โลกที่กำลังพังทลาย

ตอนที่ 114 โลกที่กำลังพังทลาย



เมื่อเหล่าฮันเตอร์มาถึง หวังผิงอันก็รีบออกไปจากที่นี่อย่างเงียบๆ สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ก็คือในอีกหลายวันต่อมา ไวรัสซอมบี้ก็เกิดการระบาดทุกวัน



ด้วยเหตุผลนี้ สมาคมฮันเตอร์ของเมืองหยู่จึงเริ่มมองหาความช่วยเหลือจากภายนอก และผู้คนจากอีกหกสาขาก็เข้ามาหาให้การสนับสนุน



หวังผิงอันกล่าวด้วยความโล่งใจว่าด้วยฮันเตอร์จำนวนมาก พวกเขาน่าจะสามารถควบคุมไวรัสซอมบี้ที่ระบาดในเมืองได้ แม้ว่าจะมีผู้เสียชีวิต แต่ในเวลาไม่นานก็น่าจะควบคุมขอบเขตของการระบาดได้



“เหลาซู นายควรรีบจัดการเรื่องนี้ให้ดี ไม่งั้นเมื่อบอสกลับมา ท่านจะฉีกนายเป็นชิ้นๆ” ประธานสาขาอื่นๆ อีกหลายคนที่ได้รับคำเชิญจากซูหมิงหยวนกล่าวเตือน



ซูหมิงหยวนยิ้ม และพยักหน้า “อย่ากังวล ฉันรู้ขอบเขตดี จำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุม หลังจบงานแล้ว ฉันจะเป็นคนรับหน้าเอง ไม่เช่นนั้น ฉันจะกล้าเชิญพวกนายมาที่นี่ได้ยังไง อีกอย่าง เหตุการณ์นี้ยังทำให้ฉันสามารถกวาดล้างฮันเตอร์สายมืดที่แฝงอยู่ในเมืองได้ด้วย เมื่อถึงตอนนั้น ท่านก็คงจะไม่ว่าอะไรหรอก”



สิ่งที่เขาไม่ได้พูดก็คือ ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา การทำนายถึงอันตรายอ่อนแอลงเรื่อยๆ ซึ่งหมายความว่าค่าจิตสัมผัสของเนโครแมนเซอร์คนนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากผ่านไปอีกสักพัก เขาก็คงจะจับร่องรอยอะไรไม่ได้เลย



หากยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป เขาจะไม่มีวันสามารถคาดเดาการแก้แค้นของเนโครแมนเซอร์คนนั้นได้ และนั่นจะเป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด



ยิ่งค่าจิตสัมผัสสูงมากเท่าใด การรับรู้ถึงอันตรายก็จะแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น แต่หากค่าจิตสัมผัสของทั้งสองฝ่ายไม่ต่างกันมากนัก การรับรู้ถึงอันตรายก็จะไม่เกิดขึ้น



ซูหมิงหยวนรู้ดีอย่างหนึ่งนั่นคือ ยิ่งปล่อยไปนานเท่าไหร่ ความตายก็ยิ่งขยับเข้ามาใกล้เขามากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากเนโครแมนเซอร์คนนั้นเป็นภัยคุกคามต่อเขา เขาจึงต้องตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อขจัดปัญหาในอนาคต



สิ่งนี้ทำให้เขานึกเสียใจ เขาไม่ควรปล่อยให้เนโครแมนเซอร์คนนั้นได้มีเวลาเติบโตเลย ควรรีบถอนรากถอนโคนให้จบๆ ตั้งแต่แรก



ตอนแรก เขาอยากให้อีกฝ่ายจมกับความเสียใจไปตลอดชีวิตที่ต้องเสียอันเดดที่มีพรสวรรค์ด้านมิติไป เขาจึงไม่คิดลงไปจัดการ



ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาได้สอบถามเนโครแมนเซอร์หลายคน แต่ไม่มีเนโครแมนเซอร์คนใดที่สามารถเรียกอันเดดที่ทรงพลังขนาดนั้นได้ แค่อันเดดระดับสูงที่มีสติปัญญาก็หายากมากแล้ว



อาจมีอันเดดแบบนั้นอยู่หลายตัวในโลกอันเดดแห่งอบิส แต่มอนสเตอร์เหล่านั้นแม้แต่บอสของเขาก็ยังไม่กล้าเข้าไปยั่วยุ เพราะพวกมันเป็นมอนสเตอร์ที่ยืนอยู่บนยอดสุดของโลกอันเดด



“ดีแล้วที่นายยังรู้ว่าควรหยุดตรงไหน... แล้วนักบวชที่นายเชิญมาอยู่ที่ไหน ทำไมพวกเขาถึงยังมาไม่ถึงอีก เราจะได้รีบจบงานแล้วรีบกลับ ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการ มีหลายอย่างที่บอสมอบหมายแล้วยังคั่งค้างอยู่”



ซูหมิงหยวนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรอนักบวชระดับสามเหล่านั้น “พวกเขาบางคนอยู่ต่างประเทศ และจะมาถึงที่นี่ประมาณวันที่ 15”



“แล้วทำไมนายถึงให้พวกเรามาที่นี่ก่อนเวลา ทำไมไม่แจ้งตอนที่นักบวชพวกนั้นกำลังจะมาถึง เมื่อพวกเราออกมา โครงการซินฮัวก็หยุดชะงัก เมื่อบอสกลับมา เราจะถูกกล่าวโทษเอาได้”



“นั่นเป็นข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นเลย โครงการซินฮัวไม่มีทางเสร็จสมบูรณ์ภายในหนึ่งหรือสองวัน เมืองหยู่ของฉันเองก็ดำเนินการไปได้ไม่ถึงหนึ่งในสามด้วยซ้ำ ฉันยังไม่ได้กังวลเหมือนกับพวกนายเลย”



โครงการซินฮัวได้รับการเสนอมาหลายปีก่อน เป็นแผนการที่ประธานาธิบดีที่เป็นบอสของพวกเขา และประธานสมาคมสาขาต่างๆ ร่วมกันเสนอเพื่อสืบสานเชื้อไฟแห่งมนุษยชาติ



“นายที่มัน...” ประธานสาขาหลายคนรู้สึกพูดไม่ออกกับซูหมิงหยวนที่แสร้งทำเป็นเชื่อฟัง แต่งานจริงๆ กลับไม่เดิน



“ช่างเถอะ รีบโทรไปเร่งพวกเขาซะ บอกไปเลยว่ามีคนมากมายรออยู่”



“เรื่องนั้นเดี๋ยวฉันจัดการเอง พวกนายกลับไปพักผ่อนกันก่อนเถอะ” ซูหมิงหยวนคิดหาทางแก้ดีๆ ยังไม่ได้ เพราะนักบวชระดับสามไม่คิดจะฟังเขา



แม้ว่าเขาจะเป็นนักเวทย์ที่มีสถานะเทียบเท่ากับฮันเตอร์ระดับสาม แต่อย่างไรเสียเขาก็ไม่ใช่นักเวทย์ระดับสามจริงๆ



ฮันเตอร์ทุกคนจะมีการปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อมาถึงระดับสาม แม้จะเป็นอาชีพสายประชิด แต่ถ้าอีกฝ่ายอยู่ในระดับสาม เขาก็ยังไม่กล้าล่วงเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักบวชที่เป็นปัญหา และรับมือยากยิ่งกว่า



ซูหมิงหยวนรู้สึกหงุดหงิดมาก เมื่อเขาคิดถึงความจริงที่ว่าตัวเองติดอยู่ในระดับสองมานานหลายปี



เมื่อสิบปีก่อน ค่าพลังเวทของเขามีถึงสามสิบเอ็ดจุด แต่เขาไม่สามารถเพิ่มค่าจิตสัมผัสจนถึงเกณฑ์ที่ยี่สิบจุดได้ เงื่อนไขในการก้าวเข้าสู่ระดับสามจึงไม่ครบถ้วน



แม้ว่าจะผ่านมานานถึงสิบปีแล้ว เขาก็ยังคงเป็นนักเวทย์ระดับสองอยู่



ตอนนี้ เขาทำได้เพียงแค่เสียเวลา สร้างความคืบหน้าเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน แต่จากการคำนวณก็ต้องใช้เวลาอีก 10 ปีกว่าจะสามารถเพิ่มค่าจิตสัมผัสไปถึงยี่สิบจุดได้



ซูหมิงหยวนไม่ทราบว่าฮันเตอร์ระดับ 3 คนอื่นๆ เพิ่มค่าจิตสัมผัสอย่างไร พวกเขาล้วนกลายเป็น ผู้ถูกเลือกในเวลาเดียวกัน และยังกลายเป็นฮันเตอร์ในเวลาเดียวกันอีกด้วย



เวลาที่ใช้ในการเข้าถึงคอขวดของระดับสองก็พอๆ กัน แต่เหตุใดพวกเขาจึงสามารถไปถึงระดับที่สามได้ในเวลาสองหรือสามปี ในขณะที่เขาติดอยู่กับที่ตรงนี้เกือบ 20 ปี



เขาถามนักเวทย์คนอื่นๆ ว่ามีเคล็ดลับหรือเปล่า แต่พวกเขาก็ล้วนแต่บอกไม่มี



ซูหมิงหยวนจึงสงสัยว่าเป็นเพราะค่าสถานะส่วนใหญ่ของเขาแลกมาจากอบิสมอลจึงทำให้มันยากขึ้น แต่คนอื่นก็ควรจะแลกค่าสถานะด้วยเช่นกัน เป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับการจากฝึกทั้งหมด



เขาคิดถึงโครงการซินฮัวอีกครั้ง และสงสัยว่าเหตุใดทางรัฐสภาจึงเสนอแผนการดังกล่าว ไม่เคยมีเหตุการณ์ใดที่ร้ายแรงถึงขนาดคุกคามการรอดอยู่ของมนุษยชาติเลย





ขณะนี้ ประธานาธิบดีตี่ฉี และประธานใหญ่สมาคมฮันเตอร์กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้า



ในสายตาของพวกเขา ทั้งโลกได้รับการปกป้องด้วยกำแพงกั้นขนาดใหญ่ แต่กำแพงกั้นนี้มีรอยแตกร้าวอยู่ทุกหนทุกแห่ง ราวกับกำลังจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ



นอกกำแพงกั้นนั้นมีความแต่ความมืดมิดไร้สิ้นสุด ซึ่งมีเพียงผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านมิติเท่านั้นที่มองเห็น คนอื่นๆ ก็มองเห็นเพียงดวงจันทร์ และดวงดาวเช่นเดิม



"นายคิดว่าอบิสมอลจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน?" ประธานใหญ่มองดูท้องฟ้าแล้วถามด้วยความกังวล



“อย่างเร็วหนึ่งหรือสองปี อย่างช้าก็ไม่เกินสิบปี… พวกเรามาถึงระดับสามช้าเกินไป ไม่งั้น หากเราร่วมมือกับประเทศอื่นๆ มากขึ้นเพื่อหยุดยั้งไม่ให้ฮันเตอร์เหล่านั้นก่ออาชญากรรม สถานการณ์ก็อาจไม่เลวร้ายถึงขนาดนี้ และเราไม่จำเป็นต้องวางแผนสำรองเพื่อความอยู่รอด”



ตี่ฉีพูดด้วยความจนใจ หากพวกเขามาถึงระดับสามได้เร็วกว่านี้ โลกนี้ก็คงจะรอดผ่านวิกฤต และอยู่ได้อีกนาน



อย่างไรก็ตาม พรสวรรค์ด้านมิติจะต้องมาถึงระดับสามจึงจะถูกปลดล็อค เพื่อที่จะสามารถมองเห็นความจริงของสิ่งต่างๆ จากนั้น พวกเขาจึงตระหนักได้ว่าโลกตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมอย่างยิ่งแล้ว



“ใช่แล้ว ใครจะคิดว่าอบิสมอลจำเป็นต้องได้รับความศรัทธาจากมนุษย์ ฮันเตอร์ที่ทำเรื่องชั่วๆ พวกนั้นสมควรตายจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะคนเหล่านั้น โลกก็จะไม่มาถึงจุดๆ นี้”



“ไม่มีอะไรที่เราทำได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อมีพลัง ความคิดของคนเราก็จะเปลี่ยนไป กว่าเราจะเปลี่ยนธรรมเนียมของประเทศนี้ได้ก็ต้องผ่านการหลั่งเลือดมากมาย ไม่งั้น ประเทศของเราในตอนนี้ก็คงจะเหมือนประเทศอื่นๆ”



ทั้งสองรู้สึกเศร้าเล็กน้อยเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ทุกวันนี้ทุกคนต่างต้องการที่จะเป็นฮันเตอร์ เพียงเพื่อที่จะกลายเป็นผู้ที่เหนือกว่า และจะทำผิดอะไรก็ได้



ซึ่งส่งผลให้ผู้คนขาดศรัทธา และอบิสมอลก็ยิ่งทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว และเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งหรือสองปีเท่านั้นก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงอย่างสมบูรณ์



ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเขาเฝ้าดูท้องฟ้าข้างนอกที่มืดลง ในอดีตพวกเขาสามารถมองเห็นดวงดาวระยิบระยับอยู่ที่นั่นได้เป็นครั้งคราว แต่ในตอนนี้มีเพียงความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดเท่านั้น



พวกเขาคาดเดาว่าอบิสนั้นไม่น่าจะแข็งแกร่งถึงขนาดนี้ตั้งแต่แรก เช่นเดียวกับตอนที่พวกเขาเข้าสู่อบิสตอนแรกๆ ซอมบี้ในตอนนั้นยังไม่แข็งแกร่งเท่ากับตอนนี้



หรืออาจกล่าวได้ว่าอบิสกำลังฟื้นตัว และปรับตัวอยู่ ตี่ฉีเคยจับนักบวชมารมาสอบสวน และเคยได้ยินถึงเรื่องนี้



ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะพูดว่าอบิสกำลังปรับตัวให้เข้ากับโลกใบนี้ และด้วยการปรับตัวแต่ละครั้ง อบิสก็จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งโลกของพวกเขาไม่สามารถหยุดการรุกรานของมันได้อีกต่อไป



พวกเขาไม่กล้าบอกความจริงกับใครเลย เพราะกลัวว่าจะทำให้หายนะมาถึงเร็วขึ้น ซึ่งจะสร้างแรงกดดันให้กับพวกเขาเป็นอย่างมาก



สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ตอนนี้คือ พยายามอย่างหนักเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง เพื่อที่พวกเขาจะสามารถปกป้องผู้คนได้มากขึ้นเมื่ออบิสเปิดฉากรุกรานอย่างเป็นทางการ



โครงการซินฮัวได้รับการเสนอขึ้นจากพื้นฐานของแนวคิดนี้เช่นกัน พวกเขารู้สึกว่ายิ่งมีคนรอดชีวิตมากขึ้นเท่าไร โลกก็ยิ่งมีโอกาสที่จะรอดผ่านวิกฤตไปได้มากขึ้นเท่านั้น



อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ตอบรับ ประเทศใหญ่ๆ อื่นก็ไม่คิดจะสนใจ



นั่นทำให้พวกเขาไร้ทางเลือก พวกเขาไม่สามารถบุกไปฆ่าคนของประเทศอื่นได้ เพราะคนเหล่านั้นจะเป็นกำลังหลักในการต่อต้านหายนะในวันหน้า



ตอนก่อน

จบบทที่ โลกที่กำลังพังทลาย

ตอนถัดไป