สมดุลแห่งอำนาจ
ตอนที่ 142 สมดุลแห่งอำนาจ
ในแคว้นต้าเฟิง มีนักกลั่นโอสถมากจนยากจะนับไหว
ตอนนี้ ทุกคนต่างก็กระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมสาขาหลัวซานของพวกเขา
ไม่เพียงแต่นักกลั่นโอสถระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ยังนักกลั่นโอสถระดับสองอีกมากมายอีกด้วย
ในช่วงเวลาดังกล่าว สาขาของพวกเขาก็ได้อ้าแขนรับนักกลั่นโอสถระดับสองมามากกว่า 20 คนแล้ว
หากทุกอย่างราบรื่น และเป็นไปได้ด้วยดี
บางทีในเวลาไม่ถึงสามปี นิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซานก็อาจจะแซงหน้าสาขาฉางชิงได้
จากนั้น พวกเขาก็จะกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการปรุงยาแห่งใหม่ สำหรับผู้คนในแคว้นต้าเฟิง
ส่วนหินจิตที่เปิดช่องทางรายสำคัญในการหาหินวิญญาณ
ธุรกิจนี้กำลังเฟื่องฟูเป็นอย่างยิ่ง
จำนวนของหินวิญญาณที่พวกเขาได้รับมากมายจนกองเป็นภูเขา
สำหรับโอสถที่เป็นแบบขายขาด เมื่อขายแล้วได้รับส่วนแบ่งก็จบแค่ไหน
แต่กับหินจิต มันเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง
นักกลั่นโอสถเกือบทุกคนจำเป็นต้องตรวจสอบสิ่งนี้ทุกๆ สองสามวัน
การดูภาพบันทึกแต่ละครั้งต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่ถึงกระนั้นนักกลั่นโอสถส่วนใหญ่ก็ยังมีความสุข และยอมจ่าย
สิ่งนี้ทำให้ฟู่ชิวพูดไม่ออกเลยจริงๆ
“มากถึงขนาดนั้นเลยเหรอ ช่างเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงเลยจริงๆ”
หลัวฉางเฟิงก้มหัวเล็กน้อย และจมอยู่ในห้วงความคิดอันลึกซึ้ง
“สหายหลัว หลังจากที่สาขาหลัวซานของเราได้สะสมหินวิญญาณมากขึ้นอีกสักหน่อย ข้าวางแผนที่จะเพิ่มช่องทางบางอย่างเพื่อหารายได้”
“อย่างเช่น ซื้อเตากลั่นโอสถระดับสามมาเป็นจำนวนหนึ่ง และเปิดให้นักกลั่นโอสถในนิกายได้เช่า”
“เมื่อเวลาผ่านไป มันก็น่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับการหาหินวิญญาณ”
“สำหรับความคิดนี้ เจ้าคิดว่ายังไง?”
ใต้ศาลาหิน ฟู่ชิวถามด้วยความลังเล ท่าทางของเขามีความประหม่าเล็กน้อย
“นั่นเป็นข้อเสนอแนะที่ดีเลยทีเดียว เจ้าจัดการตามที่เห็นสมควรได้เลย”
หลังจากคิดชั่วครู่ ฟู่ชิวก็หันมามองหลัวฉางเฟิง และถามว่า “สหายหลัว เมื่อไม่กี่วันก่อน สหายคนหนึ่งของข้าที่เป็นนักกลั่นโอสถระดับสามได้ติดต่อมา และบอกว่าต้องการเข้าร่วมสาขาหลัวซานของเรา”
“เจ้าคิดว่าเราควรตอบรับเขาดีหรือไม่?”
หลัวฉางเฟิงถามด้วยความสับสน “ทำไมเจ้าถึงต้องลังเลเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย?”
