โอสถชำระกาย สวรรค์ตีตราห้าม
ตอนที่ 93 โอสถชำระกาย สวรรค์ตีตราห้าม
หลังจากเรื่องกับหลัวเหยาจบลง
ความสงบสุขก็หวนกลับคืนมาสู่ตระกูลหลัวอีกครั้ง
นอกจากลานบ้านของหลัวเหยาซึ่งมีภรรยา และอนุเพิ่มขึ้นอีกนับสิบคน
ตระกูลหลัวอันกว้างใหญ่ก็ยังคงสงบสุขเหมือนอย่างเคย
…
เพียงพริบตาเดียว อีกหลายวันก็ผ่านพ้นไป
ช่วงเวลาที่ผ่านมา หลัวฉางเฟิง บรรพบุรุษเฒ่าแห่งตระกูลหลัว
ได้อุทิศเวลาทั้งหมดของเขาให้กับการวิจัย และฝึกฝนเพื่อเพิ่มอัตราสำเร็จในการกลั่นโอสถทลายฟ้า
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเขาจะพยายามมากเพียงใดก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่เป็นอย่างใจหวัง
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น หลัวฉางเฟิงจึงทำได้เพียงใช้ค่าปราณโลหิต 200 แต้มเพื่อเพิ่มความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับการปรุงยา เพิ่มจาก 2% เป็น 3%
หลังจากใช้ทางลัดเป็นตัวช่วยอย่างไร้ยางอาย
อัตราความสำเร็จในการกลั่นโอสถทลายฟ้าก็เพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก
จากเดิมที่ความพยายามร้อยครั้ง สำเร็จหนึ่งครั้งก็กลายเป็นความพยายามแปดสิบครั้ง สำเร็จหนึ่งครั้ง
แม้ว่าอัตราความสำเร็จข้างต้นจะยังคงต่ำอย่างน่าใจหาย
แต่อย่างน้อยก็อยู่ในระดับที่พอจะรับได้
โอสถทลายฟ้าเป็นโอสถที่ขัดสามัญสำนึก มันสามารถทำให้ผู้ฝึกตนระดับกลั่นกระดูกทลายคอขวด และเข้าสู่ระดับกลั่นอวัยวะได้
ด้วยผลอันน่าอัศจรรย์เช่นนี้ แม้ว่าอัตราความสำเร็จจะต่ำ มันก็ยังถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
…
เมื่อปริมาณโอสถทลายฟ้าที่เก็บสำรองไว้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
หลัวฉางเฟิงก็เลือกที่จะมอบบางเม็ดให้กับคนรับใช้ที่ภักดีกับตระกูลกลัวบางคน
เขาต้องการสร้างผู้ฝึกตนระดับกลั่นอวัยวะคนที่สามให้กับตระกูลหลัว
หากประสบความสำเร็จ ด้วยผู้ฝึกตนระดับกลั่นอวัยวะถึงสามคนภายในดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
ความแข็งแกร่งโดยรวมของพวกเขาก็จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
น่าเสียดายที่แผนการของเขาในการสร้างผู้ฝึกตนระดับกลั่นอวัยวะคนที่สามประสบกับความล้มเหลว
ไม่ชัดเจนว่าเป็นเพราะศักยภาพของคนรับใช้คนนั้นถูกโอสถทลายฟ้าดูดกลืนไปจนหมดหรือเพราะเหตุผลอื่น
แต่สุดท้ายก็ยังล้มเหลวอยู่ดี
ราคาของความล้มเหลวก็คือ คนรับใช้คนนั้นที่อยู่ในระดับกลั่นกระดูกขั้นสูงสุดจะติดอยู่ที่นั่นไปตลอดชีวิต
จะไม่มีโอกาสทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับกลั่นอวัยวะอีกต่อไป
นี่ก็ถือเป็นผลข้างเคียง อีกความเสี่ยงหนึ่งที่ต้องจ่าย
…
เพียงพริบตา ก็ผ่านไปอีกหนึ่งวัน
ตอนรุ่งสาง เมื่อท้องฟ้ายังคงมืดสลัว
หลัวฉางเฟิงได้เดินออกจากลานบ้านของเขาอย่างเงียบๆ เดินผ่านทางเดินหิน มุ่งหน้าไปยังหอคัมภีร์คนเดียว
ด้วยการพัฒนาเมื่อเร็วๆ นี้ จำนวน และความหลากหลายของตำราในหอคัมภีร์ของตระกูลหลัวจึงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
เพราะยังเป็นช่วงเช้าตรู่ หอคัมภีร์จึงแทบไม่มีคนอยู่เลย
ยกเว้นหลัวหยางที่ใช้เวลาอยู่ที่นั่นทั้งวันอ่านตำราเกี่ยวกับการปรุงยาเพื่อศึกษาการกลั่นโอสถเสริมพลังหยาง
นอกจากหลัวหยาง หลัวฉางเฟิงก็ไม่ค่อยจะเห็นว่าใครจะเยี่ยมเยือนที่นี่มากนัก
หืม เดี๋ยวก่อน...
