แบ่งจ่าย
ตอนที่ 10 แบ่งจ่าย
“เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก อย่าเพิ่งรีบร้อนด่วนตัดสิน”
ภายในห้องโถงหลักของค่ายเฮยเฟิง ชายชุดขาวโบกถือพัดขนนกไปมาอย่างสงบ
เขาหันไปมองฉงฉีด้วยรอยยิ้ม และพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “แม้ตระกูลหลัวจะเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองศิลาคราม แม้ว่าพวกเขาจะแข็งแกร่งก็จริง แต่ตอนนี้พวกเขาก็ทำได้เพียงดิ้นรนเพื่อปกป้องตัวเองเท่านั้น”
“ตราบใดที่ค่ายเฮยเฟิงของเราอยู่เงียบๆ ไปสักพัก ไม่ทำตัวโดดเด่น ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
“ใต้เท้า ตระกูลหลัวกำลังดิ้นรนเพื่อปกป้องตนเองงั้นเหรอ?” คิ้วของฉงฉีขมวดเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้
เขาไม่ค่อยเข้าใจนักว่าชายชุดขาวที่อยู่ตรงหน้าเขากำลังพูดถึงอะไรกันแน่
เมื่อได้ยินคำถามของฉงฉี ชายชุดขาวซึ่งมีลักษณะเหมือนกับนักปราชญ์ขงจื๊อก็เห็นถึงความสับสนในสายตาของอีกฝ่าย
ดังนั้นเขาจึงพูดออกมาดังๆ เพื่ออธิบายว่า “เจ้ารู้จักบรรพบุรุษฉางเฟิงแห่งตระกูลหลัวหรือไม่?”
“บรรพบุรุษฉางเฟิงแห่งตระกูลหลัว?” ฉงฉีครุ่นคิดสักครู่ จากนั้นพยักหน้า และกล่าวอย่างมั่นใจว่า “แน่นอนว่าข้ารู้จัก นั่นเป็นหนึ่งในยอดฝีมือที่มีชื่อเสียง”
“แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับการล่มสลายของตระกูลหลัวด้วย?”
“อย่าเพิ่งรีบร้อน ฟังข้าก่อน เดี๋ยวข้าจะอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด…”
ภายในห้องโถงหลัก
ชายชุดขาวกำลังพยายามอธิบายให้ฉงฉี
เมื่อเวลาผ่านไป ฉงฉีก็เริ่มเข้าใจเรื่องราวมากขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดเขาก็ได้รู้แล้วว่าเหตุใดชายชุดขาวจึงพูดขึ้นมาอย่างกะทันหันว่าตระกูลหลัว หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองศิลาครามกำลังดิ้นรนเพื่อปกป้องตัวเอง
“ถ้าสิ่งที่ท่านพูดเป็นความจริง”
“ก็หมายความว่าบรรพบุรุษของพวกเขาใกล้มาถึงจุดจบของชีวิตแล้ว และอีกฝ่ายกำลังจะตายในไม่ช้า”
“เมื่อถึงตอนนั้น การล่มสลายของตระกูลหลัวก็จะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
“แล้วค่ายเฮยเฟิงของเราก็สามารถติดตามตระกูลจ้าวแห่งเมืองศิลาคราม และมีส่วนร่วมกับการต่อสู้ครั้งนี้ได้”
ขณะที่เขาพูด ร่องรอยแห่งความโลภก็ค่อยๆ แพร่กระจายไปทั่วใบหน้าของฉงฉี
แม้ว่าทรัพย์สินส่วนใหญ่ของตระกูลหลัวจะถูกตระกูลจ้าวยึดเอาไปก็ตาม
ต่อให้ไม่ได้กินเนื้อ พวกเขาก็น่าจะได้ดื่มซุป แค่เศษเล็กเศษน้อยที่ตระกูลจ้าวทิ้งเอาไว้ก็ถือเป็นเงินก้อนโตสำหรับพวกเขาแล้ว
มันคงเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับค่ายเฮยเฟิงที่จะเติบโต และแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ไม่ เราไม่ควรเข้าไปยุ่งกับตระกูลหลัวจะดีกว่า”
“ทำไมล่ะ นี่เป็นโอกาสทั้งชีวิตอาจเจอเพียงครั้งเดียวเลยนะ?” ฉงฉีเริ่มวิตกกังวลเล็กน้อย
เมื่อเขารู้ว่าตระกูลหลัวผู้ยิ่งใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าสามร้อยปีกำลังจะล่มสลาย แต่เขาไม่สามารถกัดเนื้อของอีกฝ่ายได้แม้คำเดียว
เรื่องนี้ มันยากจะยอมรับได้จริงๆ
“เพราะค่ายเฮยเฟิงของเราค่อนข้างอ่อนแอ และในบรรดากลุ่มโจรขนาดใหญ่ในบริเวณรอบๆ เมืองศิลาคราม เราอยู่ในอันดับสิบ ซึ่งถือว่าอยู่ต่ำสุด”
“ทำให้ตอนนี้ เรื่องที่ควรให้ความสำคัญไม่ใช่การมุ่งความสนใจไปที่ตระกูลหลัวที่กำลังจะล่มสลาย”
“แต่เป็นการรวบรวมผู้ลี้ภัยในบริเวณใกล้เคียง และพยายามควบรวมกลุ่มโจรขนาดเล็กในบริเวณใกล้เคียง”
"หลังเราทำสำเร็จ ค่ายเฮยเฟิงก็จะมีโอกาสรอดท่ามกลางเพลิงสงคราม และความโกลาหลวุ่นวายของแคว้นต้าเฟิง”
“ไม่งั้น แม้เราจะได้รับบางสิ่งจากการปล้นชิงตระกูลหลัว”
“เจ้าคิดหรือว่าเราจะสามารถปกป้องทรัพย์สมบัติเหล่านั้นเอาไว้ได้?”
ชายชุดขาวถือพัดขนนก และพูดเตือนสติอย่างตรงไปตรงมาก
คำพูดที่รุนแรงของเขาได้ดึงฉงฉีกลับมาสู่โลกความเป็นจริงอันโหดร้าย
“ท่านพูดถูกแล้ว ข้าคิดง่ายเกินไปจริงๆ”
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามที่ท่านว่าเถิด”
“เราจะรวบรวมผู้ลี้ภัยที่อยู่ใกล้เคียง และควบรวมกลุ่มโจรขนาดเล็กที่อยู่รอบๆ”
“ในตอนที่ยังมีโอกาส เราจะต้องเสริมความแข็งแกร่งให้กับค่ายเฮยเฟิงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
…
เมื่อเวลาผ่านไป
ท้องฟ้าก็ค่อยๆ สดใสมากขึ้นเรื่อยๆ
บนถนนในเมืองศิลาคราม
จำนวนคนเดินเท้า พ่อค้าแม่ค้า และผู้ลี้ภัยเดินผ่านไปมา
จำนวนของพวกเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัว หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองศิลาคราม
ในเวลานี้ มีชายคนหนึ่งที่กำลังฝึกฝนอย่างหนักเหมือนกับเครื่องจักร
“ฮึบ…”
“หายใจเข้า…”
“ฮึบ…”
“หายใจเข้า…”
ภายในลานบ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ตรงใจกลาง
หลัวฉางเฟิง บรรพบุรุษเพียงคนเดียวของตระกูลหลัว กำลังฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เขาปรับท่าทางของตน เคลื่อนไหวตามที่เขียนไว้ในทักษะพยัคฆ์คลั่ง
ในแต่ละครั้งที่เขาหายใจเข้า การเคลื่อนไหวของเขาก็จะค่อยๆ เร็วขึ้น
เร็วขึ้นทุกท่วงท่า ดูมีพลัง และแข็งแกร่งราวกับพยัคฆ์ร้าย
จนกระทั่งเขาฝึกฝนทักษะพยัคฆ์คลั่งจนครบทุกท่วงท่าแล้ว
ในที่สุดเขาก็เริ่มเคลื่อนไหวช้าลง โดยควบคุมความถี่ของการหายใจ ตรงส่วนนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากตอนแรก
แต่น่าเสียดายที่การฝึกฝนตลอดทั้งวัน ไม่ได้ทำให้เขาเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนนัก
สิ่งนี้ทำให้หลัวฉางเฟิงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
“ตอนนี้เวลาผ่านไปครบหนึ่งวันแล้ว มาดูกันสิว่าค่าปราณโลหิตที่ข้าใช้ไปเมื่อวานฟื้นฟูกลับมาแล้วหรือยัง”
[ ชื่อ : หลัวฉางเฟิง! ]
[ อายุขัย : 8 วัน ( + ) ]
[ ระดับการบ่มเพาะ : กลั่นกระดูกขั้นกลาง ( + ) ]
[ ค่าปราณโลหิต : 1350 ( -50 ) ( ปราณโลหิตที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยคือ 85 ) ]
[ ทักษะบ่มเพาะ : ทักษะพยัคฆ์คลั่ง ( ความเข้าใจ 30% ) ]
เมื่อเห็นเช่นนี้ หลัวฉางเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะคิดสักครู่ “ในหนึ่งวันสามารถฟื้นฟูค่าปราณโลหิตได้ประมาณ 50 แต้ม?”
