ทุกการยั่วยุล้วนมีราคา

ตอนที่ 23 ทุกการยั่วยุล้วนมีราคา



“ไม่อาจยับยั้งตัวเองได้?”



คิ้วของหลัวผิงขมวดเป็นปม เขาไม่เข้าใจความหมายเบื้องหลังคำพูดของบุตรชายมากเท่าไรนัก



หลัวซวนดูเหมือนจะสังเกตเห็นความสับสนบนใบหน้าของพ่อ



เขาจึงยิ้มเล็กน้อย และถามพ่อของตนด้วยเสียงแผ่วเบา “ท่านพ่อ ท่านยังจำหมอที่ชื่อหวังคุนได้รึเปล่า?”



“จำได้สิ แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย?”



“ท่านพ่อ มีข้อมูลบางอย่างที่สำคัญมากที่ท่านอาจจะยังไม่ทันได้สังเกตเห็น…”



“ข้อมูลสำคัญ?” เมื่อได้ยินเช่นนั้น คิ้วของหลัวผิงที่ขมวดอยู่แล้วก็มากยิ่งกว่าเดิม



จนกระทั่งเขาคิดอยู่เป็นเวลานาน



ข้อมูลสำคัญชิ้นหนึ่งซึ่งเขาได้มองข้ามไปก็ถูกเปิดเผยขึ้นมาอย่างเลือนราง



มันเป็นเวลาประมาณครึ่งเดือนก่อน



หวังคุนมาเยือนตระกูลหลัวเพื่อตรวจดูอาการบรรพบุรุษของพวกเขา หลัวฉางเฟิง



แต่หลังจากนั้นไม่นาน หวังคุนก็ได้เข้าร่วมตระกูลจ้าว และกลายเป็นหมอประจำตระกูล



จากนั้น ข่าวของบรรพบุรุษฉางเฟิงที่กำลังจะตายก็ถูกเผยแพร่ออกไป ก็จะเป็นที่ทราบกันทั้งในตระกูลจ้าว และคนอื่นๆ ในเมือง



นอกจากนี้ ตระกูลจ้าวยังสามารถใช้ประโยชน์จากการวินิจฉัยของหวังคุน เพื่อคำนวณเวลาโดยประมาณที่บรรพบุรุษฉางเฟิงอาจจะเสียชีวิตได้อย่างแม่นยำ



ทำให้ตอนนี้ ตระกูลจ้าวซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองศิลาครามมีท่าทีผิดปกติ และแปลกอย่างเห็นได้ชัด



จึงมีความเป็นไปได้สูงมากว่า นี่อาจเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อหยั่งเชิงท่าทีของตระกูลหลัว



หากตระกูลหลัวไม่คิดจะโต้ตอบ และยอมอดทนอดกลั้น



สิ่งที่ตระกูลหลัวจะต้องเผชิญต่อไปนั้น ก็น่าจะเป็นโจมตีอย่างเต็มกำลังจากตระกูลจ้าว



“ดูเหมือนว่าตระกูลจ้าวจะคิดว่าเราพยายามปกปิดข่าวการตายของบรรพบุรุษฉางเฟิง จึงเลือกที่จะเคลื่อนไหวในเวลานี้”



หลังจากที่หลัวผิงดึงสติออกจากห้วงความคิด เขาก็จ้องมองหลัวซวน บุตรชายที่อยู่ข้างๆ เขาอย่างเงียบๆ



“น่าจะเป็นเช่นนั้น” หลัวซวนพยักหน้าเงียบๆ



“ซวนเอ๋อร์ เจ้าคิดว่าตระกูลหลัวของเราควรทำอย่างไรต่อไป เราควรจะรับมือกับการหยั่งเชิงของพวกเขายังไงดี?”



“มีคำเดียว ท่านพ่อ สู้!”



“สู้?” คิ้วของหลัวผิงขมวดขึ้นอีกครั้ง เขารู้สึกว่าจิตใจของตนแทบจะไม่มีกำลังพอที่จะเอ่ยปากตอบอะไร



“ท่าทีของตระกูลจ้าวในครั้งนี้เป็นเพียงการหยั่งเชิงเท่านั้น ซึ่งหมายถึงว่าพวกเขายังไม่แน่ใจเกี่ยวกับสถานการณ์ของตระกูลเรา พวกเขายังไม่มั่นใจเต็มร้อยว่าบรรพบุรุษฉางเฟิงตายไปแล้วหรือยัง”



“หากต้องการรับมือกับการหยั่งเชิงของพวกเขา ทางออกที่ดีที่สุดคือ การตัดมือของพวกเขาที่พยายามยื่นออกมาให้สิ้น”



