โอกาสมาถึงแล้ว

ตอนที่ 107 โอกาสมาถึงแล้ว



เมื่อทุ่มเทความพยายามลงไป และไม่มีเรื่องสำคัญอื่นๆ ให้ทำอย่างเร่งด่วน



หลัวฉางเฟิงก็ได้สร้างยันต์เหมันต์อีกสิบสองแผ่นซึ่งมีตั้งแต่ระดับสองขั้นต่ำไปจนถึงระดับสองขั้นสูง



ยิ่งระดับสูงมากเท่าไหร่ ระยะครอบคลุม ความเร็วในการดูดซับ และอุณหภูมิที่กักเก็บได้ก็จะเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น รวมถึงระยะเวลาส่งผลที่จะอยู่นานขึ้นด้วย



ส่วนยันต์คิมหันต์ที่เขาเคยพูดถึงก่อนหน้านี้นั้น



หลัวฉางเฟิงใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในการศึกษาค้นคว้า และสร้างออกมาได้ประมาณสามแผ่น



อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอากาศที่ร้อนอบอ้าวอยู่แล้ว



หลัวฉางเฟิงจึงไม่คิดจะลองใช้ยันต์คิมหันต์จริงๆ เขาแค่เก็บพวกมันไว้ในถุงมิติ รอโอกาสที่เหมาะสม





เพียงพริบตา อีกหลายวันก็ผ่านไป



ในช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สำคัญและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเขตหวายสุ่ย



กองทัพของอ๋องหวายสุ่ยที่เคยยึดเมืองของตระกูลถังได้ถึงสองเมือง ได้เริ่มเคลื่อนพลอีกครั้ง



พวกเขารวบรวมกองทัพขนาดใหญ่ถึงสามแสนคน และเปิดฉากโจมตี รุกคืบเข้าไปในดินแดนของตระกูลถังด้วยความบ้าคลั่ง



ส่วนตระกูลถังก็พยายามปกป้องตัวเองอย่างเต็มที่ เนื่องจากพวกเขาเคยประสบกับความสูญเสียมาแล้วครั้งหนึ่ง พวกเขาจึงไม่ยอมให้เกิดความสูญเสียอีก



แต่พวกเขาจะสามารถต้านทานกองทัพชั้นยอดที่มีมากถึงสามแสนคนได้หรือ?



นั่นเป็นแค่การขู่เพื่อให้กลัวเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว จำนวนทหารชั้นยอดที่ผ่านการฝึกฝนภายใต้ธงของอ๋องหวายสุ่ยนั้น จริงๆ แล้วมีแค่ประมาณหนึ่งแสนคนเท่านั้น




ส่วนที่เหลืออีกสองแสนคนเป็นชาวบ้านที่ไม่เคยผ่านการฝึก และถูกเกณฑ์เข้ามาเติมเต็มกำลังพลที่ขาดไป





เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว



ภายในห้องโถงใหญ่



หลัวผิง ผู้นำตระกูลหลัวคนปัจจุบันนั่งอยู่อย่างเงียบๆ บนที่นั่งหลัก



เขากำลังรับฟังรายงานจากบุตรชาย หลัวซวน ด้วยสีหน้าครุ่นคิด



“ดูเหมือนว่าในครั้งนี้... ไม่อ๋องหวายสุ่ย ก็ตระกูลถัง จะต้องมีฝ่ายหนึ่งที่พินาศลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”



หลัวผิงกล่าวขึ้นอย่างเฉียบขาด หลังจากฟังรายงานจบ



“ท่านพ่อ ข้าคิดว่าเราควรใช้โอกาสนี้เปิดฉากโจมตีเมืองอื่นๆ ที่อยู่ใกล้กับเมืองศิลาคราม” หลัวซวนเอ่ยอย่างสุขุม



“บุกโจมตีงั้นหรือ?”



หลัวผิงหรี่ตาลงเล็กน้อย พลางถามเสียงเรียบ “แล้วเจ้าวางแผนจะจัดการกับปัญหาขาดแคลนเสบียงอย่างไร?”