โดยปกติแล้ว สำหรับสาขาหลัวซาน นักกลั่นโอสถระดับสามถือว่ามีคุณค่ามาก
หากอีกฝ่ายต้องการย้ายมา พวกเขาก็ควรจะตอบรับอย่างแน่นอน
แต่ตอนนี้ ฟู่ชิวกำลังนำคำถามนี้ขึ้นมาเอ่ย หมายความว่าต้องมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น
ฟู่ชิวกลืนน้ำลายด้วยความกังวล ดูลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดด้วยเสียงต่ำ “นักกลั่นโอสถระดับสามถือเป็นแก้วตาดวงใจของทุกนิกายสาขา เป็นสมบัติที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง”
“หากเป็นนิกายสาขาอื่นๆ ที่มีอันดับต่ำกว่า ข้าก็คงจะไม่ลังเล”
“แต่ว่านักกลั่นโอสถระดับสามผู้นี้มาสาขาเจียงหนาน ซึ่งอยู่ในอันดับสามในหมู่นิกายสาขาทั้งสิบสามของแคว้นต้าเฟิง”
“ถ้าเราตอบรับ และเลือกที่จะดึงตัวเขามา ข้าเกรงว่า…”
ฟู่ชิวพูดด้วยความลังเล
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะพูดจบประโยค หลัวฉางเฟิงก็ขัดจังหวะเสียก่อน
“การแข่งขันระหว่างสาขาต่างๆ ไม่อยากหลีกเลี่ยงได้”
“นับตั้งแต่สาขาหลัวซานของเราปฏิรูปส่วนแบ่งกำไร เส้นทางของเราก็ต่างจากสาขาอื่นๆ อย่างชัดเจนแล้ว”
“ดังนั้น เจ้าอย่าไปกลัว และไม่จำเป็นต้องลังเล และหากเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา ก็ลงมือทำไปเลย”
เมื่อหลัวฉางเฟิงพูดจบ ความลังเลในดวงตาของฟู่ชิวก็ค่อยๆ จางหายไป
สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่คือ ความรู้สึกมุ่งมั่นอันแรงกล้า
สหายหลัวพูดถูก
นับตั้งแต่พวกเขา นิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซานปฏิรูปส่วนแบ่งผลกำไร เส้นทางของพวกเขาก็แตกต่างออกไปจากสาขาอื่นๆ แล้วจริงๆ
แล้วต่อให้พวกเขาดึงตัวนักกลั่นโอสถระดับสามมาจริงๆ สาขาเจียงหนานจะกล้าเปิดสงครามกับพวกเขาจริงๆ หรือ?
แม้ว่าการแข่งขันระหว่างนิกายสาขาจะดุเดือดก็ตาม แต่โดยปกติแล้วจะทำแบบลับๆ
ไม่มีใครกล้าที่จะลงมือโดยตรงอย่างเปิดเผย
นั่นเป็นสิ่งที่นิกายหลักของนิกายหมื่นโอสถจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นเป็นอันขาด
…
หลังจากสนทนากับฟู่ชิวอยู่พักหนึ่ง
ฟู่ชิวก็จากไปด้วยรอยยิ้ม และความพึงพอใจ
เมื่อเขาเดินทางจากไป มีเหลือเพียงหลัวฉางเฟิงคนเดียวเท่านั้นในลานบ้าน
“เหลือเพียงข้าอีกแล้ว…”
ดวงตาของหลัวฉางเฟิงหรี่ลงเล็กน้อยขณะที่เขาจ้องมองไปยังทิศทางที่ฟู่ชิวจากไป โดยจมอยู่ในห้วงความคิดชั่วขณะหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม มันก็แค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
จากนั้นเขาก็ยิ้ม และส่ายหัว
“แต่การอยู่คนเดียวก็ไม่แย่อะไร แล้วการปลูกพืชวิญญาณซับซ้อนมากถึงขนาดนั้นจริงหรือ?”
หลัวฉางเฟิงไม่ได้สงสัยว่าฟู่ชิวกำลังหลอกลวง
เขาเพียงต้องการที่จะลองดู อยากจะเห็นด้วยตาตัวเอง
นับตั้งแต่เขาคิดที่จะศึกษาศาสตร์แห่งการปรุงยา การทำฟาร์มก็วนเวียนในความคิดของเขามาโดยตลอด
แม้ว่าเขาจะล้มเหลวในท้ายที่สุด นั่นก็ไม่สำคัญ
อย่างน้อย เขาก็ได้พยายามอย่างเต็มที่
หากให้ยอมแพ้ไปก่อนที่จะได้ลงมือทำจริงๆ
โดยธรรมชาติแล้ว หลัวฉางเฟิงไม่อาจยอมรับเรื่องแบบนั้นได้
…
เพียงพริบตา อีกหนึ่งวันก็ผ่านไป
เพราะเขาไม่มีดินวิญญาณ และไม่มีเมล็ดพันธุ์
หลัวฉางเฟิงจึงยังไม่ได้เริ่มแผนการทำฟาร์มพืชวิญญาณ
ช่วงเวลานี้ เขาแค่กลั่นโอสถพลางคิดเกี่ยวกับแผนการ และกระบวนการต่างๆ อย่างเงียบๆ
แน่นอน เนื่องจากวัตถุดิบสำหรับกลั่นโอสถทลายฟ้าถูกนิกายสาขาอื่นๆ แย่งชิงไปจนหมด
เพื่อหาหินวิญญาณต่อไป หลัวฉางเฟิงจึงต้องเลือกกลั่นโอสถชนิดอื่นแทน
หากเขาต้องการ เขาก็สามารถใช้สถานะของตนในฐานะเจ้านิกายเพื่อหยิบยืมหินวิญญาณจากคลังสมบัติของนิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซานได้
แต่เขาไม่อยากทำแบบนั้น
แทนที่ระบายน้ำจากสระเพื่อจับปลาทั้งหมด เขาอยากจะใช้วิธีการที่ยั่งยืนมากกว่า
เมื่อสาขาหลัวซานเติบโตขึ้น ผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับก็จะมากขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในตอนนี้
ดังนั้น เว้นแต่ว่าจะไปถึงจุดที่ไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่แล้วจริงๆ เขาก็จะไม่ใช่หินวิญญาณที่เก็บสะสมไว้ในคลังสมบัติของนิกาย
…
ขณะที่หลัวฉางเฟิงกำลังกลั่นโอสถ และพัฒนาฝีมือของตัวเอง
สงครามภายในเขตหวายสุ่ยค่อยๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ตระกูลเฉิน และจวนอ๋องหวายสุ่ย
กองทัพพันธมิตรของทั้งสองฝ่ายดุดัน และแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากสู้รบจับศึกเป็นเวลานาน
มีหลายครั้งที่พวกเขาแทบจะสามารถกวาดล้างตระกูลถังได้หมดสิ้นในคราวเดียว
แต่ดูเหมือนว่าสวรรค์จะเข้าข้างตระกูลถัง ส่งผลให้แม้ว่าพวกเขาจะถูกโจมตีอย่างหนักอยู่บ่อยครั้ง แต่พวกเขาก็ยังสามารถรอดพ้นจากอันตรายมาได้ตลอด
…
ณ ชายแดนของดินแดนตระกูลเฉิน และจวนอ๋องหวายสุ่ย
ที่นั่น มีค่ายทหารขนาดใหญ่ทอดยาวสุดสายตา
ภายในกระโจมแม่ทัพที่ใหญ่โตที่สุด ตรงกลางค่าย
นอกจากหลัวหย่ง แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพตระกูลหลัว และทังเจี้ยนที่มักจะอยู่ที่นี่แล้ว
ถังหยวน ผู้อาวุโสใหญ่ของตระกูลถังก็ได้เดินทางกลับมาอีกครั้ง
“แม่ทัพหลัว ตระกูลถังของข้าได้รักษาสัญญาที่ให้ไว้แล้ว ดังนั้น ถึงเวลาที่ตระกูลหลัวของเจ้าก็ต้องรักษาสัญญาเช่นเดียวกัน”
ภายในเต็นท์ ถังหยวนเริ่มกระวนกระวายมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เขาพูด จ้องมองหลัวหย่งตาเขม็งเพื่อเค้นเอาคำตอบ
“โอ้? ตระกูลถังได้รักษาสัญญาแล้วงั้นรึ” หลัวหย่งถามโดยแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องราว
“พวกเขามอบเสบียงสามในสิบส่วนให้เราแล้วจริงหรือ”
“ทำไมข้าถึงไม่ได้รับแจ้งเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย?”