“หากตระกูลจ้าวกล้ายื่นมือออกมา เราก็ต้องตัดมือนั้นทิ้ง หากพวกเขากล้ายื่นมือออกมาทั้งสองข้าง เราก็ต้องตัดมือทั้งสองข้างนั้น”



“ต้องแสดงให้พวกเขาเห็นถึงอำนาจอันเด็ดขาดของตระกูลหลัว ถึงจะพอที่จะขับไล่พวกเขาออกไปได้”



“และเมื่อเราทำเช่นนั้นก็ยังเป็นการข่มขู่ตระกูลอื่นๆ ในเมืองศิลาครามที่ต้องเข้ามาแทนที่เราอีกด้วย”



“ไม่งั้นตระกูลหลัวของเราก็จะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบ และต้องเผชิญกับปัญหาอยู่เรื่อยไป”





เมื่อเสียงของหลัวซวนค่อยๆ เงียบลง



ทั้งห้องค่อยๆ เงียบลงจนเงียบสงัด



ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลัวผิงยังไม่มีการตอบสนองใดๆ นานเป็นนาที



สาเหตุหลักเป็นเพราะคำพูดของหลัวซวนนั้นแฝงไปด้วยข้อมูลมากเกินไป



นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของคนทั้งตระกูลอีกด้วย



มันไม่ใช่แค่เรื่องของหลัวผิง หรือหลัวซวนเพียงสองคนเท่านั้น



ดังนั้นสำหรับเรื่องนี้ ในฐานะที่เขาเป็นผู้นำตระกูลหลัว เขาจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะการตัดสินใจของเขามีผลตามมา



“ท่านพ่อ โปรดใคร่ครวญเรื่องนี้ให้ดี ลูกขอตัวก่อน” หลัวซวนยืนขึ้น และพูดกับหลัวผิงผู้เป็นพ่อที่อยู่ข้างๆ จากนั้นก็หันหลังกลับแล้วเดินออกจากห้องไป



จึงเหลือเพียงหลัวผิงที่นั่งอยู่บนที่นั่งหลักเท่านั้น



หลังจากที่บุตรชายของเขา หลัวซวนจากไป ในที่สุดหลัวผิงก็ได้สติกลับมาคืนมา หลังจากดูเหม่อลอยอยู่เป็นเวลานาน



“บางที ข้าควรจะหารือเรื่องนี้กับบรรพบุรุษฉางเฟิง…”



หลัวผิงคิด ในขณะที่เขาเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาร้อนที่วางไว้ข้างๆ ตัว



ไม่ว่าจะเกิดจากแรงกดดันอันหนักหน่วงหรือสาเหตุอื่นใดก็ตาม มือของเขาที่ถือถ้วยชาก็เริ่มสั่นโดยไม่ได้ตั้งใจ



“เฮ้อ…”



“ข้า…”



“เฮ้อ…”



หลังจากถอนหายใจ และสูดหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง มือที่สั่นเทิ้มของหลัวผิงก็เริ่มกลับมามั่นคงอีกครั้ง



“ตระกูลจ้าว เฮ้อ ทำไมพวกเขาถึงต้องทำแบบนี้ด้วย”



“ตระกูลใหญ่ทั้งสี่แห่งเมืองศิลาครามอยู่ร่วมกันมาเป็นเวลานานกว่าสามร้อยปี การได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขนั้นไม่ใช่เรื่องดีหรอกเหรอ?”



เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัว



นอกลานบ้านที่หลัวฉางเฟิงอาศัยอยู่



หลัวผิงมองไปยังลานบ้านด้านหน้า เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดก็เลือกที่จะเดินเข้าไป



ไม่นานหลังจากเข้าไปในลานบ้าน หลัวผิงก็พบว่าตัวเองเดินมาถึงศาลาหิน



ที่นั่น เขาเห็นหลัวฉางเฟิงกำลังพลิกดูคัมภีร์เล่มหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเกี่ยวกับศาสตร์แห่งการปรุงยา



“นี่…บรรพบุรุษฉางเฟิงกำลังศึกษาวิธีการกลั่นโอสถอยู่งั้นเหรอ หรือว่าท่านกำลังพยายามหาทางยืดอายุขัยที่กำลังหมดลง?”



เมื่อเห็นหลัวฉางเฟิง บรรพบุรุษของเขาอยู่ตรงหน้า ความคิดต่างๆ ก็โลดแล่นอยู่ในใจของหลัวผิง



“หลัวผิง?”



“ทำไมจู่ๆ เจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเหรอ?”