“แต่เครื่องหมายบวกหลังระดับการบ่มเพาะนั่นหมายถึงอะไร?”
“หรือว่าข้าจะสามารถบรรลุไปอีกขั้นได้ด้วยค่าปราณโลหิตเพียง 85 แต้ม”
“ไม่สิ น่าจะหมายความว่าเป็นไปได้ที่ข้าจะสามารถใช้ค่าปราณโลหิตเกินกำหนดได้มากกว่า”
สำหรับหลัวฉางเฟิง เขาเชื่อว่าอย่างหลังน่าจะมีโอกาสเป็นไปได้มากกว่า
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่อาจระงับความอยากรู้ของตัวเองเอาไว้ได้
เขาจึงเหยียดมือขวาออกไป และแตะที่เครื่องหมายบวกด้านหลังระดับการบ่มเพาะ
[ หากโฮสต์ต้องยกระดับการบ่มเพาะ 1 ขั้น จะต้องจ่ายค่าปราณโลหิต 200 แต้ม เลือกที่จะดำเนินการต่อหรือไม่ ]
“ค่าปราณโลหิต 200 เลยเหรอ?”
“แม้ว่าค่าปราณโลหิตจะฟื้นฟูจนเต็ม จำนวนที่ข้าใช้ได้ในระยะปลอดภัยก็ยังไม่มากถึงขนาดนั้นอยู่ดี…”
“ข้าสามารถแบ่งจ่ายสัก 85 แต้มก่อนได้มั้ย?”
“หรือต้องรอจนกว่าจะสะสมได้ครบก่อนถึงจะทะลวงผ่านได้อีกครั้ง?”
ขณะที่หลัวฉางเฟิงกำลังคิด และพูดกับตัวเอง
ดูเหมือนครั้งนี้ระบบจะได้ยินเสียง และความต้องการของเขา
ทำให้หน้าต่างโปร่งโสปรากฏออกมาตรงหน้าของหลัวฉางเฟิง
[ โฮสต์ต้องการจ่ายค่าปราณโลหิต 85 แต้มเพื่อเพิ่มความคืบหน้าในการบ่มเพาะหรือไม่? ]
มีสองตัวเลือกส่องสว่างในสายตาของหลัวฉางเฟิงนั่นคือ ใช่ และไม่
“น่าสนใจ ถ้าแบ่งจ่ายได้ ข้าก็จะมีทางเลือกมากขึ้น”
หลัวฉางเฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
แต่หลังจากที่เขาสงบใจได้
เขาก็เหยียดมือขวาที่เหี่ยวเฉาของตนออกไปอีกครั้ง และกดปุ่ม ‘ใช่’ อย่างไม่ลังเล
“มา…”
หลัวฉางเฟิงหลับตาลง แล้วรอด้วยความคาดหวัง
จากนั้น เขาก็รู้สึกได้ถึงพลังลึกลับที่จู่ๆ ก็พลุ่งพล่านอยู่ภายในร่าง
ด้วยการส่งเสริมจากพลังลึกลับนี้
ร่างกายของเขาก็ฟื้นกลับคืนมาอีกครั้ง
ความแข็งแกร่งของเขาก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มันพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ความสุขก็มักจะคงอยู่ไม่นาน
หลังจากผ่านไปประมาณ 30 วินาที พลังลึกลับก็หายวับไป ราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่มาก่อน
“ความแข็งแกร่งของข้าดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยเลย…”
“แม้ว่าระดับการบ่มเพาะจะไม่ได้บรรลุไปอีกขั้นก็ตาม”
“แต่ข้าก็รู้สึกได้ว่าตัวเองแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมจริงๆ”
ในลานบ้าน หลัวฉางเฟิงกำหมัดแน่น และหัวเราะเบาๆ หลังจากรู้สึกได้ถึงพลังปราณภายในร่างที่เพิ่มขึ้นมาก