บนที่นั่งหลัก หลัวหย่งผู้สวมชุดเกราะอันน่าเกรงขามมองไปทางทังเจี้ยน และรอคำตอบ
“เรียนท่านแม่ทัพ ตระกูลถังได้รักษาสัญญาของพวกเขาแล้วจริงๆ ขอรับ” ทังเจี้ยนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ หลัวหย่งกล่าวอย่างแผ่วเบา พร้อมกับโบกพัดขนนกสีขาวบริสุทธิ์ในมือไปด้วย
"โอ้?"
“แล้วทำไมเจ้าถึงไม่รีบบอกข้าเสียตั้งแต่เนิ่นๆ?”
“ถ้าข้ารู้ตั้งแต่แรก วันนี้ เราคงได้ดื่มเลือดศัตรูกันแล้ว…” หลัวหย่งมองไปทางทังเจี้ยนด้วยสายตาตำหนิ
“ข้าน้อยผิดเอง ที่ละเลยเรื่องนี้ไป” ทังเจี้ยนซึ่งสวมชุดคลุมเต๋ากล่าว
แต่ถึงแม้เขาจะพูดอย่างนั้นก็ตาม
ไม่มีสัญญาณของความสำนึกผิดจากท่าทางของเขา และหลัวหย่งก็ไม่ได้เอ่ยถึงบทลงโทษจริงๆ
ทำให้เห็นได้ชัดว่าหลัวหย่งต้องตระหนักถึงสถานการณ์นี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว
…
หลังจากที่ได้พูดคุยกับหลัวหย่งอีกสักพัก
ถังหยวน ผู้อาวุโสใหญ่ของตระกูลถัง ในที่สุดก็ออกจากค่ายทหารตระกูลหลัว
อีกด้าน ภายในกระโจมแม่ทัพ
หลังจากเห็นถังหยวนจากไป หลัวหย่งก็หันไปหาทังเจี้ยนแล้วถามด้วยเสียงเบา “พวกเราควรยื่นมือช่วยพวกเขาจริงๆ หรือ”
“ตอนนี้เรามีเสบียงแล้ว แค่ดูพวกเขาฟาดฟันกันอยู่ข้างสนามไม่ดีกว่าเหรอ”
หลัวหย่งมีสีหน้าสับสน
สิ่งที่ตระกูลหลัวต้องการในตอนแรกคือ เสบียงอาหารจากตระกูลถัง
ตอนนี้พวกเขาก็ได้รับสิ่งที่ต้องการแล้ว
เมื่อเป็นแบบนี้ ตระกูลหลัวก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้ง และสงครามระหว่างทั้งสามฝ่ายก็ได้
“พี่หลัว ความสมดุลเป็นสิ่งสำคัญ…”
“ในบรรดาทั้งสี่ฝ่ายในเขตหวายสุ่ย ตระกูลหลัวของเรามีรากฐานที่อ่อนแอที่สุด” ทังเจี้ยนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“หากเรามีความปรารถนาที่จะรวมเขตหวายสุ่ยให้เป็นหนึ่ง”
“ครั้งนี้เราต้องช่วย ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนี้”
ภายในกระโจม เสียงของทังเจี้ยนดังก้องอย่างช้าๆ
ในขณะนั้นเอง หลัวหย่งผู้เป็นแม่ทัพใหญ่อดไม่ได้ที่จะก้มหัวลงเล็กน้อย
ดูเหมือน เขากำลังชั่งน้ำหนัก กะเกณฑ์ข้อดีข้อเสียของสถานการณ์ตรงหน้าอยู่