สำนักพุทธ
ตอนที่ 86 สำนักพุทธ
หลังจากก้าวออกจากเขตเมืองชั้นใน และเข้าสู่เขตเมืองชั้นนอกที่เกิดจากการขยับขยายตัวของเมืองศิลาคราม
สถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว
บรรยากาศที่เปลี่ยนไปนั้นชัดเจนเป็นที่สุด
นั่นทำให้เขตเมืองชั้นในของเมืองศิลาคราม และเขตเมืองชั้นนอกดูเหมือนเป็นสองโลกที่แตกต่างสุดขั้ว
โลกหนึ่ง เหมือนภาพมายาที่เต็มไปด้วยความสุข
แต่อีกโลก เป็นตัวแทนของความเป็นจริง เผยให้ถึงความโหดร้ายของความอดยาก และภัยสงคราม
เขตเมืองชั้นนอก มีบ้านเรือนมากมาย แต่ชาวเมืองส่วนใหญ่ ไม่สิ พวกเขาควรถูกเรียกว่าผู้ลี้ภัย
ผู้ลี้ภัยจำนวนมากแออัดกันอยู่ในเต็นท์หลังเล็กๆ
เต็นท์เหล่านี้ตระกูลหลัวเป็นคนแจกจ่าย
ผู้ลี้ภัยทุกคนที่เข้ามาในเมืองศิลาครามสามารถรับเต็นท์ได้โดยการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นอาชีพใดๆ ก็ไม่เกี่ยง
อาหารก็ไม่ถือว่าขาดแคลน แต่ก็ไม่ถึงกับอิ่มท้อง พอแค่ประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้น
แต่ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายแบบนี้ การมีชีวิตอยู่ มีที่อยู่ มีอาหารกิน สำหรับผู้ลี้ภัยอย่างพวกเขานั้นถือเป็นความฟุ่มเฟือยแล้ว
พวกเขาไม่สามารถ และไม่กล้าจะขออะไรไปมากกว่านี้
แน่นอนว่าถ้าเป็นอย่างนั้นทั้งหมด หลัวฉางเฟิงคงไม่แปลกใจมากนัก
แต่สิ่งที่เขาพบแปลก และยากจะเชื่อนั่นคือ…
เขตเมืองชั้นนอก มีพระภิกษุที่หัวโล้นเป็นมันเงาสวมจีวรสีเหลือทองอยู่ไม่น้อย
พระภิกษุเหล่านั้นกำลังสวดมนต์ ถือสายประคำพุทธะ ท่าทางมีเมตตากรุณา แผ่กลิ่นอายแห่งความสงบสุข ละแล้วซึ่งทางโลกออกมา
พวกเขาเดินไปมาท่ามกลางกลุ่มผู้ลี้ภัยจำนวนมาก
และบางครั้งพวกเขาก็จะหยุดอยู่หน้าเต็นท์ และพูดจาด้วยเสียงที่เบากับผู้ลี้ภัยที่อยู่ข้างใน
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลัวฉางเฟิงจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ และเขาก็ได้ยินเสียงพูดคุย
"พระพุทธองค์ทรงเปี่ยมด้วยเมตตา!"
"อมิตาภะ! ประเสริฐ ประเสริฐยิ่งนัก!"
"พระพุทธองค์ทรงโอบอุ้มเหล่าสรรพสัตว์ เพราะทุกชีวิตล้วนต้องเผชิญความทุกข์ยาก..."
"แต่ด้วยแสงธรรมของพระองค์ โลกก็จะพบพานแต่ความสงบสุข..."
“พวกโยมสนใจที่จะเข้าร่วมเป็นพุทธศาสนิกชนหรือไม่?”
แน่นอนว่ามีทั้งคนที่ถูกโน้มน้าว และคนที่แสดงสีหน้าระมัดระวัง และคัดค้านอย่างรุนแรง
“พวกเราล้วนขอบคุณตระกูลหลัวแห่งเมืองศิลาครามที่ทำให้เรารอดชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้ได้”
“แต่นั่นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพระพุทธองค์ที่ท่านพูดถึงเลย?”
แม้จะถูกถามด้วยความเคลือบแคลง พระภิกษุที่ถือสายประคำในมือก็ยิ้มอย่างเป็นมิตร แล้วพูดว่า “เหตุใดท่ามกลางผู้ลี้ภัยจำนวนนับไม่ถ้วน จึงมีเพียงพวกโยมเท่านั้นเดินทางมาถึงเมืองศิลาครามได้”
“เหตุใดท่ามกลางตระกูลใหญ่ และกองกำลังมากมาย ทำไมจึงมีเพียงตระกูลหลัวเท่านั้นที่ยินดีรับคนนอกอย่างพวกโยมเข้ามาพึ่งพิงอาศัย”
“เพราะเหตุใด” ผู้ลี้ภัยถามต่อ
เมื่อได้ยิน พระรูปเดิมก็เผยรอยยิ้มลึกลับ และกล่าวเบาๆ ว่า “นี่คือคำแนะนำของพระพุทธองค์ และเป็นความเมตตาของพระพุทธองค์…”
“การที่พวกโยมมาถึงเมืองศิลาครามได้นั้นก็เพราะการชี้นำของพระพุทธองค์”
“แล้วที่ตระกูลหลัวยินดีต้อนรับพวกโยมก็เนื่องมาจากความเมตตาของพระพุทธองค์เช่นเดียวกัน”
"พระพุทธองค์ทรงโอบอุ้มเหล่าสรรพสัตว์ เพราะทุกชีวิตล้วนต้องเผชิญความทุกข์ยาก..."
“ตอนนี้พวกโยมเข้าใจแล้วหรือยัง?”
หลังจากได้ยินคำกล่าวของพระตรงหน้า บางคนก็พยักหน้าเงียบๆ
แต่ก็ยังมีบางคนที่ยังคงระแวงระวัง
ผู้ที่ศรัทธาในความเมตตาของพระพุทธเจ้าต่างกันเดิมตามกลุ่มพระภิกษุเหล่านั้นเป็นจำนวนมาก
ส่วนผู้ที่ยังระมัดระวังตัว และไม่เต็มใจที่จะเชื่อ ก็จะถูกผู้ที่อยู่เบื้องหลังพระเหล่านั้นดูถูกเหยียดหยาม
พระพุทธเจ้าทรงโอบอุ้ม และห่วงใยเหล่าสรรพสัตว์ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้การชี้นำของท่าน
ที่เราทุกคนมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะความเมตตาของท่าน
แต่กลับมีบางคนที่ไม่เชื่อ สำหรับพวกเขาที่เป็นเหล่าผู้ศรัทธา คนเหล่านั้นคือ คนบาป
ถึงแม้ว่าจะถูกตีจนตายก็คงไม่มากเกินไป
แต่ความเมตตาของพระพุทธเจ้านั้นไม่มีการแบ่งแยก ต่อให้คนเหล่านั้นจะไม่ศรัทธาในตัวท่านก็ตาม
ดังนั้น เหล่าผู้ศรัทธาจึงไม่กล้าทำอะไรเพราะกลัวผิดบาป
เรื่องราวของทั้งสองฝ่าย จึงยากจะหาข้อยุติในเวลาอันสั้น
…
เมื่อมองเห็นด้วยตาเปล่า ผู้ลี้ภัยจำนวนมากถูกพระภิกษุเหล่านั้นพาตัวออกไป
หลัวฉางเฟิงไม่เข้าไปห้าม แต่เขาก็เดินตามออกไปดู
เขาต้องการที่จะเห็นว่าพระพวกนั้นคิดจะทำอะไรกันแน่
“พวกเขาไม่ได้จะออกไปนอกเมืองงั้นเหรอ?”
หลัวฉางเฟิงเฝ้าดู ขณะที่กลุ่มคนตรงหน้าเลี้ยวไปมาหลายครั้ง จนมาถึงตรอกอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง
บริเวณแถวๆ นั้น มีวัดที่ประดับด้วยพระพุทธรูปหินมากมายปรากฏอยู่ต่อหน้าเขา
วัดแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่ ภายในวัดมีกลุ่มผู้ลี้ภัยอยู่เป็นจำนวนมาก
ขณะนี้ หลัวฉางเฟิงสามารถมองเห็นได้ว่า
ผู้ลี้ภัยเหล่านั้นได้บูชารูปปั้นหินด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
ปากของพวกเขาเหมือนจะท่องบทสวดอะไรบางอย่าง
“โยมต้องการเข้าร่วมสำนักพุทธของอาตมาหรือไม่?”
เสียงอ่อนโยนดังขึ้นในหูของหลัวฉางเฟิง
จากนั้น พระภิกษุรูปหนึ่งที่สวมหมวก และจีวรขาว พร้อมกับถือสร้อยลูกประคำสีขาวแปลกตา ก็เผยยิ้มอยู่ตรงหน้าหลัวฉางเฟิง
ถึงแม้ว่าพระภิกษุรูปนั้นจะเข้ามาใกล้ถึงขนาดนี้ แต่หลัวฉางเฟิงก็ไม่ทันสังเกตเห็นเลย
“ระดับกลั่นกระดูกขั้นสูงสุด?”
เมื่อมองดูพระหนุ่มที่สวมชุดขาวไปทั้งตัว เขาอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลงเล็กน้อย
จีวร และหมวกขาว แล้วสร้อยลูกประคำนั้นก็ยังเป็นสีขาวอีกด้วย
ดูเหมือนว่าน่าจะเป็นของเหล่านี้ที่ช่วยปกปิดร่องรอยของพระรูปนี้ จนเข้ามาใกล้ตัวเขาได้ในระดับหนึ่ง
"พระพุทธองค์ทรงโอบอุ้มเหล่าสรรพสัตว์ เพราะทุกชีวิตล้วนต้องเผชิญความทุกข์ยาก..."
“โยมปรารถนาจะร่วมสำนักพุทธ เพื่อนำพาผู้คนไปสู่แดนสุขาวดีหรือไม่?”
ก่อนที่หลัวฉางเฟิงจะทันได้ตอบอะไร พระภิกษุในชุดขาวยังคงยิ้ม และพูดจาเบาๆ
อย่างไรก็ตาม สำหรับพระภิกษุแปลกๆ ที่อยู่ตรงหน้าเขา
เขาไม่คิดจะสนใจอะไรมากนัก
เขากระตุ้นพลังปราณในร่าง และร่างของเขาก็หายวับไปจากสายตาของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
…
ไม่นาน หลัวฉางเฟิงก็กลับมายังดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
กลับมายังลานบ้านที่เขาอาศัยอยู่
ทุกสิ่งที่เขาเห็น ล้วนมีบรรยากาศแปลกประหลาดจนน่าขนลุก
ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุชุดเทาที่อยู่ในระดับกลั่นผิวหนัง หรือพระภิกษุชุดขาวที่อยู่ในระดับกลั่นกระดูกขั้นสูงสุด
ทั้งหมดนี้ ทุกๆ รายละเอียด ล้วนมีกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายแฝงอยู่
ใช่แล้ว หลัวฉางเฟิงมีพลังพอที่สามารถทำลายพระภิกษุเหล่านั้น และวัดแห่งนั้นได้อย่างง่ายดาย
แต่นั่นเป็นสิ่งที่ประมาทเกินไป
เพราะยังไม่รู้ว่าเบื้องหลังอีกฝ่ายมีตัวตนที่ทรงพลังกว่านี้อยู่อีกหรือเปล่า
ดังนั้น หลังจากชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียแล้ว
หลัวฉางเฟิงจึงคิดจะปล่อยพระภิกษุเหล่านั้นไปก่อน รอจนกว่าเขาจะมีข้อมูลของอีกฝ่ายอยู่ในมือมากพอ
เมื่อถึงตอนนั้น ค่อยตัดสินใจต่อว่าจะจัดการยังไงก็ยังไม่สาย…
…
จากนั้น หลัวฉางเฟิงก็สั่งให้คนไปเรียกหลัวผิงให้มาหา และเมื่ออีกฝ่ายมาถึง เธอก็เปิดปากถามเพื่อเข้าประเด็นในทันที
“เจ้ารู้เรื่องพระภิกษุพวกนั้นบ้างมั้ย?”
