เปิดฉากโจมตี ยึดครองเมือง
ตอนที่ 37 เปิดฉากโจมตี ยึดครองเมือง
หลังจากตัดสินใจแล้ว
จ้าวหง และเกาฉีก็นำชายหนุ่มร่างกำยำกว่าสองพันคนซึ่งติดอาวุธครบมือออกจากค่ายพยัคฆ์ทมิฬ
พวกเขาเดินทางอย่างรีบเร่ง มุ่งตรงไปยังเมืองศิลาครามด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ตลอดเส้นทางมีฝุ่นตลบฟุ้ง บดบังทัศนวิสัยโดยรอบ
พร้อมเสียงฝีเท้าดังก้องต่อเนื่องเหมือนเสียงฟ้าร้อง
แม้ว่าคนของจ้าวหงจะไม่ได้ฝึกฝนอยู่ในค่ายพยัคฆ์ทมิฬเป็นเวลานานหลายปี
แต่ด้วยอาหารที่มีให้กินอย่างงอิ่มท้อง และเนื้อสัตว์อย่างเพียงพอ
ต่อให้พวกเขาไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนวัวกระทิง เนื้อหนัง และพละกำลังของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นมากพอสมควร
อย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็แข็งแกร่งกว่าทหารในเมืองศิลาครามที่ห่างเหินจากการต่อสู้ และสงครามมานาน
…
เมื่อเวลาค่อยๆ ผ่านไป
ไม่นาน ก็ถึงเวลาเที่ยงตรง
ในขณะที่ดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงเจิดจ้าลอยสูงบนท้องฟ้า มันก็ช่วยไล่ความหนาวเย็นในช่วงต้นฤดูหนาวออกไปเป็นการชั่วคราว
เพราะเหตุนี้ ผู้คนในเมืองบางส่วนที่ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน และเงินทองจึงเริ่มรู้สึกง่วง และต้องการนอนพักผ่อน
“เมืองศิลาครามอยู่ตรงหน้าเราแล้ว…”
เมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้พอแล้ว จ้าวหง ผู้อาวุโสสองของตระกูลจ้าวก็สั่งให้กองทัพของเขาหยุดเคลื่อนไหวเป็นการชั่วคราว
เมื่อถึงจุดนี้ เขาจำเป็นต้องหารือสถานการณ์โดยละเอียดกับเกาฉีที่อยู่เคียงข้าง
พวกเขาต้องคิดหาวิธีที่จะยึดเมืองศิลาครามให้ได้เร็วที่สุด และมีความสูญเสียน้อยที่สุด ทุกอย่างต้องจบก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว
“เกาฉี เจ้าคิดว่าเราควรทำอย่างไรต่อไป?”
เมื่อหยุดสังเกตเมืองศิลาครามอยู่ครู่ใหญ่
จู่ๆ จ้าวหงก็ถามเกาฉีด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“โจมตีเมืองโดยตรง!” เกาฉีตอบอย่างใจเย็น
“หา เจ้าบ้าไปแล้วเหรอ?” จ้าวหงอุทานด้วยความตกใจ หลังได้ยินข้อเสนอของเกาฉี
เฮ้ นี่เป็นการต่อสู้ปิดล้อมเมืองครั้งแรกของพวกเขา
มันจะดีจริงๆ เหรอที่จะตรงไปตรงมาแบบนั้น?
เมื่อสังเกตเห็นความสับสนบนใบหน้าของจ้าวหง
เกาฉีก็อธิบายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “เมื่อวานนี้ ข้าได้ตรวจดูจำนวนทหารของเมืองศิลาครามอย่างคร่าวๆ แล้ว”
“จากที่เห็น จำนวนของพวกเขามีน้อยกว่าสามร้อยนายเสียอีก”
“แล้วทหารส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ อ่อนแอ หรือทุพพลภาพ ส่วนทหารที่พร้อมรบมีรวมกันไม่ถึงร้อยนาย”
“เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ตรงหน้า การเปิดฉากโจมตีตรงๆ จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”
“หากทุกอย่างราบรื่น ภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง เมืองศิลาครามก็จะตกอยู่ในกำมือของเรา”
คำอธิบายของเกาฉีครอบคลุม และสมเหตุสมผล
แม้ว่าจ้าวหงยังคงมีข้อสงสัยอยู่บ้าง
เขาก็ยังปฏิบัติตามคำแนะนำของเกาฉี และนำชายหนุ่มกว่าสองพันคนพร้อมดาบเหล็กบุกเข้าโจมตีเมืองโดยตรง
ที่จริงแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการถูกปิดล้อม
เขาได้เตรียมแผนการมากมาย และสั่งทำเครื่องมือสำหรับวันนี้
แค่บันไดล้อมเมืองเพียงอย่างเดียว เขาก็เตรียมไว้อย่างน้อยห้าสิบอันแล้ว
ที่ทำไว้เยอะขนาดนี้ เพราะเขาจะกลัวว่าจะมีบันไดไม่มากพอจนทำให้เสียเวลา และทำให้โอกาสล้มตาย และพ่ายแพ้เพิ่มสูงขึ้น
เมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้น แม้ว่าทหารในเมืองศิลาครามจะดูไร้ประโยชน์ก็ตาม
แต่เมื่อเห็นการบุกเข้ามาอย่างน่าสระพรึงกลัวของกองทัพขนาดใหญ่กว่าสองพันนายที่ถือดาบเหล็ก
พวกเขาก็ยังทุ่มกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อปิดประตูเมือง และพยายามต้านทานอย่างสุดกำลัง
“ฆ่า ฆ่าพวกมันให้หมด!”
“ใครก็ตามที่ปีนขึ้นไปบนกำแพงเมืองได้เป็นคนแรก จะได้รับรางวัลเป็นทองคำ 100 แท่ง”
เชิงกำแพงเมืองศิลาคราม
จ้าวหงชักดาบเหล็กออกมาจากฝัก ตะโกนสุดเสียง เรียกขวัญกำลังใจของกองทัพที่อยู่ข้างหน้า
แม้ว่าหลังเกิดภัยแล้งติดต่อกันมานานหลายปี เสบียงอาหารจะถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
แต่เงินทองก็ยังคงมีเสน่ห์อันน่าสะพรึงกลัวสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ ไม่มีปฏิเสธโอกาสที่จะร่ำรวยในชั่วข้ามคืน
เมื่อได้ยินว่าผู้นำของพวกเขายินดีที่จะเสนอรางวัลดังกล่าว
ชายหนุ่มมากกว่าสองพันคนที่ถือดาบเหล็กก็มีดวงตาสีแดงก่ำ
พวกเขาเคลื่อนทัพเข้าใกล้กำแพงเมืองศิลาครามอย่างบ้าคลั่งโดยแบกบันไดล้อมเมืองเอาไว้
แม้ว่าระหว่างทางจะมีอุบัติเหตุอย่าง คนที่แบกบันไดล้มลงกับพื้น หรือถูกลูกธนูยิงใส่
จำนวนผู้เสียชีวิตก็มีจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พวกเขายังคงเหมือนน้ำป่าไหลบ่าที่ถาโถมเข้าใส่กำแพงเมืองอย่างรวดเร็ว
ไม่นาน ชายหนุ่มร่างกำยำส่วนใหญ่ที่แบกบันไดล้อมเมือง มาถึงหน้ากำแพงเมืองได้สำเร็จ
หลังจากพาดบันไดเข้ากับกำแพงเมืองแล้ว หลายคนก็กัดดาบเหล็กไว้ในปาก และเริ่มปีนขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว
ในตอนแรก สถานการณ์ยังไม่ค่อยเลวร้าย ทหารของเมืองศิลาครามยังคงสามารถต้านทานได้อยู่บ้าง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป และจำนวนศัตรูบุกขึ้นมาบนกำแพงเมืองได้มากขึ้นเรื่อยๆ
จู่ๆ สถานการณ์ก็เริ่มเอนเอียง แนวป้องกันของพวกเขาเริ่มพังทลาย และมีคนล้มตายเป็นจำนวนมาก
ทหารหลายคนจึงละทิ้งอาวุธ และวิ่งลงมาจากกำแพงเมืองในสภาพที่ยุ่งเหยิง และไร้ระเบียบ
มีทหารเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่ยังคงต่อสู้กับเหล่าชายหนุ่มแห่งค่ายพยัคฆ์ทมิฬ
อย่างไรก็ตาม หากมองจากภาพรวมแล้ว นี่เป็นการดิ้นรนที่ไร้ประโยชน์
“เมืองศิลาครามถูกพวกเรายึดได้แล้วเหรอ?”