ขณะที่หลัวฉางเฟิงเดินขึ้นไปบนชั้นสามของหอคัมภีร์ เขาก็ได้ร่างๆ หนึ่งยืนอยู่ที่นั่น ร่างนั้นดูคุ้นเคยไม่น้อย
“บรรพบุรุษฉางเฟิง…”
หลัวซวนยืนอยู่บนชั้นสามของหอคัมภีร์ และถือตำรา ‘บทนำสู่ศาสตร์แห่งค่ายกล’
เมื่อเห็นว่าหลัวฉางเฟิงเดินขึ้นบนบันไดมา เขาก็วางตำราลงบนชั้นวางอย่างเบามือ
จากนั้นก็โค้งคำนับ เพื่อทำความเคารพ
“โอ้ ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”
เมื่อมองดูชายหนุ่มตรงหน้า หลัวฉางเฟิงก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อยเลยทีเดียว
ในความทรงจำของเขา อีกฝ่ายไม่ใช่คนที่ควรจะมาอยู่ในหอคัมภีร์
“เจ้ากำลังศึกษาเรื่องค่ายกลอยู่งั้นรึ?”
หลังจากเหลือบดูตำราเล่มนั้นที่เพิ่งถูกวางลงบนชั้น หลัวฉางเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไปด้วยความสงสัย
“ขอรับ!” หลัวซวนพยักหน้าเงียบๆ และพูดด้วยเสียงต่ำ “จู่ๆ ข้าก็พบว่าค่ายกลต่างๆ น่าสนใจมาก ข้าจึงได้ลองศึกษาค้นคว้าดู”
“แต่ดูเหมือนว่าความรู้เชิงลึกของการสร้างค่ายกลจะเกินความคาดหวังของข้าไปหน่อย…”
“แม้จะเสียเวลาไปกับมันนานถึงครึ่งเดือนแล้ว ข้าก็ยังคงสับสนอยู่เลย…”
“งั้นเหรอ” หลัวฉางเฟิงมองหลัวซวนอีกครั้ง
หลังจากพยักหน้าแล้ว เขาก็ออกห่างจากที่แห่งนั้นไป
…
หลังจากอยู่ในหอคัมภีร์ได้ประมาณสองสามชั่วโมง
หลัวฉางเฟิงก็เดินออกมาพร้อมกับตำรา ‘บทนำสู่ศาสตร์แห่งการหลอมอาวุธ’
ไม่ว่าจะเป็นการปรุงยา การเขียนยันต์ การหลอมอาวุธ หรือสร้างค่ายกล
แต่ละศาสตร์มีความสำคัญ และจุดแข็งเป็นของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม หากให้เขาจัดอันดับ หลัวฉางเฟิงคิดว่าการปรุงยาถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุด
ส่วนการเขียนยันต์ การหลอมอาวุธ และสร้างค่ายกล
ทั้งสามศาสตร์นี้มีความสำคัญน้อยกว่าการปรุงยาเล็กน้อย
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัว และความเห็นของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น
ไม่ได้หมายความว่าอีกสามศาสตร์ที่เหลือจะด้อยกว่า หรือมีความสำคัญน้อยกว่าจริงๆ
…
ตำรา ‘บทนำสู่ศาสตร์แห่งการหลอมอาวุธ’ กลับมายังลานบ้าน
หลัวฉางเฟิงก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะจ่ายค่าปราณโลหิตกับศาสตร์แขนงนี้โดยตรง
เขาอยากจะลองดูก่อนว่าพรสวรรค์ของตนในการหลอมอาวุธนั้นดีหรือไม่
ใครจะรู้ บางทีพรสวรรค์ของเขาในการหลอมอาวุธ อาจเทียบได้กับพรสวรรค์ในการเขียนยันต์ก็เป็นได้
บางทีเขาอาจจะประหยัดค่าปราณโลหิตได้อีกนิดหน่อย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความคิดจะดี แต่ความเป็นจริงมักจะโหดร้ายกว่าที่คิดอยู่เสมอ
หลังจากศึกษาเป็นเวลาสามวันสามคืนเต็ม ไม่ต้องพูดถึงพรสวรรค์ในการหลอมอาวุธ เขาก็ไม่สามารถเข้าใจแม้แต่เรื่องพื้นฐานที่เขียนอยู่ในตำราด้วยซ้ำ
หากยังไม่อาจเริ่มเดินก้าวเดียว ก็ไม่สามารถเอาค่าปราณโลหิตเป็นตัวช่วยได้
เนื่องจากไม่มีทางเลือกอื่น หลัวฉางเฟิงจึงตัดสินใจละทิ้งความตั้งใจที่จะศึกษาการหลอมอาวุธไปก่อนอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
แม้ว่าเขาจะต้องการอุปกรณ์มิติ อย่างถุงมิติ และแหวนมิติ แต่เขาก็ไม่คิดจะดื้อรั้น และเสียเวลาอันมีค่าไปเปล่าๆ
จากนั้น หลัวฉางเฟิงเริ่มลงทุนเวลาส่วนใหญ่ของเขาไปกับการปรุงยา
โอสถทลายฟ้าเป็นเพียงหนึ่งในโอสถมากมายที่สามารถเพิ่มพูนการบ่มเพาะได้
นอกจากโอสถทลายฟ้าแล้ว ยังมีน้ำโอสถอีกชนิดที่เรียกว่า โอสถชำระกาย
แค่ชื่อก็บอกอย่างชัดเจนแล้วว่า ใช้เพื่อขัดเกลาร่างกายโดยเฉพาะ
เมื่อร่างกายแข็งแกร่งขึ้น การบ่มเพาะก็จะดีขึ้นตามไปด้วย
กล่าวกันว่า โอสถชำระกายเป็นเหมือนสิ่งต้องห้าม ที่ถูกตีตราจากสวรรค์ ทำให้มีความยากในการกลั่นสูงมาก
ยากยิ่งกว่าโอสถทลายฟ้าเสียอีก
นอกจากนี้ หลังจากกินโอสถชำระกายแล้ว จะต้องอดทนต่อความเจ็บปวดรุนแรงเพื่อขัดเกลาร่างกาย
ดังนั้น หลัวฉางเฟิงจึงไม่เคยเริ่มค้นคว้าวิธีการกลั่นโอสถชนิดนี้เลย
แต่ตอนนี้เขาไม่มีอะไรทำ ดังนั้น การเจียดเวลาออกมาศึกษาสักหน่อยก็ไม่ได้เสียหายอะไร
…
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนม้าศึกทะยานผ่านสนามรบ
เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกหลายวัน
ในช่วงเวลานี้ เขตหวายสุ่ยยังคงสงบสุข และเงียบสงบ
ไม่ว่าจะเป็นจวนอ๋องหวายสุ่ย ตระกูลถัง ตระกูลเฉิน หรือตระกูลหลัว
ทุกกองกำลังต่างมุ่งมั่นไปกับการพัฒนาตัวเอง
นอกจากนี้ เมื่อฤดูหนาวค่อยๆ สิ้นสุดลง และฤดูใบไม้ผลิค่อยๆ ย่างกรายเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
อุณหภูมิก็เริ่มดีดตัวสูงขึ้น
อีกเพียงไม่กี่วัน ก็น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการหว่านเมล็ดเพื่อเพาะปลูกพืช
ดังนั้น แม้ว่ากองกำลังต่างของดินแดนแห่งนี้จะต้องการต่อสู้แย่งชิง พวกเขาก็จะรอจนกว่าการเพาะปลูกจะเสร็จสิ้นเสีย จึงค่อยเริ่มสงคราม
…
เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
ภายในห้องหนังสือ
ในขณะนี้ หลัวผิงนั่งอยู่บนที่นั่งหลัก โดยก้มหัวลงขณะจัดการกับกองเอกสารต่างๆ ที่มากจนแทบจะล้นมือ
“เป็นยังไงบ้าง?”
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังจากมานอกประตู หลัวผิงที่ยังคงก้มหัวทำงานก็เอ่ยปากถามบุตรชายที่เดินเข้ามา และยืนรออยู่ตรงหน้า
“ท่านพ่อ การหว่านเมล็ดพันธุ์กำลังดำเนินการอยู่”
“ภายในเวลาห้าถึงเจ็ดวัน พื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่งถางใหม่ทั้งหมดจะถูกหว่านเมล็ดพันธุ์จนครบ”
หลัวซวนที่สวมชุดทางการพูดเบาๆ
จริงๆ ถ้าเป็นไปได้ เขาก็อยากจะใช้เวลาไปกับการศึกษาเรื่องค่ายกลมากกว่า
แต่ก็ทำแบบนั้นไม่ได้
ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็คือ นายน้อยแห่งตระกูลหลัว
ท้ายที่สุดแล้ว เขาคือ คนที่จะต้องรับตำแหน่งผู้นำตระกูลรุ่นถัดไป
เมื่อเป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะตอนไหนก็มีเรื่องที่เขาต้องเรียน และดูแลจัดการ
“ดี ถ้าไม่มีเรื่องอะไรจะรายงานแล้ว เจ้าก็ออกไปก่อน…”
เมื่อได้ยิน หลัวซวนก็พยักหน้าเงียบๆ และกล่าวว่า “งั้นลูกก็ขอตัวก่อน”
…
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง หลัวซวนก็เดินออกจากห้องไป
ขณะที่เขาเดินออกไปนอกดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว เขาก็ครุ่นคิดคนเดียวอย่างเงียบๆ
จริงๆ แล้วตั้งแต่การยึดเมืองหวงฉวี่ เขารู้สึกว่าระบบการจัดการภายในตระกูลมีปัญหาซ่อนเร้นบางอย่าง
สิ่งที่ผู้นำตระกูลควรทำคือ การจัดการกับเรื่องที่สำคัญที่สุด เพื่อยึดกุมบังเหียน กำหนดทิศทางสำคัญของตระกูล
ไม่ใช่การติดอยู่ในห้องหนังสือทั้งวันทั้งคืน และต้องจัดการกับงานเอกสารทุกอย่างไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่
แม้ว่า ตอนนี้จะมีเวลาเพียงพอที่จะจัดการเรื่องเหล่านั้นทั้งหมดก็ตาม
แต่พลังของคนๆ หนึ่งก็มีจำกัด สักวันก็ต้องเกินขอบเขตที่รับไหว และจะเป็นปัญหาใหญ่เอาได้
“ข้าควรจะมองหาผู้ช่วยมาสักคนดีหรือไม่ จะเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับพ่อได้บ้าง?”
นอกดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว บนท้องถนนที่พลุกพล่าน
ยิ่งหลัวซวนคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ควรจะต้องทำมากเท่านั้น
แต่จะหาคนที่มีความสามารถพอจะช่วยงานได้มาจากไหนล่ะ
ในชั่วขณะหนึ่ง หลัวซวนรู้สึกว่างเปล่า และคิดอะไรไม่ออก
ระหว่างที่หลัวซวนเดินเล่นอยู่บนถนนสักพักหนึ่ง จู่ๆ เขาก็ถูกชายสามคนขวางทางเอาไว้