ความลับ
ตอนที่ 86 ความลับ
เมื่อมองผ่านโครงร่างของผู้คนเหล่านั้นที่สะท้อนอยู่ในจิตใจของเขา หวังผิงอันก็ได้ค้นพบว่าร่างของผู้คนนั้นชัดเจนกว่าตัวอาคารมากนัก มองเห็นอัตราการเต้นของหัวใจ เลือด และความผันผวนทางจิต แม้ว่าเสียงของพวกเขาจะฟังดูผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย แต่ก็ยังพอจับใจความได้
ส่วนโครงร่างของคนเหล่านั้น บางคนจะสว่างกว่า ในขณะที่บางคนนั้นมืด สิ่งที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือ ความผันผวนทางจิต ความผันผวนของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ถึงแม้ว่าจะเพียงเล็กน้อย แต่ก็ชัดเจนมากเมื่อมองผ่านญาณเวท
“ญาณเวทเป็นคาถาที่มีประโยชน์มากจริงๆ ด้วยความสามารถในการตรวจสอบความแข็งแกร่ง มันจะเป็นได้เปรียบที่สำคัญ” จากสิ่งที่เห็น เขาอดถอนหายใจไม่ได้ว่าคาถาของนักเวทย์น่าทึ่งมากเหลือเกิน
"แต่ถ้าให้ดีก็ต้องเพิ่มคาถาลวงสัมผัสเข้าไปด้วย" หวังผิงอันคิดถึงคาถาหนึ่ง เขาไม่ต้องการให้นักเวทย์คนอื่นๆ ล่วงรู้ถึงความแข็งแกร่งของเขา
ด้วยคาถาลวงสัมผัส หากอีกฝ่ายไม่ได้มีจิตสัมผัส และค่าพลังเวทสูงกว่า ก็จะไม่สามารถระบุความแข็งแกร่งของเขาได้อย่างชัดเจน
หลังจากได้เรียนรู้คาถาใหม่ และเห็นพลังของมัน มันก็ทำให้เขาอยากจะเรียนรู้คาถาอื่นๆ มากยิ่งขึ้น
ขนาดเขาที่มีค่าพลังเวท 11 จุดยังคิดว่าไม่เพียงพอ แล้วนักเวทย์มือใหม่ที่มีค่าพลังเวทเพียง 1 จุดคงจะลำบากกว่านี้หลายเท่า เพราะอย่างมากพวกเขาก็เรียนได้เพียงหนึ่งถึงสองคาถา
“หืม พวกเขาอยู่ใกล้มากเลยทีเดียว” หวังผิงอันพบว่าห่างจากเขาไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร มีคนหลายคนที่มองเห็นโครงร่างชัดเจนเป็นพิเศษในบ้านหลังหนึ่ง รวมถึงโครงร่างของสัตว์อีกสองตัว
“นี่มันดูไม่ค่อยเป็นมืออาชีพเลย!” หวังผิงอันมองไปที่คนห้าคนที่รวมตัวกันอยู่รอบโต๊ะ บนโต๊ะมีไพ่วางอยู่ และมีเหรียญเรียงเป็นแถวอยู่ตรงหน้าของแต่ละคน
ถึงว่าทำไมคนพวกนี้จึงเริ่มผ่อนปรนการเฝ้าระวังมากขึ้น พวกเขากำลังเล่นไพ่กันอยู่นี่เอง
แต่ก็พอเข้าใจได้ สำหรับการเฝ้าระวัง ใช้นักธนูหนึ่งคนต่อวันก็เพียงพอแล้ว ส่วนคนอื่นๆ ก็ต้องค้นหาอะไรที่น่าสนใจทำ เมื่อมีเวลาว่างมากมาย
แต่นักธนูในทีมคงจะรู้สึกไม่ดีอย่างแน่นอน หากต้องทำงานคนเดียวในขณะที่คนอื่นกำลังเล่นสนุก ดังนั้น เขาจึงลดเวลาในการเฝ้าระวังลง ให้เหลือเวลาทำงานต่ำสุดเท่าที่จะพอเป็นไปได้
“ดี” หวังผิงอันหวังว่าพวกเขาจะทำเช่นนั้นไปตลอด เขาจะได้มีพื้นที่ให้เคลื่อนไหวมากยิ่งขึ้น
แกว็ก แกว็ก
อินทรีรู้สึกกระสับกระส่ายเล็กน้อย มันกระโดดไปมาในห้องราวกับว่ามันสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
“หา?! หรือว่านกอินทรีตัวนี้จะรับรู้ถึงญาณเวทได้” ความสนใจของหวังผิงอันถูกดึงดูดไปที่สัตว์ทั้งสอง แต่หมาป่าอีกตัวกลับนิ่งเฉย
“การรับรู้ของนกอินทรีสูงกว่า หรือว่ามันเป็นสายพันธุ์พิเศษ”
มีไข่สัตว์เลี้ยงมากเกินไปในอบิสมอล และหวังผิงอันไม่รู้ว่าสัตว์เลี้ยงตัวใดที่อ่อนไหวต่อญาณเวท
เขายังเคยได้ยินมาว่าไข่สัตว์เลี้ยงที่นักธนูซื้อมาบางครั้งจะมีสายเลือดพิเศษด้วย สายเลือดแปลกๆ เหล่านี้บางครั้งจะมีความสามารถเฉพาะ และอาจเป็นไปได้ที่สัตว์เลี้ยงบางตัวจะมีความรู้สึกอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของพลังเวท
“แย่แล้ว” หวังผิงอันคิดว่าตัวเองระมัดระวังพอแล้ว แต่เขาก็ไม่นึกไม่ถึงเลยว่าจะถูกตบหน้าอย่างรวดเร็ว
เขายังได้พบอีกว่านักธนู และฮันเตอร์คนอื่นๆ ได้วางไพ่ของตนลง และวิ่งขึ้นไปชั้นบน โดยดูเหมือนว่าจะได้ยินเสียงดังจากการเคลื่อนไหวของนกอินทรีตัวนั้น
เมื่อเห็นแบบนี้ แม้จะกลัวเล็กน้อย หวังผิงอันก็ยังต่อต้านความคิดจะถอนญาณเวทกลับ และยังคงต้องการรอดูสถานการณ์ไปก่อน
แกว็ก
เมื่อเหล่าอิงเข้ามาในห้อง เขาได้ส่งเสียงดังที่ค่อนข้างน่ารำคาญ เหมือนเสียงร้องของนกอินทรี
หวังผิงอันรู้ว่านี่คือทักษะภาษาของนักธนู ซึ่งทำให้เขาสามารถสื่อสารกับสัตว์เลี้ยงของตัวเองได้ ถ้าหากมันเป็นสัตว์ร้าย นักธนูคนนั้นก็ต้องเรียนรู้ภาษาของสัตว์ร้าย
แกว็ก แกว็ก
นกอินทรีก็ตอบสนอง และบอกเจ้านายของมันถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น?” หลายๆ คนมองดูเหล่าอิง และคิดถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
เหล่าอิงส่ายหัว “มันก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน มันแค่รู้สึกกังวลใจแปลกๆ”
“หรือาหารทำให้มันปวดท้อง?” เหล่าหู่ถาม
จากการตรวจจับด้วยญาณเวทของหวังผิงอัน เขาเห็นนักธนูคนนั้นเริ่มเหงื่อออก หัวใจเต้นเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเลือดของเขาก็ไหลเวียนเร็วขึ้นมาก ชัดเจนว่าสิ่งที่เขาพูดไม่ได้เป็นที่นกอินทรีบอกมาจริงๆ
ในเวลานั้น คนอื่นๆ ในทีมก็สังเกตเห็นความผิดปกติของเหล่าอิง และไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหวแม้แต่นิดเดียว
เพราะพวกเขาตระหนักได้แล้วว่า ญาณเวทย์ของนักเวทย์สายเนโครแมนเซอร์ที่พวกเขาตามหากำลังเฝ้าดูอยู่ แต่มีเพียงนกอินทรีตรงหน้าเท่านั้นที่สามารถรับรู้ได้
“ท่านครับ พวกเราเพียงแค่ปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้น...” พวกเขาไม่กล้าเคลื่อนไหวใดๆ เมื่อญาณเวทของนักเวทย์อยู่ที่นี่ หากพวกเขากล้าที่จะเคลื่อนไหว พวกเขาก็คงจะโดนคาถาชุดใหญ่สาดใส่อย่างแน่นอน
พวกนักเวทย์นั้นไร้ยางอายจริงๆ พวกเขาสามารถร่ายคาถาได้ทุกที่ๆ จิตของพวกเขาแผ่ไปถึง ทำให้เป็นเรื่องยากที่อาชีพอื่นๆ จะหาทางรับมือ
สำหรับนักเวทย์ระดับสูง พวกเขาสามารถร่ายคาถา และโจมตีได้อย่างแม่นยำจากระยะทางไกลหลายสิบกิโลเมตร
หากพวกเขาไม่อาจปฏิเสธคำสั่งของประธานซูได้ พวกเขาก็ไม่อยากรับงานนี้นักหรอก
พวกเขาไม่มีความกล้ามากพอที่จะต่อสู้กับนักเวทย์จริงๆ
มีสิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขารู้สึกสับสน นั่นคือ พวกเขาอยู่ที่นี่มาเกือบเดือนแล้ว ทำไมถึงเพิ่งมาตรวจสอบพวกเขาในตอนนี้
คำตอบที่เป็นไปได้ที่สุดก็คือ อีกฝ่ายเพิ่งกลับมา
"ท่านครับ เราสัญญาว่าจะไม่บอกประธานซูว่าท่านอยู่ที่นี่ ได้โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วย"
หวังผิงอันสนใจข้อเสนอนี้มาก แต่เขาไม่สามารถรับประกันได้ว่าอีกฝ่ายจะทำตามที่พูดจริงหรือเปล่า
เขาไม่ต้องการที่จะฆ่าใคร เพราะนั่นจะเป็นการบ่งบอกอย่างชัดเจนแก่ประธานซูว่าเขายังอยู่ในเขตตะวันตกของเมืองหยู่
เขาหาปากกาในห้อง จากนั้นก็ควบคุมมันให้เขียนลงบนกระดาษ “มีอะไรมารับประกัน?”
คนหลายๆ คนมองหน้ากัน เหมือนกับว่าไม่มีอะไรที่พวกเขาจะสามารถใช้เป็นหลักประกันได้
“พวกเรา…” หลายๆ คนมีเหงื่อไหลท่วมตัว ถ้าตอบผิด ชีวิตก็คงจะต้องจบสิ้นเป็นแน่
“ผมรู้ว่าลูกชายคนที่สามของประธานซูไม่ใช่ลูกแท้ๆ อีกฝ่าย เจ้าเด็กนั่นเป็นลูกชู้ ภรรยาของเขานอกใจไปมีคนอื่น” เฉียงเต้าได้เปิดเผยความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดออกมา ซึ่งถือเป็นที่จับตามองของหวังผิงอัน
หลายๆ คนมองดูเฉียงเต้าพร้อมๆ กัน สงสัยว่าอีกฝ่ายจะรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร
“เมื่อนานมาแล้ว ผมเป็นขโมย ตอนนั้นประธานซูยังไม่เป็นฮันเตอร์ ฉันได้ยินเรื่องนี้จากปากของภรรยาสาวคนนั้นตอนที่แอบย่องเข้าไปขโมยของในบ้าน” เฉียงเต้าต้องการเก็บความลับนี้ไว้กับตัวเอง แต่ในวันนี้ เพื่อรักษาชีวิต เขาจึงต้องบอกเรื่องนี้ออกไป
เขาเชื่อว่าด้วยความลับนี้ พวกเขาจะไม่ถูกนักเวทย์ฆ่าตายอย่างแน่นอน
คนอื่นๆ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะบ้า หากประธานซูได้รู้เรื่องนี้ พวกเขาก็คงจะจบไม่สวยเช่นกัน
หวังผิงอันก็คาดไม่ถึงว่าจะได้ยินความลับนี้
“ฉันจะรู้ได้ยังไงว่านายไม่ได้เป็นคนแต่งเรื่องนี้ขึ้นมาเอง เพราะฉันไม่สามารถไปยืนยันความจริงกับใครได้”
“ต่อให้จะเป็นเรื่องแต่ง แต่ถ้าประธานซูรู้ว่าเราใส่ร้ายเขาแบบนี้ เขาก็จะไม่มีวันปล่อยเราไปเช่นกัน” เฉียงเต้าพูดอย่างร้อนรน สำหรับเรื่องนี้จะยืนยันความจริงได้หรือไม่นั้นไม่สำคัญ
เหมือนอย่างที่เขาพูด แม้ว่าจะเป็นเพียงเรื่องแต่ง แต่ถ้าหากเรื่องนี้ไปถึงหูประธานซูจริงๆ พวกเขาทั้งหมดก็คงจะต้องตาย
“เอาล่ะ คราวนี้ฉันจะไว้ใจพวกนายล่ะกัน” จากนั้น หวังผิงอันก็เขียนต่อว่า “แต่จงจำไว้ว่า แม้ว่าตอนนี้ฉันไม่สามารถจัดการกับประธานซูได้ แต่สำหรับพวกนาย ก็ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากนัก”
เมื่อได้ยิน พวกเขารู้ว่าหวังผิงอันหมายถึงอะไร ซึ่งก็คือ ถ้าพวกเขาบอกประธานซูจริงๆ ว่าเป้าหมายอยู่ที่นี่ พวกเขาก็จะต้องตาย
“เราจะปิดปากเงียบอย่างแน่นอน สำหรับการสืบสวน เราก็จะแสร้งทำ และจะไม่รายงานอะไรที่มีประโยชน์กลับไป” เหล่าหู่พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น