สิ่งต่างๆ เริ่มน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ตอนที่ 51 สิ่งต่างๆ เริ่มน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ
“ตอนนี้ บางทีสิ่งเดียวที่เราพอทำได้ก็คือ รอ…”
หลัวซวนพูดพึมพำ
“เจ้าคิดจะให้เรารออะไร” หลัวหย่งขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยความโกรธ
“รอจังหวะเวลาที่เหมาะสม…”
“รอให้ค่ายเฮยเฟิงเคลื่อนไหวอีกครั้ง…”
หลังจากสูดหายใจเข้าลึกๆ หลัวหย่งก็หันไปหาหลานชายที่อยู่ข้างๆ แล้วถามว่า “ตอนนี้ พวกเราทำได้แค่นั้นจริงๆ หรือ”
“เราต้องรอโอกาส เมื่อวันนั้นมาถึงเราจะไม่นิ่งเฉยอย่างแน่นอน”
หลัวซวนตอบว่า “ภายใต้สถานการณ์ที่ศัตรูซ่อนอยู่ในเงา และเราอยู่ในที่แจ้ง นั่นคือสิ่งเดียวที่เราพอจะทำได้…”
ไม่นานการหารือระหว่างคนทั้งสาม หลัวหย่ง หลัวผิง และหลัวชวน ในห้องก็ได้สิ้นสุดเลย
แม้ว่าหลัวหย่งจะค่อนข้างลังเลที่จะพบว่าตัวเองต้องอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรอง และไม่อาจหาทางโต้ตอบได้
แต่หลายชายของเขา หลัวซวนก็พูดถูกจริงๆ
ในสถานการณ์ที่ศัตรูเคลื่อนไหวอยู่ในเงามืด และพวกเขาอยู่ในที่แจ้ง แม้ว่าความแข็งแกร่งโดยรวมของตระกูลหลัวจะมากกว่าค่ายเฮยเฟิงหลายเท่าก็ตาม
แต่ข้อได้เปรียบทางด้านความแข็งแกร่งเช่นนี้ไม่อาจนำมาล้อเล่นได้ หากพลาดพลั้ง ก็มีโอกาสล้มทั้งกระดาน
หลังจากการหารือจบลง หลัวหย่งก็เดินออกจากห้องไป
ไม่นาน ร่างของหลัวหย่งค่อยๆ หายไปจากสายตาของหลัวซวน และหลัวผิง
ภายในห้องที่เงียบสงบ เหลือเพียงแค่หลัวผิง และหลัวซวน บุตรชายของเขาเท่านั้น
“ท่านพ่อ ลูกตั้งใจจะไปหาบรรพบุรุษฉางเฟิงเพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้”
“ท่านจะไปกับข้ามั้ย?”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง หลัวซวนก็ทำลายความเงียบในห้อง และถามหลัวผิงด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หลัวผิงไอเบาๆ สองครั้ง จากนั้นกล่าวว่า “อย่างที่ทราบกันดีว่า เมื่อตระกูลหลังของเราขึ้นมาปกครองเมือง มีหลายเรื่องที่ต้องจัดการ ข้าจึงไม่ค่อยมีเวลาว่าง ดังนั้น…”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลัวซวนก็พยักหน้าอย่างเงียบๆ
เขาเข้าใจว่าพ่อของเขาต้องการบอกอะไร
“ถ้าอย่างนั้น ลูกของตัวก่อน…”
หลังจากพูดจบ หลัวซวนก็หันหลังกลับ และเดินออกจากห้องอย่างเงียบๆ
…
เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัว
ลานบ้านของหลัวฉางเฟิง บรรพบุรุษเฒ่าแห่งตระกูลหลัวอยู่ยังคงมีเสน่ห์ของความเรียบง่าย และเก่าแก่
มันเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความโบราณ แต่กลับดูเรียบง่ายเป็นอย่างมาก
“บรรพบุรุษฉางเฟิง…”
ขณะที่หลัวซวนเดินเข้ามาในลานบ้าน ไม่นานนักเขาก็เห็นร่างๆ หนึ่งยืนนิ่งอยู่
ร่างนั้นแผ่กลิ่นอายแห่งความมีชีวิตชีวา พร้อมกับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวออกมาจากร่างกาย
เขาจึงมองดูอยู่ห่างๆ ขณะร่างนั้นกำลังฝึกฝนอะไรบางอย่าง
“หรือว่านนั่นคือหมัดระเบิด ทักษะบ่มเพาะอันล้ำค่าของตระกูลจ้าว”
เมื่อมองดูลักษณะการยืนของบรรพบุรุษ ดวงตาของหลัวซวนก็หรี่ลงเล็กน้อย
หมัดระเบิดจะเป็นทักษะบ่มเพาะระดับสองขั้นสูงสุดที่ทัดเทียมได้กับทักษะพยัคฆ์คลั่งที่ล้ำค่าที่สุดของตระกูลหลัว
หลัวซวนรู้ว่าแม้แต่ทักษะบ่มเพาะระดับสองที่ธรรมดาที่สุด ก็ยังต้องใช้เวลาประมาณสามถึงห้าเดือนเพื่อให้แตะระดับต้น
และนั่นก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าผู้ฝึกต้องมีพรสวรรค์ที่ดีระดับหนึ่ง
สำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีพรสวรรค์ อาจต้องใช้เวลาฝึกฝนนานถึงหนึ่งหรือสองปีถึงจะแตะเกณฑ์ระดับนั้น
“คิดไม่ถึงเลยว่าบรรพบุรุษฉางเฟิงจะสามารถฝึกฝนหมัดระเบิดถึงระดับต้นหรือสูงกว่านั้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน”
“นี่มันช่างน่าประหลาดใจจริงๆ…”
หลัวซวนมองดู และอดคิดกับตัวเองไม่ได้
หมัดระเบิด ทักษะบ่มเพาะระดับสองขั้นสูงสุด
เน้นการนำพลังปราณส่วนใหญ่ของร่างกายมาไว้ที่แขนข้างเดียว
แล้วใช้ท่วงท่าแปลกๆ นั่น ปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกไปในคราวเดียว
พลังทำลายล้างนั้นก็มีความน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม หมัดระเบิดก็มีผลข้างเคียงที่ค่อนข้างรุนแรง
นั่นคือ หลังจากใช้ปล่อยหมัดระเบิดไปครั้งหนึ่ง ก็จะไม่สามารถใช้ได้อีกครั้งในช่วงเวลาสั้นๆ
เพราะนอกจากพลังปราณที่จะสูญเสียไปเป็นจำนวนมากแล้ว แขนข้างนั้นจะต้องรับภาระหนัก และมีบาดเจ็บแฝง ถ้าอัดพลังเข้าไปซ้ำๆ ก็มีโอกาสที่จะทำให้พิการ
“สิ่งนี้น่าจะใช้เป็นไม้ตายก้นหีบได้ ถือว่าไม่แย่…”
หลังจากปล่อยหมัดออกไป หลัวฉางเฟิงก็ค่อยๆ หดแขนขวาของเขากลับมา
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วจึงหายใจออกช้าๆ
จากนั้นเขาเดินไปใต้ศาลาหิน และนั่งเงียบๆ บนเก้าอี้หิน
ด้วยท่าทีค่อนข้างสงบ เขามองดูหลัวซวนที่อยู่ข้างๆ แล้วถามด้วยความสงสัย “ที่เจ้ามาหาข้าถึงที่นี่ มีเรื่องอะไรอยากจะพูดงั้นรึ”
หลัวซวนพูดเบาๆ “บรรพบุรุษฉางเฟิง มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นกับเหมืองหินชืงสือนอกเมืองศิลาคราม…”
“เหมืองหินชืงสือ เกิดอะไรขึ้น?”