เมื่อรู้ว่ามีคนมาถึง หลัวฉางเฟิงจึงวางคัมภีร์ที่อยู่ในมือลง



จากนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้น และมองไปทางหลัวผิงที่ดูเหมือนกำลังมึนงงอยู่ตรงหน้าเขา



หลัวฉางเฟิงยื่นมือขวาที่แห้งเหี่ยวออกไป และโบกไปมาตรงหน้าอีกฝ่าย



“อ่า?” หลัวผิงจึงรู้สึกตัวได้อย่างรวดเร็ว



“บรรพบุรุษฉางเฟิง…”



หลัวผิงก้มหัวลงเล็กน้อยด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความเคารพ



“เจ้ามาหาชายชราคนนี้เพราะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นใช่หรือเปล่า?”



“บรรพบุรุษฉางเฟิง ข้า…” หลัวผิงกลืนน้ำลายด้วยความกังวล



คำพูดของเขามีท่าทีลังเลเล็กน้อย



ดูเหมือนเขาจะเครียดมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า



หลังจาก สูดหายใจเข้าลึกๆ อีกหลายครั้ง



เขาก็เริ่มเล่าเรื่องท่าทีแปลกๆ ของตระกูลจ้าว ในวันนี้ รวมถึงข้อเสนอแนะของหลัวซวน บุตรชายของเขา เปิดเผยทุกสิ่งต่อหน้าหลัวฉางเฟิง



“ตระกูลจ้าวพยายามหยั่งเชิงเรางั้นเหรอ?”



เมื่อได้ยินเช่นนี้ ดวงตาที่พร่ามัวเล็กน้อยของหลัวฉางเฟิงก็หรี่ลงเล็กน้อย



แสงวาบเป็นช่วงๆ ในดวงตาอันพร่ามัวของเขา



“บรรพบุรุษฉางเฟิง ท่านมองเรื่องนี้อย่างไร ท่านคิดว่าข้าควรจำทำยังไงดี?”



เมื่อเห็นว่าหลัวฉางเฟิงดูเหมือนจะไม่ตอบสนองใดๆ



หลัวผิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง



“สิ่งที่ซวนเอ๋อร์พูดนั้นไม่ผิด”



“หากตระกูลหลัวของเราต้องการที่จะอยู่อย่างสงบสุขในเมืองศิลาคราม”



“เราต้องตอบโต้อย่างเด็ดขาด เมื่อมีใครบางอยากได้สิ่งที่เป็นของเรา แสดงให้เห็นว่าพวกเขาจะต้องจ่ายสิ่งใด”



“สำหรับตระกูลจ้าว…” หลัวผิงกล่าว แต่แล้วก็หยุดพูดไปชั่วขณะหนึ่ง



เขาเหลือบมองหลัวผิงที่อยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังดูสับสนเล็กน้อย



หลัวฉางเฟิงเอื้อมมือไปหยิบคัมภีร์ชื่อ ‘บทนำสู่ศาสตร์แห่งการปรุงยา’ จากโต๊ะหินขึ้นมาอย่างช้าๆ



เขาเปิดมันแล้วกลับไปยังหน้าที่เขาเปิดดูก่อนหน้านี้



หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงของหลัวฉางเฟิงฟังดูเย็นชามากขึ้น ขณะที่เขากล่าวว่า “สำหรับตระกูลจ้าว ทำตามที่ซวนเอ๋อร์บอกเถิด”



“หากพวกเขากล้าที่จะยื่นมือออกมาข้างหนึ่ง จงตัดมือนั้นทิ้งซะ”



“หากพวกเขากล้ายื่นมือออกมาทั้งสองข้าง ก็จงตัดมือทั้งสองข้างนั้นทิ้งเช่นเดียวกัน”



“ไม่ว่าผู้ใด หากคิดจะยั่วยุตระกูลหลัวของเราก็ต้องจ่ายราคาอย่างหนัก”



หลังจากพูดจบ หลัวฉางเฟิงก็หันเหความสนใจกลับไปที่คัมภีร์ในมือ



“ทำไม ยังมีเรื่องอื่นที่เจ้ายังอยากหารือกับข้าอีกงั้นรึ?”



เมื่อหลัวฉางเฟิงสังเกตเห็นว่าหลัวผิงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม



เขาจึงหันกลับมามอง และถามออกไปเบาๆ



“ไม่ ข้ามาหาท่านเพราะเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว ถ้าอย่างนั้น ข้าขอตัวก่อน” หลังจากได้สติกลับคืนมา หลัวผิงก็ส่ายหัว



จากนั้น เขาก็หันหลังกลับอย่างรวดเร็ว และออกจากลานบ้านของหลัวฉางเฟิง




ตอนก่อน

จบบทที่ ทุกการยั่วยุล้วนมีราคา

ตอนถัดไป