุนด้วยการฝังเข็มและจี้สมุนไพร ทั้งสองก็เพียงแค่ทักทายกันโดยแทบจะไม่มีการสื่อสารเชิงลึกต่อกันเลย
ก่อนหน้านี้ เย่เฟยมีความกระตือรือร้นและหลงใหลในตัวเธอ แต่ทันใดนั้น เขากลับเฉยเมยต่อเธอ นี่ทำให้เธอรู้สึกยากจะปรับตัวตามทัน
อืม มันยากมาก
แต่แล้วเมื่อวันนี้ เธอบังเอิญได้เห็นการกระทำที่ใกล้ชิดกันของเย่เฟยและลั่วเว่ยหยู
สิ่งนี้ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกๆขึ้นในใจของเธอ
หัวใจของเธอรู้สึกเจ็บปวดอย่างอธิบายไม่ถูก
ซูชิงจู้เตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเธอไม่ได้ชอบเย่เฟย แต่ยิ่งเธอคิดมากเท่าไร ภาพสิ่งที่เย่เฟยเคยทำก็ผุดขึ้นมาในใจ
ทำให้หัวใจของเธอยิ่งสับสนวุ่นวายมากขึ้น
มันเหมือนกับการโยนก้อนหินลงบนผิวน้ำทะเลสาบอันสงบนิ่งที่เกิดระลอกคลื่น
ในช่วงหลายนาทีต่อมา ซูชิงจู้มีท่าทางเหม่อลอยอย่างเห็นได้ชัดตอนที่สนทนากับลั่วเว่ยหยู สติของเธอดูหลุดลอยไปไกล
“คุณซู คุณโอเคนะคะ?” ลั่วเว่ยหยูถามด้วยท่าทางเป็นห่วงจากใจจริงเมื่อเห็นเช่นนั้น
“ฉันไม่เป็นไร” ซูชิงจู้ได้สติกลับมา โดยปกปิดความรู้สึกแปลกประหลาดที่อยู่ในใจเอาไว้
หลังจากที่ซูชิงจู้มาเยี่ยมที่โรงพยาบาลได้ไม่กี่นาที เธอก็หาข้ออ้างเพื่อออกไป
ตั้งแต่ต้นจนจบ เย่เฟยไม่ได้พูดอะไรกับซูชิงจู้เลย
“คุณซูดูเหมือนจะมีเรื่องรบกวนจิตใจ…” ลั่วเว่ยหยูรู้สึกสับสนเล็กน้อยเกี่ยวกับอาการของซูชิงจู้ เธอจึงกระพริบตาและมองดูซูชิงจู้จากไป
เย่เฟยยิ้ม เขาปล่อยให้ลั่วเว่ยหยูได้พักผ่อน จากนั้นจึงเดินไปตามโถงทางเดินของโรงพยาบาล
ตอนนี้เอง เสียงของระบบก็ดังขึ้นในใจของเย่เฟย [โฮสต์ สถานการณ์ของซูชิงจู้เป็นอย่างไรบ้าง?]
“ยังจะมีเรื่องอะไรได้? หัวใจของเธอกำลังเคว้งคว้าง” เย่เฟยเอ่ยตอบในใจ
[โฮสต์ ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม?]
“พูดแบบนี้ก็แล้วกัน ก่อนหน้านี้เย่เฟยหมกมุ่นกับเธอมาก และขยันตามตื้อเธอ แต่ตอนนี้ฉันเฉยเมยกับเธอ ฉันไม่แม้แต่จะพูดกับเธอสักคำ ดังนั้น เธอจึงรู้สึกเคว้งคว้างอยู่ในใจ” เย่เฟยอธิบาย
[แต่ซูชิงจู้ไม่ชอบคุณไม่ใช่เหรอ?] ระบบถามด้วยความงุนงง
เย่เฟยกล่าวเสริมว่า "ไม่เกี่ยวกันเลย มันก็เหมือนกับของเล่นที่เธอเคยเล่นเมื่อตอนที่เธอยังเด็ก แม้ว่าเธอจะไม่ชอบของเล่นชิ้นนี้อีกต่อไปแล้ว แต่เธอจะยังคงรู้สึกทุกข์ใจหากเธอต้องยกมนให้กับคนอื่น"
จากนั้น เขายักไหล่แล้วพูดต่อ “นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันวางเหยื่อล่อให้เธอ เธอปล่อยให้เย่เฟยคนก่อนเดินตามก้นเหมือนสุนัขตัวหนึ่งอยู่ตั้งนาน และตอนนี้ก็ถึงเวลาทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจบ้างแล้ว”
ระบบถามอย่างสงสัย [คุณจะไม่หาโอกาสสร้างความประทับใจที่ซูชิงจู้มีต่อคุณเหรอ?]
“จะรีบไปทำไมกัน ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่ดีที่สุด แต่ก็น่าจะเร็วๆนี้ล่ะนะ” ริมฝีปากของเย่เฟยเผยรอยยิ้มอันมั่นใจออกมา