“ค่ายเฮยเฟิงซึ่งครอบงำกลุ่มโจรนอกเมืองได้ลอบโจมตีเหมืองหลายแห่งที่ตระกูลหลัวของเราครอบครองเมื่อคนนี้”
“ทำให้คนงาน และผู้คุ้มกันของเราถูกสังหาร”
“หลังค่ายเฮยเฟิงลอบโจมตีเมื่อคืน เหมืองที่ยังพอขุดแร่ได้อยู่ก็เหลือเพียงหนึ่งในสามของจำนวนเดิม”
ขณะที่หลัวฉางเฟิงฟังอย่างเงียบๆ เขาก็หยิบกาน้ำชาจากโต๊ะหินและรินชาใส่ถ้วยของตัวเอง
เขาเอาถ้วยขึ้นดื่ม และจิบหนึ่งอึก
จากนั้น เขาเงยหน้าขึ้นมองหลัวซวนที่ยังเหมือนชายหนุ่มใบหน้าอ่อนเยาว์ และพูดเบาๆ ว่า
“แล้ว?”
“ดังนั้น ข้าจึงตั้งใจมาขอความเห็นจากท่าน…”
“เจ้าต้องการความเห็นของข้าจริงรึ” หลัวฉางเฟิงดื่มชาจนหมดแล้ววางถ้วยกลับลงบนโต๊ะหินอย่างเบามือ
จากนั้น เขาอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาเล็กน้อย และพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เจ้าไม่ได้มีวิธีแก้ปัญหาอยู่ในใจแล้วหรอกหรือ”
“เมื่อเป็นแบบนั้น จะมาถามความเห็นจากข้าอีกทำไม”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลัวซวนก็เงียบไป
“หรือว่าเจ้าขาดความมั่นใจ” หลัวฉางเฟิงถามต่อ
“ท่านพูดถูก เป็นเช่นนั้นจริงๆ…” หลัวซวนตอบโดยก้มหัวลงเล็กน้อย
“ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าต้องกลัว หากอยากทำก็ทำไป ในเมื่อเป็นศัตรู ไม่ช้าก็เร็ว เราก็ต้องปะทะกันอยู่ดี”
“อีกอย่าง ข้าหลัวฉางเฟิงยังไม่ตาย!”
หลังฉางเฟิง และหลัวซวนไม่ได้พูดคุยกันนานมากนัก
หลังจากนั้นไม่นาน หลัวซวนก็เดินออกไปจากลานบ้านของบรรพบุรุษ ระหว่างเดิน เขาก็ครุ่นคิดไปด้วย
บรรพบุรุษฉางเฟิงพูดถูกจริงๆ
สุดท้ายแล้ว อีกฝ่ายก็เป็นแค่ ‘ค่ายเฮยเฟิง’ เท่านั้น
ต่อให้สถานการณ์เลวร้ายถึงขีดสุด พวกเขาก็ไม่ต้องกลัว
เบื้องหลังเขา ยังได้รับการสนับสนุนจากบรรพบุรุษที่เป็นผู้ฝึกตนระดับกลั่นอวัยวะ
ตระกูลหลัวแห่งเมืองศิลาครามไม่มีทางก้าวไปถึงวิกฤตแห่งการล่มสลาย
นอกจากนี้ เขาไม่มีวิธีการจัดการกับค่ายเฮยเฟิง จริงๆ หรือ?
ไม่ใช่เลย เขามีวิธีอยู่
ก่อนหน้านี้ เขาแค่มีความลังเล และข้อสงสัยอยู่บ้าง จึงไม่กล้าตัดสินใจเรื่องที่เกี่ยวพันกับความอยู่รอดของตระกูล
แต่ตอนนี้ สถานการณ์มันแตกต่างไปจากเมื่อก่อน
“ค่ายเฮยเฟิง พยัคฆ์ดำ ฉงฉี…”
“และกองกำลังลึกลับที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา…”
ขณะที่หลัวซวนพึมพำกับตัวเองเบาๆ รอยยิ้มสดใสก็ปรากฏบนใบหน้าของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ
สถานการณ์ดูเหมือนจะน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ในลานบ้าน หลังจากหลัวซวนกล่าวอำลา และหายไปจากระยะสายตาของหลัวฉางเฟิงอย่างสมบูรณ์
หลัวฉางเฟิงยังคงนั่งเงียบๆ บนเก้าอี้หินใต้ศาลา
ตรงหน้าเขา มีหน้าต่างระบบกึ่งโปร่งใสลอยอยู่กลางอากาศ
ในดวงตาของเขา มีแสงกะพริบออกมาเป็นระยะๆ