ใต้ศาลาหิน หลัวฉางเฟิงหยิบถ้วยชาร้อนขึ้นมา
ในขณะที่จิบชา เขาก็ถามหลัวผิงที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ
“พระภิกษุ?”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลัวผิงดูเหมือนจะจดจำอะไรบางอย่างได้ แล้วเขาก็พูดว่า “สำหรับพระภิกษุเหล่านั้น ตัวข้าเองก็ไม่ทราบถึงที่มาของพวกเขา”
“จู่ๆ พวกเขาก็ปรากฏตัวขึ้นมาจากที่ไหนก็ไม่รู้”
“ไม่เพียงแต่ในเมืองศิลาครามของเราเท่านั้น แต่ในเมืองหวงฉวี่ รวมถึงเมืองอื่นๆ ก็มีร่องรอยของพวกเขา”
หลังจากดื่มชาจนหมด หลัวฉางเฟิงก็คิดสักครู่ก่อนจะถามต่อว่า “กองกำลังอื่นๆ จัดการกับพระพวกนั้นยังไง”
“ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้ให้ความสนใจกับพระพวกนั้นมากนัก…”
หลัวฉางเฟิงพยักหน้าเงียบๆ จากนั้นโบกมือ และไม่พูดอะไรอีก
เมื่อร่างของหลัวผิงค่อยๆ หายลับไปจากระยะสายตาของเขา
สายตาของหลัวฉางเฟิงหันไปยังทิศทางที่วัดแห่งนั้นตั้งอยู่
ในสายตาของเขา ความจริงจังแวบหนึ่งโผล่ขึ้นมา
ดูเหมือนว่านับตั้งแต่อดีตจักรพรรดิสิ้นพระชนม์ และจักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์
เหตุการณ์ที่น่ากังวลใจครั้งแล้วครั้งเล่าก็ประดังเข้ามาไม่หยุดหย่อน
ไม่เว้นช่วงให้เขาพักหายใจเลยแม้แต่น้อย
“ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพระภิกษุเหล่านั้น”
“พวกเขาไม่น่าจะก่อปัญหาใดๆ ได้ในช่วงเวลาสั้นๆ”
“อย่างไรก็ตาม ข้าจะทำตัวเอื่อยเฉื่อยแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”
“เดิมที ข้าคิดว่าระดับกลั่นอวัยวะขั้นสูงสุดน่าจะเพียงพอแล้ว”
“แต่เห็นได้ชัดว่ามันยังขาดอยู่”
“เหนือระดับกลั่นอวัยวะคือ ระดับกลั่นโลหิต และเหนือระดับกลั่นโลหิตคือ ระดับหลุดพ้น”
“ไม่ต้องพูดถึงระดับหลุดพ้นที่ยังไกลเกินไป ขอแค่ข้าก้าวเข้าสู่ระดับกลั่นโลหิตได้ เมื่อถึงเวลานั้น ข้าก็ควรจะมีความสามารถมากพอในการปกป้องตัวเอง”
เมื่อเห็นถึงความเร่งด่วน จากความแข็งแกร่งที่ยังไม่เพียงพอ
หลัวฉางเฟิงก็ปิดด่านเพื่อฝึกฝนอีกครั้ง
ในช่วงเวลานั้น เขายังได้ศึกษาเรื่องการกลั่นโอสถ และเขียนยันต์ด้วย
อะไรก็ตามที่สามารถเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของเขาได้ ล้วนคุ้มค่าต่อศึกษา
ความคืบหน้าในการวิจัยโอสถเพื่อเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนจำเป็นต้องเร่งให้เร็วขึ้น
ส่วนยันต์สายโจมตี และสายป้องกัน จะต้องสร้างเพิ่ม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องไม่คาดฝันในอนาคต
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเป็นเรื่องของยันต์ มันจะเป็นการดีกว่าที่จะปลอดภัยไว้ก่อน
ยิ่งมีติดตัวไว้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้น
หากเขามียันต์นับพันหรือนับหมื่น ด้วยพลังของพวกมัน การเอาชนะผู้ฝึกตนระดับกลั่นโลหิตก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้