อย่างน้อยก็แสนล้าน, นกกระจอกจะรู้ใจหงส์ได้อย่างไร
อีกหนึ่งอุตสาหกรรมลับสำคัญของตระกูลเย่ในปักกิ่งที่ซ่อนอยู่ในระดับนานาชาติ โดนเปิดโปงอีกแห่งแล้ว!!!
หลังจาก เย่เฉิน กลับจากการไปพักร้อนก็ผ่านมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว
แม้ว่า เย่เฉิน จะไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง แต่เขาก็คอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
คุณต้องรู้ไว้ว่า ที่ยุโรปยังมีคนสนิทของ เย่ หวยชาง ซึ่งก็คือลูกชายนอกสมรสของบุตรชายคนที่สามของ เย่ หวยชาง หัวหน้าตระกูลเย่ในปักกิ่ง – เฉิน ชางเยว่
ในความเป็นจริง ถ้า เย่เฉิน ต้องการ เขาสามารถจัดการ เฉิน ชางเยว่ ได้ทุกเมื่อ
หลังจากไปพักร้อนที่ต่างประเทศระยะหนึ่ง เย่เฉิน ก็มีทั้งเครือข่าย และอิทธิพลในระดับนานาชาติเพิ่มขึ้นไม่น้อย การจัดการกับ เฉิน ชางเยว่ จึงไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับเขา
เหตุผลที่ เย่เฉิน ยังไม่ลงมือกับ เฉิน ชางเยว่ และยังปล่อยให้เขาอยู่ตรงนั้น ก็เพราะ เย่เฉิน ยังต้องการใช้ เฉิน ชางเยว่ เปิดโปงอุตสาหกรรมลับ และไพ่ลับทั้งหมดของตระกูลเย่ที่ซ่อนไว้ในต่างประเทศ
เมื่อไม่นานมานี้ เย่เฉิน ก็ได้รับข่าวว่า เฉิน ชางเยว่ เผลอเปิดโปงอุตสาหกรรมสำคัญของตระกูลเย่ในต่างประเทศอีกแห่งหนึ่งเข้าแล้ว
นั่นนับเป็นข่าวดีอย่างยิ่ง
“พวกคุณจับตาดูอีกสักพัก ถ้าตระกูลเย่ในปักกิ่งไม่มีอะไรให้เปิดโปงอีก ก็จัดการได้เลย ไล่ เฉิน ชางเยว่ กลับไปปักกิ่งซะ”
เย่เฉิน ส่งข้อความถึงลูกน้องของเขา
เวลาผ่านไปพอสมควรแล้ว เมื่อความลับทั้งหมดที่ เฉิน ชางเยว่ รู้เกี่ยวกับตระกูลเย่ โดยรีดข้อมูลออกมาจนหมดแล้ว เย่เฉิน ก็จะลงมือทันที กำจัดอุตสาหกรรมลับของตระกูลเย่ให้สิ้นซาก ลดทอนอิทธิพลของพวกมันในระดับนานาชาติ!!!
เมื่อถึงตอนนั้น ตระกูลเย่ในปักกิ่งก็จะไม่มีไพ่ลับ หรืออุตสาหกรรมในระดับนานาชาติเหลืออยู่อีกต่อไป การจัดการกับพวกเขาก็จะง่ายขึ้นมาก
การส่ง เฉิน ชางเยว่ กลับไปยังปักกิ่งในฐานะ ‘ลูกนอกสมรส’ จะเป็นการสร้างปัญหาภายในให้ตระกูลเย่ ทำให้ความขัดแย้งภายในตระกูลเย่ยิ่งเข้มข้นมากขึ้นไปอีก
หมากตัวนี้ อย่าง เฉิน ชางเยว่ มีค่ามากจริงๆ
หลังเลิกเรียนในช่วงบ่าย เย่เฉิน ก็กลับมายังคฤหาสน์ ถานกงของตัวเอง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถ Rolls-Royce Ghost คันหนึ่งค่อยๆ จอดลงหน้าคฤหาสน์ของ เย่เฉิน ชายวัยกลางคนอายุห้าสิบกว่า มีหน้าตาเคร่งเครียดก้าวลงมาจากรถ
เขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลเบอร์ต้นๆ ของวงการบันเทิง กัว ซิงเป่ย ที่ถูก ฝาน ไห่อี้ ร้องขอให้มาช่วยเจรจา
“บอสครับ ฝ่ายนั้นอยู่ที่คฤหาสน์ ถานกง ดูจากสถานที่แบบนี้แล้ว ท่าทางจะไม่ธรรมดาเลยนะครับ อีกเดี๋ยวบอสควรจะระวังตัวหน่อยไหมครับ?”
ผู้ช่วยลงจากรถตามมา แล้วกระซิบเบาๆ ข้างหู กัว ซิงเป่ย
“จริงอยู่ที่เด็กนั่นอยู่ในคฤหาสน์ ถานกง แต่จะให้ฉันก้มหัวให้? หึ! ตอนนี้ในวงการบันเทิง ยังไม่มีใครที่คู่ควรให้ฉันต้องก้มหัวให้เลย!!!”
กัว ซิงเป่ย ตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
เมื่อช่วงเช้า ไอ้เจ้าเด็กนี่ถึงกับปฏิเสธไม่ยอมมาหาฉันด้วยตัวเอง
แต่เพราะฉันรับปาก ฝาน ไห่อี้ ไว้แล้ว ..กัว ซิงเป่ย จึงจำต้องรีบบินจากเมืองที่เขาอยู่ มายังนครเซี่ยงไฮ้ เพื่อมาหา เย่เฉิน
ถึงเด็กนี่จะมีภูมิหลัง หรือจะอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ ถานกงก็เถอะ แต่ตอนนี้เรื่องที่คุยกันคือเรื่องของวงการบันเทิง ในโลกของวงการนี้ ..ยังไม่มีใครกล้าเล่นไม้แข็งใส่ฉันได้เลย!!!
“ไปกดกริ่งประตูสิ”
กัว ซิงเป่ย พูดพลางส่งสัญญาณด้วยสายตาไปให้ผู้ช่วยของเขา
ปิ๊งปิ๊ง~ ป่อง~
เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น สิบกว่าวินาทีต่อมา เย่เฉิน ก็เดินออกมาเปิดประตูคฤหาสน์
“ขอถามหน่อยครับ คุณคือ บอสเย่ เจ้าของโปรเจกต์ ‘ค่ำคืนอันมืดมิดกำลังมาเยือน’ ใช่ไหมครับ?”
ผู้ช่วยพูดด้วยท่าทีสุภาพนอบน้อม
บอสอาจจะไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตาก็เรื่องหนึ่ง แต่เขาในฐานะผู้ช่วยตัวเล็กๆ คนนี้ ไม่กล้าทำเช่นนั้นหรอกนะ!
“ใช่ ผมเอง แล้วพวกคุณเป็นใคร?”
เย่เฉิน ย้อนถามกลับ
“บอสเย่ครับ ท่านนี้คือเจ้านายของผม กัว ซิงเป่ย บอสกัวครับ เขาตั้งใจมาเยี่ยมคุณโดยเฉพาะ”
ผู้ช่วยรีบอธิบายทันที
“กัว ซิงเป่ย?”
เย่เฉิน ขมวดคิ้วเล็กน้อย พลันนึกถึงเรื่องเมื่อเช้านี้ขึ้นมา
“คุณมาหาผม มีธุระอะไรหรือ?”
เย่เฉิน ถามแบบตรงไปตรงมา
เย่เฉิน ยังมีเรื่องสำคัญกว่านี้ให้ต้องจัดการ เขาไม่มีเวลามานั่งโต้เถียง หรือเล่นเกมจิตวิทยากับ กัว ซิงเป่ย
เมื่อเห็น เย่เฉิน พูดมาตรงๆ ขนาดนี้ กัว ซิงเป่ย ก็ไม่อ้อมค้อมอีกเช่นกัน เขาพูดอย่างออกคำสั่งตรงๆ ว่า :
“ได้ยินมาว่าคุณสั่งแบน ฝาน ไห่อี้ และผู้กำกับ รวมถึงนักแสดงคนอื่นๆ อีกหลายคน เรื่องคนอื่นฉันไม่ยุ่ง แต่คำสั่งแบน ฝาน ไห่อี้ คุณต้องยกเลิกมันซะ..”
“ยกเลิกงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ”
เย่เฉิน ตอบปฏิเสธทันที
ฝาน ไห่อี้ เป็นคนที่เริ่มท้าชนกับฉันก่อน
การสั่งแบน ฝาน ไห่อี้ จึงเป็นเรื่องหลัก ส่วนคนอื่นๆ เป็นแค่ผลพลอยได้
ตอนนี้ผู้ชายคนนี้ยังกล้าบอกให้ฉันยกเลิกคำสั่งแบน ฝาน ไห่อี้ อีกเนี่ยนะ? ตลกสิ้นดี
เมื่อโดน เย่เฉิน ปฏิเสธตรงๆ กัว ซิงเป่ย ก็รู้สึกเหมือนโดนหยามศักดิ์ศรีอย่างรุนแรง ไอ้เด็กนี่มันไม่ให้หน้าฉันเลยสักนิด
กัว ซิงเป่ย กล่าวข่มขู่ทันทีว่า :
“ฉันแนะนำให้คุณคิดดูให้ดีๆ อีกที”
“ถ้าคุณยังกล้าปฏิเสธฉันล่ะก็..ตั้งแต่วันนี้ไป ทั้งตัวคุณ บริษัทภาพยนตร์ และโทรทัศน์ของคุณ แม้กระทั่งบริษัท เซิ่งไห่ เอนเตอร์เทนเมนท์ กรุ๊ปทั้งหมด ก็อย่าหวังจะมีที่ยืนในวงการบันเทิงอีกต่อไปเลย!!!”
นี่แหละ คือความมั่นใจของเขาในฐานะผู้ทรงอิทธิพลเบอร์ต้นๆ ของวงการบันเทิง!
อย่าว่าแต่ เซิ่งไห่ เอนเตอร์เทนเมนท์ เลย แม้แต่ เทียนอี๋ เอนเตอร์เทนเมนท์ รวมเข้าไปด้วย ฉันก็จัดการได้หมดถ้าคิดจะลงมือจริงๆ
“อย่าหวังจะมีที่ยืนในวงการบันเทิงงั้นเหรอ?”
“คุณคิดว่าอุตสาหกรรมบันเทิงมันใหญ่โตมากนักเหรอ?!”
เย่เฉิน ส่ายหัวเบาๆ อย่างอดไม่ได้
นกกระจอกจะรู้ใจหงส์ได้อย่างไร? (นกกระจอก ไฉนเลยจะรู้ปณิธานพญาหงส์)(1)
เย่เฉิน ไม่เคยคิดเลยสักครั้งว่าจะมาตั้งหลักในอุตสาหกรรมบันเทิง อุตสาหกรรมบันเทิงน่ะ เป็นแค่กลุ่มเล็กๆ แถมกำไรก็ไม่ได้เยอะอะไร
อีกอย่างหนึ่งอุตสาหกรรมบันเทิงเป็นเพียงแค่หนึ่งในอุตสาหกรรมเล็กๆ ที่ เย่เฉิน ลงทุนไว้เท่านั้นเอง
เมื่อเทียบกับแวดวงอื่นๆ อุตสาหกรรมบันเทิงก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลย
ผู้ชายคนนี้อยู่ในวงการบันเทิงมานานจนกลายเป็นกบในบ่อน้ำไปแล้วมั้ง คิดว่าแค่ตัวเองมีอิทธิพลในวงการ ในอุตสาหกรรมบันเทิงก็จะสามารถใช้อำนาจสั่งใครก็ได้งั้นเหรอ?
เย่เฉิน ไม่รู้เลยว่า…ในสายตาของผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง เพียงแค่ขยับนิ้วเบาๆ ก็ทำให้ทั้งวงการบันเทิงสั่นสะเทือนได้แล้ว
เมื่อถูก เย่เฉิน พูดสวนกลับไปแบบนี้ กัว ซิงเป่ย ก็หัวเราะเยาะทันที ‘อุตสาหกรรมบันเทิงมันใหญ่โตมากนักเหรอ?!’
อุตสาหกรรมบันเทิงในประเทศเนี่ย มีมูลค่าอย่างน้อยเป็นแสนล้าน หรือแม้กระทั่งหลายแสนล้านเชียวนะ
เป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่โตมาก!
ฉันสร้างเนื้อสร้างตัวจนขึ้นมาเป็นเจ้าพ่อเบอร์ต้นๆ ในอุตสาหกรรมนี้ได้ ต้องใช้เวลาไปนับสิบๆ ปี มันไม่ใหญ่โตตรงไหนกัน?!
ไอ้เด็กนี่ดันไม่เห็นอุตสาหกรรมบันเทิงอยู่ในสายตา แถมยังพูดจายโสโอหังอีก ตลกชัดๆ!
“ไอ้หนูแกนี่ปากดีจริงนะ อุตสาหกรรมบันเทิงน่ะ…”
กัว ซิงเป่ย พูดพลางชี้หน้า เย่เฉิน อย่างดูแคลน ก่อนจะเริ่มพูดจาเหน็บแนม
แต่ก่อนที่ กัว ซิงเป่ย จะทันพูดจบ สายตาของเขาพลันเหลือบไปเห็นชื่อเอกสารในมือของ เย่เฉิน เข้าโดยบังเอิญ แล้วทันใดนั้น เขาก็ถึงกับชะงักไป
“อึก… อึก…”
กัว ซิงเป่ย กลืนน้ำลายลงคอเสียงดังไปหลายอึก และไม่กล้าที่จะพูดอะไรต่ออีกเลย
กัว ซิงเป่ย เบิกตากว้าง จ้องมองเอกสารในมือของ เย่เฉิน อย่างโง่งม หัวใจของเขาราวกับโดนสายฟ้าฟาด รู้สึกสั่นสะเทือนถึงขีดสุด!!!
ตาของฉันคงไม่ได้ฝาดใช่ไหม?!
พระเจ้า!!!
(1)[นกกระจอก ไฉนเลยจะรู้ปณิธานพญาหงส์(燕雀安知鸿鹄之志)] – เป็นการเปรียบเทียบว่า คนที่มีมุมมองที่แคบ หรือมีขีดจำกัดทางความคิด จะไม่สามารถเข้าใจ หรือหยั่งรู้ถึงความฝัน หรือเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลได้