ระดับสาม
ตอนที่ 163 ระดับสาม
หวังผิงอันบินไปนานกว่าหนึ่งชั่วโมงก็มาถึงเทือกเขาอันยาวไกลแห่งหนึ่ง เขาตรวจดูรอบๆ แล้วพบว่าไม่มีที่อยู่อาศัยของมนุษย์เลยในรัศมีหลายสิบกิโลเมตร
แม้ว่าเหมาเหมาบอกว่ามีโอกาสที่จะโดนฟ้าผ่า แต่เขาก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก เขาหวังว่าจะไม่เจอทัณฑ์สายฟ้าเหมือนในนิยายที่เคยอ่าน และสามารถเข้าสู่ระดับสามได้อย่างราบรื่น
ก่อนอื่น เขาซื้อหินวิเศษมาหลายพันก้อน เมื่อทำการเลื่อนระดับ จำเป็นต้องเพิ่มความหนาแน่นของพลังเวทในบริเวณโดนรอบ ดังนั้น จึงต้องมันมาเตรียมเอาไว้ก่อน
ชุดที่เขาสวมใส่ก็รวมเอาอุปกรณ์เวทระดับตำนานเข้าด้วยกัน มันสามารถเพิ่มพลังป้องกัน และความต้านทานเวทได้ และยังมอบความหวังมากขึ้นในระหว่างเจอกับทัณฑ์สายฟ้า
ไม่ว่าจะเกิดทัณฑ์สายฟ้าหรือไม่ก็ตาม การเตรียมการยังคงต้องสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
หลังจากเพิ่มมาตรการป้องกันต่างๆ และทุกอย่างก็เตรียมพร้อมแล้ว หวังผิงอันก็ซื้อค่าพลังเวทอีก 1 จุด เพื่อเติมเต็มเงื่อนไข
[ แจ้งเตือน : ค่าสถานะของฮันเตอร์ … ได้มาถึงขีดกำจัด ต้องการเลื่อนระดับหรือไม่? ]
หวังผิงอันกดยืนยัน
[ แจ้งเตือน : การเลื่อนระดับกำลังเริ่มต้นขึ้น... ตรวจสอบค่าพลังเวท... ตรงตามข้อกำหนดสำหรับระดับสาม... ตรวจสอบค่าจิตสัมผัส... ตรงตามข้อกำหนดสำหรับระดับสาม... ตรวจสอบค่าพลังกาย... ตรงตามข้อกำหนดสำหรับระดับสาม ตรวจสอบความเข้มข้นของพลังเวทรอบตัว ความเข้มข้นตรงตามข้อกำหนด เริ่มทำการเลื่อนระดับ ]
แต่คราวนี้ไม่มีเหมือนคราวก่อน จิตวิญญาณของเขาไม่ได้ล่องลอย แต่เกิดเสียงดังก้องจากบนท้องฟ้าแทน
เมื่อเขามองขึ้นไป เมฆสีดำเริ่มรวมตัวกันบนท้องฟ้าไร้แสงจันทร์ รวมตัวกันทางด้านนี้ และมีร่องรอยของสายลมค่อยๆ หมุนวน
จากนั้น ไม่กี่วินาที สายลมก็เปลี่ยนเป็นพายุ ในไม่ช้า เมฆหนาทึบก็รวมตัวกันเหนือหัวของหวังผิงอัน ราวกับว่ามันต้องการจะกดทับลงมา
มีฟ้าแลบแวบหนึ่ง แต่ไม่มีเสียงฟ้าร้อง และเกิดฟ้าผ่า ราวกับว่ามีพลังที่ยิ่งใหญ่กำลังก่อตัว
หวังผิงอันไม่ได้เรียกเหมาเหมา และตัวอื่นๆ ออกมา เขาต้องพึ่งพาตนเองเพื่อก้าวผ่านทัณฑ์สายฟ้าไปให้ได้ ถ้าคนอื่นๆ เข้ามาแทรกแซง ระดับความรุนแรงก็จะพุ่งสูงขึ้น
เวลาค่อยๆ ผ่านไป และหวังผิงอันก็ตื่นตัวอยู่ตลอด
เมื่อทัณฑ์สายฟ้าสะสมพลังจนมากพอ หวังผิงอันรู้สึกเหมือนเห็นแสงสีขาววาบหนึ่งเบื้องหน้า และตัวเขาก็ถูกโจมตีในทันที
เพียงชั่วพริบตา เขาก็รู้สึกว่าโล่ป้องกันทั้งหมดถูกทะลวงผ่าน และเสี้ยวพลังงานที่เหลือก็ไหลผ่านไปทั่วร่าง
หวังผิงอันมองดูค่าพลังชีวิตแล้วรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ค่าพลังชีวิตสูญเสียไปไม่มากแค่เพียง 40 หน่วยเท่านั้น
หลังจากดื่มโพชั่นหนึ่งขวด เขาก็ไม่รอช้า และร่างคาถาป้องกันกับตัวเองอีกครั้ง
หลังจากถูกฟ้าผ่าไปรอบหนึ่ง หวังผิงอันก็รู้สึกว่าร่างกายของเขาเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
เปรี้ยง
เมื่อเสียงฟ้าร้องเริ่มขึ้น ฝนก็เริ่มตกหนัก
จากนั้นก็เกิดฟ้าผ่าเป็นครั้งที่สอง และมันก็ถูกดูดซับไปด้วยโล่ป้องกัน
จากนั้น ครั้งที่สาม และครั้งที่สี่ก็ตามมาติดๆ ฟ้าผ่าแต่ละครั้งก็เร็วกว่าครั้งก่อนๆ หวังผิงอันไม่มีเวลาที่จะร่ายคาถาป้องกัน เขาจึงทำได้เพียงใช้โพชั่นเพื่อเติมเต็มค่าพลังชีวิตที่เสียไป พยายามทำให้มันเต็มหลอดอยู่เสมอ
ร่างกายของเขารู้สึกราวกับว่าถูกแผดเผาจนไหม้เกรียมภายใต้พลังแห่งสายฟ้า ผิวหนังของเขามีควันลอยออกมา และเขายังได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเนื้อย่างอีกด้วย
หลังจากผ่านฟ้าผ่าครั้งสุดท้าย และหวังผิงอันก็ต้านทานทัณฑ์สายฟ้าได้จนครบ จิตวิญญาณของเขาเข้าสู่สภาวะลึกลับ ก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้าย
เมื่อพลังที่สะสมอยู่ในเมฆดำถูกปลดปล่อยออกไปจนหมด สายลมก็หยุด และฝนก็หยุดตก มันมา และจากไปอย่างรวดเร็ว
หินเวทที่อยู่รอบๆ หวังผิงอันก็ถูกดูดซับพลังเวทจนหมด และกลายเป็นผง
-
แคร็ก
เกิดเสียงต่างๆ มากมาย และผิวหนังที่ไหม้เกรียมบนร่างของหวังผิงอันก็หลุดลอกออก เผยให้เห็นผิวหนังที่ขาวเนียน และเรียบข้างใต้ ภายใต้แสงจันทร์มันก็เหมือนกับส่องประกายแวววาว
“สำเร็จ ในที่สุดก็ก้าวผ่านมาได้” หวังผิงอันถอดเสื้อผ้า เมื่อมองสำรวจตัวเอง “ผิวของฉันตอนนี้ดีเกินไปแล้ว แม้แต่ผิวของอาซิ่วก็ยังไม่ดีถึงขนาดนี้เลย”
หวังผิงอันรู้สึกว่าการที่ผู้ชายมีผิวแบบนี้เป็นเรื่องสิ้นเปลือง
หลังจากยืดเส้นยืดสายแล้ว เขารู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมาก
หวังผิงอันมองขึ้นไป และเห็นกำแพงที่แตกร้าวปกคลุมไปทั่ว เมื่อมองผ่านรอยแตกร้าวเหล่านี้ เขาสามารถมองเห็นความว่างเปล่าสีดำสนิทที่บดบังทุกสิ่งจากภายนอกได้
สีดำมืดเช่นนี้มักจะทำให้ผู้คนรู้สึกกลัว และรังเกียจจากก้นบึ้งของหัวใจ
“นี่คือภาพของโลกที่ถูกโอบล้อม เหมือนกับที่เหมาเหมาคอยบอกเอาไว้…” ในที่สุดหวังผิงอันก็มองเห็นความจริง
จริงๆ เขาเคยรู้เรื่องนี้มานานแล้ว แต่ก็เพิ่งได้เห็นด้วยตาตัวเอง ก่อนหน้านี้ เขารู้เพียงแนวคิดคร่าวๆ เท่านั้น
หวังผิงอันถอนหายใจ หยุดคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น และเปิดแผงสเตตัส
[ ชื่อ : หวังผิงอัน ]
[ อาชีพ : นักเวทย์ธาตุ ( ระดับสาม )
[ พลังเวท : 31 + 14 ( เพิ่ม 6 จุดจากเลเวล 43 และเพิ่ม 8 จุดจากสกิลพลังวิญญาณระดับสาม ) ]
[ จิตสัมผัส : 54 + 8 ( เพิ่ม 8 จุดจากสกิลหยั่งรู้ระดับสาม ) ]
[ พลังกาย : 27 + 3 ( เพิ่ม 2 จุดจากสกิลพลังวิญญาณ ) ]
[ มานา : 15500 + 7000 ]
[ พรสวรรค์ด้านมิติ : พรสวรรค์ต้นกำเนิด ]
[ สายใยแห่งธาตุ : เนื่องจากระดับความสัมพันธ์ที่สูงกับธาตุทั้งหมด หากเลือกเป็นนักเวทย์ จะสามารถปรับตัว และดูดซับธาตุต่างๆ ได้ง่ายขึ้นในระหว่างการฝึกฝน รวมถึงเพิ่มความเร็ว และความรุนแรงของคาถานั้นๆ ]
[ ความเชี่ยวชาญด้านพลังเวท : ลดเงื่อนไข และระดับความยากในการปรับปรุงค่าพลังเวท ]
[ ควบคุมพลังเวท : ครอบครองความสามารถในการควบคุมเวทมนตร์ขั้นสูง สามารถรับรู้ตรรกะพื้นฐานของธาตุต่างๆ และสร้างวงเวทต่างๆ ด้วยตัวเอง ]
[ ประกายวิญญาณ : จิตวิญญาณ และเวทมนตร์เริ่มเปิดภูมิปัญญา และสามารถทำให้วัตถุที่เดิมไร้ชีวิตเคลื่อนไหวได้ ทำให้วัตถุนั้นมีความฉลาด และมีชีวิตในช่วงระยะเวลาสั้นๆ พร้อมโอกาสเล็กน้อยที่จะทำให้วัตถุนั้นมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ]
[ ทักษะฝึกฝน ]
[ ทักษะซานไห่ : ดูดซับพลังเวทจากภายนอกผ่านการทำสมาธิ เพิ่มค่าพลังเวท และฟื้นฟูมานาที่ใช้ไปอย่างรวดเร็ว ]
[ แปลงมนตรา : สามารถเปลี่ยนเวทมนตร์เป็นธาตุใดก็ได้ ]
[ สะท้อนมิติ : สั่นสะเทือนมิติในพื้นที่หนึ่ง เพื่อเผยให้เห็นภาพจากอดีต ]
[ ตัดมิติ : เดินทางผ่านรอยแยกมิติ ไม่สามารถถูกพบเห็นได้โดยผู้ที่ไม่ถือครองพรสวรรค์ด้านมิติ และจะไม่ได้รับความเสียหายจากพลังประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่พลังมิติ เว้นแต่พลังนั้นๆ จะมากพอที่จะฉีกกระชากมิติออกจากกันได้ ]
[ คาถา : ลอยตัว บิน สนามพลังจิต สนามพลังเวท ล่วงรู้ภาษา ล่วงรู้ข้อความ ญาณเวท มายา สนามพลังป้องกัน สนามบิดเบือน ลวงสัมผัส ลวงสายตา ตราวิญญาณ โซ่สายฟ้า เรียนรู้ วิเคราะห์ ]
[ สกิล : บอลไฟ วงแหวนไฟ แสงล่อลวง เพลิงนรก สายฟ้า เทเลพอร์ต เพลิงยักษ์ กำแพงเพลิง แฟลช ]
“นี่มันสุดยอดไปเลย” เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลง หวังผิงอันก็รู้สึกว่าการปรับปรุงหลังมาถึงระดับสามนั้นเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่จริงๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพรสวรรค์ด้านมิติของเขาถูกปลอดล็อค เขาก็ได้รับสกิลใหม่ถึงสองสกิล
ตอนแรกเมื่อได้ยินคำอธิบายเกี่ยวกับ ‘พรสวรรค์ด้านมิติ’ เขาก็เคยคิดว่าเหมาเหมาเคยคุยโว และรู้สึกว่ามันไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น แม้ว่าพรสวรรค์ต้นกำเนิดจะดูน่ากลัว แต่ก็ไม่มีผลใดๆ และดูเหมือนจะขาดหายไปเล็กน้อย
แต่เมื่อเขาเห็นความสามารถของสกิลทั้งสอง เขาก็ตระหนักได้ถึงพลังจริงๆ ของมัน
แม้ว่าสกิลสะท้อนมิติจะดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ และไม่มีผลมากนักในการต่อสู้ก็ตาม
แต่สกิลตัดมิติเป็นสกิลที่แสนมหัศจรรย์สำหรับการหลบหนี อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องมีพลังมากพอที่จะฉีกกระชากมิติออกจากกัน จึงจะสามารถหยุดยั้งเขาได้
ด้วยสกิลนี้ แม้ว่าศัตรูจะฆ่าเหมาเหมา และตัวอื่นๆ ได้ ก็ยังไม่แน่ว่าจะมีหนทางในการฆ่าเขาได้