"การยึดเมืองที่อยู่นอกอิทธิพลของอ๋องหวายสุ่ย ตระกูลเฉิน และตระกูลถัง อาจไม่ใช่เรื่องยากก็จริง”



“แต่การปกครอง และดูแลเมืองหลังจากนั้นต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่”



“เพียงแค่เรื่องเสบียงอาหารอย่างเดียว ก็ทำให้ตระกูลหลัวของเราต้องตะเกียกตะกายสุดชีวิตแล้ว”



หลัวซวนพยักหน้าเงียบๆ หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พูดต่อ “เกี่ยวกับเรื่องเสบียงอาหาร ข้าพอจะมีวิธีแก้ หากเราไม่สามารถซื้อเสบียงจากภายในเขตหวายสุ่ยได้ เราก็จะต้องไปหาซื้อจากภายนอกในราคาที่สูงกว่า”



“ประมาณครึ่งเดือนก่อน ข้าได้ติดต่อกับตระกูลลั่วแห่งมณฑลเจียงหนานเอาไว้แล้ว”



“พวกเขาบอกว่าพร้อมจะแลกเปลี่ยนเสบียงกับแร่หินสือที่เรามี และข้อตกลงฟังดูไม่เลวเลย”



“มณฑลเจียงหนาน?” ดวงตาของหลัวผิงเป็นประกายชั่วครู่เมื่อได้ยินคำอธิบายของบุตรชาย



“ผืนดินของมณฑลเจียงหนานเหมาะสำหรับการปลูกพืชมากที่สุด จึงถือได้ว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของแคว้นต้าเฟิง ปริมาณผลผลิตของพวกเขาสูงกว่าเราหลายเท่า”



“และตระกูลลั่วที่เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ก็มีไร่นาอยู่ในมือเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน”



“หากตระกูลหลัวของเราสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนกับพวกเขาได้จริงๆ”



“ปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารก็น่าจะบรรเทาลง หรือไม่ก็อาจจะหมดไปเลยก็เป็นได้”



จากนั้น หลัวซวนก็วกกลับมาที่คำถามเดิม “ท่านพ่อ หากเป็นเช่นนี้ การยึดเมืองที่ข้าเสนอก่อนหน้านี้ ท่านคิดเห็นอย่างไร?”



หลัวผิงพูดอย่างสงบ “หากการซื้อขายกับตระกูลลั่วเกิดขึ้นจริง ข้าก็ไม่คิดจะห้าม”





หลังจากกองคาราวานที่ขนเสบียงอาหารจำนวนมหาศาลจากตระกูลลั่ว เคลื่อนตัวมาถึงเมืองศิลาคราม



กองทัพสามหมื่นคนที่ได้รับการฝึกฝนอย่างหนักจากหลัวหย่งในค่ายทหารนอกเมือง



ในที่สุด ก็เริ่มระดมกำลัง



พวกเขาค่อยเคลื่อนทัพเข้าใกล้เมืองต่างๆ ที่อยู่ใกล้กับเมืองศิลาคราม โดยมุ่งเป้าไปที่เมืองอิสระที่อยู่นอกอิทธิพลของอ๋องหวายสุ่ย ตระกูลเฉิน และตระกูลถัง



แน่นอนว่า นอกเหนือจากทหารชั้นยอดจำนวนสามหมื่นคนแล้ว



ตระกูลหลัวยังได้เสริมทัพด้วยชาวบ้านอีกห้าหมื่นคน โดยใช้เป็นกองขนส่งเสบียง และช่วยเหลือในระหว่างการเดินทัพเป็นหลัก



ในเขตหวายสุ่ยประกอบด้วย 18 ตำบล และ 36 เมือง



เมืองส่วนใหญ่ล้วนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสามกองอำนาจใหญ่ ได้แก่ อ๋องหวายสุ่ย ตระกูลเฉิน และตระกูลถัง

เมื่อไม่นับเมืองที่อยู่ภายใต้การควบคุมของทั้งสามฝ่ายแล้ว เมืองอิสระที่เหลืออยู่จึงมีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น



บริเวณใกล้เมืองศิลาคราม จึงมีเมืองขนาดเล็กที่ตั้งตัวเป็นอิสระอยู่แค่ 5 แห่ง กระจัดกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ





เขตหวายสุ่ย เมืองตงถู่



ในบรรดาเมืองอิสระทั้งห้า เมืองตงถู่ถือเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงและอิทธิพลมากที่สุด และในขณะนี้ ภายในคฤหาสน์ตระกูลติง ตระกูลที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในเมืองกำลังจัดประชุมฉุกเฉินขึ้นมาอย่างเร่งด่วน



เหล่าตัวแทนจากตระกูลต่างๆ ต่างพากันเดินทางมาร่วมประชุม พวกเขานั่งเรียงรายอยู่ภายในห้องประชุมที่มีการคุ้มกันแน่นหนา บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด และความกังวล



“ผู้นำตระกูลติง ท่านเห็นว่าเราควรรับมือกับวิกฤตครั้งนี้อย่างไร?”



“ที่ผ่านมา พวกเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จึงไม่เคยมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น”



“แต่ตอนนี้ ตระกูลหลัวได้ระดมกองทัพเกือบแสน เคลื่อนพลบุกเข้าประชิดเมืองตงถู่ รวมถึงเมืองอิสระอีกสี่แห่งด้วย!”



“หากเราไม่วางแผนรับมือตั้งแต่ตอนนี้…”



“พวกเราทุกคนก็อาจถูกบดขยี้จนไม่หลงเหลือซาก เหมือนกับตระกูลต่างๆ ในเมืองหวงฉวี่เคยถูกพวกเขาล้างบางจนหมดสิ้น”



ในห้องประชุม ชายวัยกลางที่มีรูปร่างกำยำ และดูแข็งแกร่ง



เมื่อเห็นว่าตัวแทนของตระกูลต่างๆ มารวมตัวกันเกือบครอบแล้ว



เขาก็แทบจะควบคุมความตื่นตระหนก และความกังวลในใจไว้ไม่อยู่



เขาจึงหันมาพูดกับผู้นำตระกูลติง ติงฟานที่นั่งหลับตาอยู่บนที่นั่งหลัก ดูสงบต่างจากความร้อนรนของผู้คนในห้องอย่างสิ้นเชิง



อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ติงฟานจะทันได้ตอบอะไร



ในห้องโถงอันเงียบงัน ผู้นำตระกูลอีกคนที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน



“ทหารชั้นยอดนับแสนงั้นรึ? น่าขันสิ้นดี… ตระกูลหลัวจะไปเอากำลังพลมากขนาดนั้นมาจากที่ไหน?”



ระหว่างที่พูด เขาก็เหลือบมองไปรอบห้องอย่างยโสเล็กน้อย



“ข้าว่าจำนวนจริงคงไม่เกินสามหมื่นด้วยซ้ำ ที่เหลือก็คงเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา พวกที่แม้แต่จะจับดาบยังจับไม่ถูกทาง!”



“ต่างจากพวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่… ถ้าทุกตระกูลร่วมมือกันอย่างจริงจัง รวมกองกำลังเป็นหนึ่งเดียว เราจะสามารถระดมพลได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนคนแน่นอน”



“เมื่อถึงตอนนั้น ต่อให้ตระกูลหลัวจะยกทัพบุกเข้ามาจริงๆ เราก็ไม่มีอะไรต้องหวั่นเกรง!”



หลังจากชายคนนี้พูดจบ เขาก็ได้รับความเห็นชอบจากผู้นำตระกูลคนอื่นๆ



เขตหวายสุ่ยมีขนาดกว้างใหญ่ แต่ดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลหลัวมีเพียงสองเมืองเท่านั้น



แม้ว่าเมืองศิลาครามจะขยายตัวออกไป หลังมีการบุกเบิกพื้นที่ และสร้างกำแพงเมืองใหม่



แม้ว่าตระกูลหลัวจะรับผู้ลี้ภัยจำนวนมากตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา



เพิ่มจำนวนพลเรือนของตนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่แล้วยังไงล่ะ?



ทหารชั้นยอดใช่ว่าจะฝึกฝนได้ในชั่วข้ามคืน



ยังไม่รวมถึงเรื่องอื่นๆ อย่างการจัดหาเสบียงอาหารเพื่อเลี้ยงดูกองทัพ



ตระกูลหลัวจะแบกรับปากท้องของกำลังพลได้มากสักแค่ไหนกันเชียว…



“ตระกูลต่างๆ ในเมืองหวงฉวี่ไม่ได้สามัคคีกัน ความแข็งแกร่งของพวกเขาจึงถูกลดทอนลง”



“การที่ตระกูลหลัวสามารถพิชิตพวกเขาได้อย่างง่ายดายจึงถือว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล”



“แต่เรานั้นไม่ใช่ ศึกครั้งนี้ยังไม่แน่หรอกว่าใครจะเป็นฝ่ายที่ได้กุมชัยชนะ”



ในห้องประชุม



ผู้นำตระกูลอีกคนอยากสร้างความประทับใจต่อหน้าติงฟาน เขาจึงยืนขึ้น และพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น



“พอ…” ขณะที่เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ติงฟาน ผู้นำตระกูลติงคนปัจจุบันก็ลืมตาขึ้น สีหน้าของเขาค่อนข้างสงบ ขณะที่เขาเหลือบมองผู้คนที่อยู่โดยรอบ และพูดเบาๆ



“ถ้าตระกูลหลัวยังคิดจะอยู่ร่วมกับพวกเราอย่างสันติ แน่นอนว่าเราก็ไม่มีเหตุผลจะก่อศึกสงครามใดๆ แต่ถ้าพวกเขาคิดจะยกทัพมาลงมือกับพวกเราจริง ๆ ล่ะก็…”



“ยังไม่แน่ว่า...ใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายถูกบดขยี้”




ตอนก่อน

จบบทที่ โอกาสมาถึงแล้ว

ตอนถัดไป