บนกำแพงเมืองศิลาคราม
จ้าวหง ผู้อาวุโสสองของตระกูลจ้าวยืนอยู่โดยสวมชุดเกราะเหล็กสีแดงเข้ม และแขวนอยู่ที่เอว
เขาเดินไปตามกำแพงเมืองอย่างเงียบๆ พลางมองไปรอบๆ ด้วยความตกตะลึงเล็กน้อย
พูดตรงๆ ว่าจ้าวหงคาดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะพลิกผันเช่นนี้
เขาคิดว่าต้องให้ยึดเมืองศิลาครามได้จริงๆ แต่ความสูญเสียก็คงจะไม่น้อย
อย่างน้อย จากคนของเขาสองพันคน ก็น่าจะมีการล้มตายประมาณสองถึงสามร้อยคน
แต่ในตอนนี้ ดูเหมือน… ความสูญเสียจะน้อยกว่าที่คาดไว้มาก มีคนตายเพียงแค่ 50 คนเท่านั้น
“บางทีสวรรค์อาจอยู่ข้างตระกูลจ้าวของข้า”
หลังจากที่รู้สึกสับสนอยู่นาน จ้าวหงก็ถอนหายใจออกมาเงียบๆ
จากนั้น เขาก็ยืดหลังตรงอีกครั้ง ความกังวลในใจของเขาได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
“ออกคำสั่งปิดตายประตูเมืองศิลาครามทั้งสี่ทิศ ไม่ว่าใครก็ห้ามเข้าออก”
“นอกจากนี้ ให้เอาส่งคนบางส่วนไปคุมตัวขุนนางท้องถิ่นทุกคนในเมืองให้อยู่แต่ในบ้านด้วย”
“จับตาดูให้ดี อย่าให้พวกเขาคนใดหนีรอดออกจากเมืองไปได้”
“คนที่เหลืออีกส่วนหนึ่งตามข้ามา เราจะไปปิดล้อมจวนเจ้าเมืองกัน”
“ตระกูลจ้าวของข้ามีเรื่องจะหารือกับเขาเกี่ยวกับอำนาจการปกครองเมืองศิลาคราม”
เมื่อพูดจบ จ้าวหงก็โบกมือ และเงียบไป
แน่นอนว่านอกเหนือจากเรื่องเหล่านี้แล้ว
ตระกูลจ้าวมีเรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องจัดการ
นั่นคือ การกวาดล้างตระกูลหลัว สังหารหมู่ทุกคนอย่าให้เหลือ เพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู
จากนั้นก็ยึดครองเหมืองแร่ชิงสือของตระกูลหลัว ทวงทุกสิ่งที่เป็นของพวกเขากลับคืนมา
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเมืองศิลาครามถูกปิดตาย และไม่มีใครสามารถหนีออกไปไหนได้
ตระกูลหลัวแห่งเมืองศิลาครามก็เหมือนตะพาบในไห
ดังนั้น จ้าวหงจึงไม่รีบเร่งที่จะลงมือกับพวกเขาในตอนนี้
เมื่อเทียบกับการจัดการกับตระกูลหลัว จ้าวหงกลับกระตือรือร้นที่จะหารือเรื่องต่างๆ กับเยว่จุน ‘อดีตเจ้าเมืองศิลาคราม’ มากกว่า
…
หลังจากได้รับคำสั่งจากจ้าวหง
ใกล้ๆ จวนเจ้าเมืองที่หรูหราย่านใจกลางเมือง
ในชั่วพริบตา กลุ่มชายร่างกำยำที่มีอาวุธครบมือก็ปรากฏตัวขึ้น และปิดล้อมทุกด้านไว้อย่างหนาแน่น
“พวกเจ้าเป็นใคร?”
“ไม่รู้หรือว่าที่นี่คือไหนกัน จะอวดดีมากเกินไปแล้ว”
“ที่นี่คือจวนของเจ้าเมืองศิลาคราม เป็นที่พักอาศัยของเจ้าเมืองเยว่”
“ในเมื่อรู้แล้ว ทำไมยังไม่รีบถอยออกไปอีก เจ้าพวกคนโอหัง รีบไสหัวออกไปซะ”
นอกบ้าน มีคนเฝ้าประตูบ้านสองคน ซึ่งดูเหมือนจะยังไม่ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
พวกเขาตะโกนเสียงดังอย่างต่อเนื่องใส่ กลุ่มคนที่ปิดล้อมอยู่ด้านล่าง
ฟึ่บ
ภายใต้แสงเจิดจ้าตอนเที่ยงวัน ใบดาบที่แวววาว และเย็นเฉียบก็ถูกเหวี่ยงตัดอากาศ
ทันใดนั้น หัวสองหัวก็เกลือกกลิ้งลงสู่พื้นอย่างช้าๆ เลือดสีแดงสดพวยพุ่ง สาดกระเซ็นไปทั่ว
กลิ่นเลือดจางๆ เริ่มลอยฟุ้งในอากาศด้านนอกจวนเจ้าเมือง
“เฮอะ จวนเจ้าเมืองงั้นรึ?”
“ต่อให้ข้าพังที่นี่จนราบ ใครจะทำอะไรข้าได้”
จ้าวหงถือดาบเปื้อนเลือดมองไปที่หน้าประตูที่ถูกเปิดออก และศพสองศพด้วยสายตาเย็นชา
เขาเหวี่ยงดาบในมือของตัวเองเบาๆ เพื่อสลัดคราบเลือดบนนั้นให้กระเด็นออกไปจนหมด
จากนั้น เขากับกลุ่มคนที่รออยู่ข้างหลังก็เดินเข้าไปในจวนอย่างเงียบๆ