ฆ่านกสองตัวด้วยศรดอกเดียว
ตอนที่ 58 ฆ่านกสองตัวด้วยศรดอกเดียว
เวลาผ่านไป และอีกไม่นานก็ผ่านไปอีกสามวัน
ในช่วงเวลาสามวันมานี้
เมืองศิลาคราม รวมถึงตระกูลหลัวยังคงทำงานของตัวเองด้วยความเร็ว และความแม่นยำสูง
แม้ว่าหลัวหย่งจะหยุดขยายขนาดกองทัพของเขาแล้ว โครงการมากมายต่างๆ ก็ยังต้องใช้แรงงานคนเป็นจำนวนมาก
ดังนั้น กลุ่มผู้ลี้ภัยที่หลั่งไหลเข้ามาในเมืองศิลาคราม จึงมีชีวิตที่ดีกว่าผู้ลี้ภัยในเมืองอื่นๆ มาก
แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีบ้านอยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีเสื้อผ้าใหม่ให้ใส่ และไม่มีเงินติดตัวมากนัก
แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ได้กินอิ่ม และยังดื่มซุปเนื้อร้อนๆ สักชามหลังลงมือลงแรงทำงาน
สำหรับผู้ลี้ภัยที่ขาดแคลนเสื้อผ้า และอาหารเพียงพอ นี่ก็ถือเป็นชีวิตที่ดีพอสมควรแล้ว
…
นอกเมืองศิลาคราม จำนวนทหารที่คอยเฝ้าเหมืองหินชิงสือของตระกูลหลัวค่อยๆ เพิ่มขึ้น
ในขณะเดียวกัน บนภูเขาที่ซ่อนเร้น และไม่มีใครรู้จัก ถูกบดบังด้วยร่มไม้ใหญ่ของป่า
ฐานที่มั่นของกลุ่มโจรขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น
ภายในฐานที่มั่น ภายในห้องโถงหลัก
พยัคฆ์ดำ ฉงฉี ผู้นำคนปัจจุบันของค่ายเฮยเฟิงกำลังนั่งอยู่บนที่นั่งหลักด้วยความกังวล และบางครั้งก็มองไปที่ชายชุดขาว ฉวี่เหยียนซึ่งกำลังนั่งอย่างสงบบนเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ๆ
“ใต้เท้า ตั้งแต่ครั้งก่อนที่เราเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านตระกูลหลัว มันก็ผ่านมาสักพักใหญ่แล้ว”
“ยิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่ ความแข็งแกร่งของตระกูลหลัวก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น”
“หากเรายังไม่รีบลงมือ เกรงว่าอีกไม่นานพวกเขาก็คงจะสามารถหาที่ตั้งของเราพบ”
“แล้วเมื่อถึงเวลานั้น ต่อหน้าตระกูลหลัว ค่ายเฮยเฟิงก็จะเป็นเหมือนกับตั๊กแตนที่พยายามขวางรถม้า ความตายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”
หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง ฉงฉีก็อดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป เขาจึงได้แสดงความกังวลออกมา และพูดกับฉวี่เหยียน
“ฉงฉี ตระกูลหลัวต่างหากที่ต้องรีบ ไม่ใช่ค่ายเฮยเฟิงของเรา…”
ฉวี่เหยียนกล่าวด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย ขณะโบกพัดขนห่านสีขาวบริสุทธิ์ของตัวเองอย่างช้าๆ ซึ่งเป็นของขวัญที่ไม่รู้ว่าเขาได้มาจากไหน
ขณะที่เขากำลังพัดตัวเอง เขาก็พูดอย่างใจเย็น
“ตราบใดที่ความวุ่นวายยังคงแผ่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า แคว้นต้าเฟิงก็จะไม่มีวันพบกับความสงบ ผู้ลี้ภัยจำนวนมากก็จะหลั่งไหลเข้าสู่เมืองศิลาครามทุกวันไม่ขาดสาย”
“ขอแค่เราหลบซ่อนอยู่ที่นี่ ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาก็จะต้องถูกทำลายจากภายใน…”
เมื่อได้ยิน ฉงฉีเหมือนจะไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เขาไม่อยากหดหัวเหมือนเต่าในกระดอง
“ใต้เท้า ท่านเคยบอกว่าท่านอ๋องยังกองกำลังอื่นอีกมากมายที่เหมือนกับค่ายเฮยเฟิงของเรา”
“เมื่อเราอยู่ใกล้เมืองศิลาคราม เราก็ต้องทำบางสิ่งที่โดดเด่นสะดุดตา ไม่งั้นจะดึงดูดความสนใจของท่านอ๋องได้ยังไง”
จู่ๆ ฉงฉีก็ยืนขึ้น เขาเดินไปยืนตรงหน้าฉวี่เหยียนด้วยสีหน้ากระตือรือร้น
หลังจากที่ฉงฉีพูดจบ
ฉวี่เหยียนในชุดคลุมขาว และถือพัดขนห่านในที่สุดก็ยืนขึ้นอย่างเงียบๆ
เมื่อมองดูร่างกำยำของฉงฉีที่สูงตระหง่านราวกับหอคอยเหล็ก และแผ่แรงกดดันออกมา
ฉวี่เหยียนก็ยกยิ้ม และกล่าวว่า “ดี เมื่อเป็นอย่างนั้น เราก็จะเปิดฉากโจมตีอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ตระกูลหลัวครอบครองอยู่อีกครั้ง”
“แล้วท่านคิดว่าเราควรจะโจมตีอุตสาหกรรมใดของพวกเขา หรือว่าเราควรเล็งเป้าไปที่เหมืองหินส่วนที่เหลือ?”
“ไม่” ฉวี่เหยียนส่ายหัวเล็กน้อย และพูดอย่างใจเย็น “แม้ว่าเหมืองหินชิงสือจะมีความสำคัญอย่างมากต่อตระกูลหลัว แต่หลังจากผ่านมานานหลายปี ทั้งตระกูลหลัว และตระกูลจ้าวต่างก็สะสมหินชิงสืออยู่ในมือเป็นจำนวนมาก มันเป็นทรัพยากรที่พวกเขามีอยู่ไม่ขาดมือในตอนนี้”
“ต่อให้เราจะกำหนดเป้าหมายไปที่เหมืองเหล่านั้น ก็คงจะไม่ส่งผลอะไรมากนักในเวลาอันสั้น”
ฉงฉีขมวดคิ้ว และถามต่อ "ถ้าอย่างนั้น อุตสาหกรรมใดของตระกูลหลัวที่ค่ายเฮยเฟิง ของเราจะได้รับประโยชน์สูงสุด?"
“พื้นที่เพาะปลูก!”
“พื้นที่เพาะปลูก?”
เมื่อได้รับคำตอบจากฉวี่เหยียน ดวงตาของฉงฉีก็เปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น
“ในช่วงเวลาที่ภัยแล้งถาโถมติดต่อกันนานหลายปีเช่นนี้ เมื่อเทียบกับเงินทองที่ไร้ประโยชน์ เสบียงอาหารถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”
“เมื่อเป็นอย่างนั้น ข้าจะรีบสั่งให้ทุกคนไปเตรียมตัว”
“วันรุ่งพรุ่งนี้ก่อนที่ท้องฟ้าจะสว่างเต็มที่”
“ข้าจะเปิดฉากโจมตีพื้นที่เพาะปลูกของตระกูลหลัว”
“เจ้าอย่าเพิ่งใจร้อน…” ฉวี่เหยียนกล่าว พร้อมกับหยุดฉงฉีที่กำลังจะเดินออกจากห้องโถง
“ยังมีอะไรที่ท่านต้องการบอกข้าอีกเหรอ” ฉงฉีถามขณะมองไปที่ฉวี่เหยียน
“หากเราคิดจะเปิดฉากโจมตีพื้นที่เพาะปลูกของตระกูลหลัว เหมืองหินที่เหลือก็ควรถูกจัดการด้วยเช่นกัน”
“ในเมื่อเราคิดจะลงมือ เหตุใดจึงไม่เก็บกวาดทุกอย่างให้เสร็จสิ้นในคราวเดียว”
“ยิ่งกว่านั้น เจ้าที่เป็นผู้นำควรจะระวังตัวให้มากขึ้น”
“เพราะหากเจ้าตาย ค่ายเฮยเฟิงก็จะพังทลายลงในพริบตา”
คำพูดของฉวี่เหยียนค่อยๆ ดังก้องไปทั่วห้องโถง
ทำให้ฝีเท้าของฉงฉีที่กำลังจะเดินออกไปถูกหยุดเอาไว้
คิ้วของเขาขมวด แล้วหลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาทำได้เพียงพยักหน้าอย่างเงียบๆ
สิ่งที่ฉวี่เหยียนพูดนั้นถูกต้องจริงๆ
ตัวเขาต่างจากโจรตัวเล็กๆ มากมายในค่ายที่ต้องให้ตายไปมากเท่าไหร่ ก็สามารถเติมเต็มด้วยผู้ลี้ภัยจำนวนมากได้
เมื่อมีคนมากมาย ก็มีผู้คนทุกรูปแบบ บางคนย่อมจะไม่กลัวที่จะทำชั่ว และกลายเป็นคนนอกกฎหมาย
แต่ถ้าเขาตกอยู่ในมือของตระกูลหลัว
ค่ายเฮยเฟิงอันกว้างใหญ่แห่งนี้ก็อาจจะหายไปจากโลกนี้จริงๆ
…
หลังจากที่ ฉงฉี และฉวี่เหยียนได้หารือกันอย่างละเอียดเกี่ยวกับแผนการ
ฉงฉีก็พากลุ่มโจรสวมเกราะกว่าสามพันคนมุ่งหน้าไปยังที่ตั้งของเหมืองหินชิงสือของตระกูลหลัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงพื้นที่เพาะปลูกนอกเมืองศิลาครามด้วย
แล้วชุดเกราะเหล่านี้มาจากไหน?
ย่อมได้รับการสนับสนุนมาจากท่อนอ๋องผู้ลึกลับ
ค่ายเฮยเฟิงได้รับชุดเกราะมาทั้งหมดห้าพันชุด
จากจำนวนนี้ เขาได้แบ่งคนในค่ายออกเป็นส่องส่วน สามพันคนออกโจมตี ส่วนที่เหลืออีกสองพันคนทำหน้าที่ป้องกันฐานที่มั่น
เขาไม่ต้องการที่จะสูญเสียฐานที่มั่นที่สำคัญมากไปเพราะความประมาทเลินเล่อของตัวเอง
…
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นก็เป็นไปอย่างที่ฉวี่เหยียนคาดการณ์เอาไว้
ไม่ว่าจะเป็นเหมืองหินชิงสือ
หรือพื้นที่เพาะปลูกรอบๆ เมืองศิลาคราม
พวกเขาได้พบกับการต่อต้านอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม การต่อต้านจากตระกูลหลัวไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก
เพียงแค่ปะทะกันเล็กน้อย แนวป้องกันก็ล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว
สาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้คือ…
นอกจากตระกูลหลัวจะให้ความร่วมมือ และร่วมแสดงละครฉากนี้กับค่ายเฮยเฟิงอย่างแข็งขันแล้ว
ยังเกิดมาจากความไม่เท่าเทียมกันในด้านจำนวน และอุปกรณ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายอีกด้วย
คนจากค่ายเฮยเฟิงล้วนใส่ชุดเกราะครบทุกคน ในขณะที่ทหารของตระกูลหลัวมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่มีชุดเกราะ และยังเสียเปรียบด้านจำนวน เมื่อเกิดการต่อสู้ ตระกูลหลัวจึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย