ภัยคุกคามจากภายนอก
ตอนที่ 149 ภัยคุกคามจากภายนอก
“เรียนนายท่าน นี่เป็นจดหมายจากท่านผู้นำตระกูลขอรับ…”
หลังจากคนรับใช้เดินเข้ามาในกระโจมแม่ทัพ
เขาคุกเข่าข้างหนึ่งทันที และยื่นจดหมายที่ยังไม่ได้เปิดผนึกให้ดูด้วยมือทั้งสองข้าง
หลัวหย่งรับจดหมายจากมือของชายคนนั้น จากนั้นเขาก็เปิดอ่านอย่างเงียบๆ
แต่ยิ่งเขาอ่านมากขึ้น เขาก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นเท่านั้น และรู้สึกว่ามันค่อนข้างน่าเหลือเชื่อเลยทีเดียว
“เอาล่ะ ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าออกไปก่อน…”
หลังจากที่หลัวหย่งอ่านจดหมายจนจบ เขาก็โบกมือไล่คนรับใช้ให้ออกไป
หลังจากที่คนรับใช้ของตระกูลหลัวออกจากกระโจม
ชายชราทังเจี้ยนที่ถือพัดขนนกในมือก็เดินเข้ามาอย่างเงียบๆ แต่สีหน้า และท่าทีของเขาเผยให้เห็นถึงความอยากรู้อยากเห็นเป็นอันมาก
จากนั้น เขาถามหลัวหย่งว่า “พี่หลัว เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
หลัวหย่งเหลือบมองทังเจี้ยนที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วพูดด้วยเสียงต่ำ “ลองเดาดูสิ”
หางตาของทังเจี้ยนกระตุกเล็กน้อย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยับย่น
เดา… เขาจะไปเดาถูกได้ยังไง นี่มันบ้าไปแล้ว
แม้ว่าทังเจี้ยนมักจะเป็นคนลึกลับ และสามารถล่วงรู้อะไรหลายๆ อย่างผ่านการทำนาย
แต่การคำนวณ และทำนายชะตาก็มีราคา เขาจะต้องยอมเสียสละบางสิ่งบางอย่าง
จึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะใช้ความสามารถนั้นกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง รวมถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้สลักสำคัญ
“อย่าคิดมาก ข้าแค่ล้อเจ้าเล่นนิดหน่อย” เมื่อเห็นว่าทังเจี้ยนดูวิตกกังวล หลัวหย่งก็เดินออกไปนอกกระโจมแล้วพูดด้วยเสียงเบา “เนื้อหาในจดหมาย ถูกเขียนไว้ว่าบรรพบุรุษฉางเฟิงได้สังหารผู้ฝึกตนระดับกลั่นอวัยวะทุกคนของตระกูลเฉิน ตระกูลถัง และจวนอ๋องหวายสุ่ยแล้ว”
“หา?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทังเจี้ยนมองมาทางหลัวหย่งด้วยดวงตาเบิกกว้าง “ผู้ฝึกตนระดับกลั่นอวัยวะของพวกเขาถูกสังหารไปจนหมดแล้วหรือ?”
หลัวหย่งพยักหน้าเงียบๆ สีหน้าของเขาดูจริงจัง “ใช่ นั่นคือเนื้อหาคร่าวๆ ที่เขียนเอาไว้ในจดหมาย”
“นั่นทำให้ผู้นำตระกูลขอให้ข้าเดินทัพโดยเร็วที่สุดเพื่อเข้ายึดครองดินแดน และกิจการต่างๆ ของศัตรู ก่อนที่ใครจะไหวตัวทัน”
“แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ…”
“ทรัพย์สมบัติ และของล้ำค่าต่างๆ ในคลังสมบัติของพวกเขา”
“ตามเนื้อหาในจดหมาย เนื่องจากมีสิ่งของล้ำค่ามากเกินไป บรรพบุรุษจึงเอากลับมาได้ไม่หมด พวกเราจึงมีหน้าที่ต้องเก็บกวาดส่วนที่เหลือโดยเร็วที่สุด…”
…
เมื่อบทสนทนาสิ้นสุดลง
บรรยากาศในกระโจมก็ค่อยๆ เงียบลงเรื่อยๆ
หลังจากนั้นไม่นาน นักต้มตุ๋นผู้ยิ่งใหญ่ ทังเจี้ยนซึ่งสวมชุดคลุมเต๋า และทำพัดขนนกร่วงหล่นจากมือก็ดึงสติของตนกลับมาสู่โลกความจริงได้ในที่สุด
เขาค่อยๆ ย่อตัวลงเพื่อหยิบพัดขนนกที่ร่วงหล่นขึ้นมาจากพื้นดิน
หลังจากนั้น ด้วยสีหน้าแปลกๆ เขาพึมพำกับตัวเองว่า “เดิมที ข้าคิดว่าสงครามครั้งนี้จะกินเวลานานอย่างน้อยสามถึงห้าปี คาดไม่ถึงเลยว่า เพียงไม่กี่วัน สามกองกำลังใหญ่ของเขตหวายสุ่ย ตระกูลเฉิน และตระกูลถัง และจวนอ๋องหวายสุ่ยจะถูกกวาดล้าง”
“แล้วถ้าหากเรื่องนี้เป็นความจริง…”
“บรรพบุรุษตระกูลหลัวแข็งแกร่งถึงขนาดไหนแล้ว?”
“เขาก้าวผ่านระดับกลั่นอวัยวะ และเข้าสู่ระดับกลั่นโลหิตแล้วหรือ?”
“อืม คงจะเป็นอย่างนั้น หากไม่ใช่ ก็ไม่มีความเป็นไปได้อื่นแล้ว”
ในกระโจม เมื่อเห็นทังเจี้ยนกำลังครุ่นคิด และเงียบไป หลัวหย่งจึงถามว่า “น้องถัง เจ้าคิดว่าเราควรแบ่งกองทัพออกเป็นสามส่วนเพื่อบุกยึดดินแดนของทั้งสามฝ่ายในคราวเดียวหรือ…”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทังเจี้ยนก็พูดด้วยเสียงต่ำ “ข้าคิดว่าเราควรรวมทัพ และบุกยึดทีละดินแดนจะดีกว่า ยังมีเวลาอีกมาก ไม่ต้องรีบร้อน…”
“แน่นอนว่ายังมีเหตุผลที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง…”
“นั่นก็คือ หลังจากรวมเขตหวายสุ่ยเป็นหนึ่งแล้ว ศัตรูที่พวกเราตระกูลหลัวจะต้องเผชิญต่อไป ย่อมจะแข็งแกร่งกว่าตระกูลเฉิน ตระกูลถัง และจวนอ๋องหวายสุ่ยอย่างแน่นอน”
“เราจึงควรลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับกองทัพให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
…
หลังจากหารือ และวางแผนการอย่างรอบคอบ
กองทัพตระกูลหลัว 150,000 คนภายใต้การบังคับบัญชาของหลัวหย่งก็เริ่มเปิดฉาก และยึดครองดินแดนจองจวนอ๋องหวายสุ่ยอย่างรุนแรง
ใช่แล้ว จวนอ๋องหวายสุ่ยเป็นเป้าหมายแรกที่หลัวหย่ง และทังเจี้ยนเลือก
ไม่เพียงแต่เพราะดินแดนของพวกเขามีขนาดใหญ่โตมากที่สุดเท่านั้น
แต่ยังเป็นเพราะจวนอ๋องหวายสุ่ยมีทหารรักษาการณ์ที่คอยป้องกันอยู่ตามแนวชายแดนน้อยกว่าตระกูลเฉินอีกด้วย
หากไม่มีผู้ฝึกตนระดับกลั่นอวัยวะคอยปกป้อง และคุ้มครองพวกเขา
หากไม่มีบรรพบุรุษผู้เป็นเสาหลักสำคัญ
การล่มสลายของดินแดนภายใต้การปกครองของทั้งสามฝ่ายอย่าง ตระกูลเฉิน ตระกูลถัง และจวนอ๋องหวายสุ่ยเป็นโชคชะตาที่ไม่อาจหลีกหนีได้
…
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และในชั่วพริบตา อีกหนึ่งเดือนก็ผ่านพ้นไป
ที่จริงแล้ว เมื่อกว่ายี่สิบวันก่อน
ตระกูลหลัวประสบความสำเร็จในการควบรวมเขตหวายสุ่ยเป็นหนึ่งโดยสมบูรณ์แล้ว
ในช่วงเวลาต่อมานั้น ตระกูลหลัวได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับผนวก และปกครองดินแดนที่พวกเขาเพิ่งยึดครองได้
การเอาชนะศึกสงครามไม่ใช่เรื่องยาก
แต่การบริหารดูแลหลังจากนั้นต่างหาก ที่เป็นความท้าทายอย่างแท้จริง
…
ในทำนองเดียวกันเมื่อเวลาผันผ่านไปอีกหนึ่งเดือน
สภาพภูมิอากาศในแคว้นต้าเฟิงก็ร้อนอบอ้าวขึ้นกว่าเดิมมาก
ในมณฑลทางตอนเหนือหลายแห่ง ฝูงตั๊กแตนระบาดทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน
จำนวนของตั๊กแตนยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ และขอบเขตการทำลายล้างของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
พืชผลไม่สามารถผลิดอกออกผล และเก็บเกี่ยวเป็นเสบียงได้เลย
และเมื่อตั๊กแตนได้กวาดพืชพรรณสีเขียว แหล่งอาหารแรกจนเหี้ยนเตียน
พวกเขาก็หันเหความสนใจไปที่สัตว์ต่างๆ ที่พบ เติมเต็มท้องที่หิวโหย รวมถึงมนุษย์ด้วย
ส่วนมณฑลอื่นๆ ทางตอนใต้ของแว่นแคว้น
แม้ว่าสถานการณ์ของพวกเขาจะดีกว่าทางตอนเหนือบ้างเล็กน้อย
แต่ก็อาจแค่ช่วงเวลาสั้นๆ นี้เท่านั้น
เมื่อเวลาผ่านไป ฝูงตั๊กแตนก็จะเริ่มระบาด และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง
แม้ว่าจำนวน และขนาดของพวกมันยังเทียบกับทางตอนเหนือก็ตาม
แต่ถึงอย่างนั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ทุกคนต่างเหนื่อยล้า
มณฑลหลัวซานก็เป็นหนึ่งในมณฑลทางตอนใต้ที่ต้องเผชิญกับปัญหาฝูงตั๊กแตนระบาด
แน่นอนว่าเมื่อมณฑลหลัวซานได้รับผลกระทบ
เขตหวายสุ่ยซึ่งถือเป็นหนึ่งในแปดเขตของมณฑลแห่งนี้ก็ไม่อาจหนีพ้น
…
เขตหวายสุ่ย เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
ภายในห้องหนังสือ
ในขณะนี้ หลัวผิง ผู้นำตระกูลหลัวคนปัจจุบันนั่งทำงานอย่างสงบ และพลิกอ่านเอกสารในมืออย่างช้าๆ
นับตั้งแต่ตระกูลหลัวได้รวมเขตหวายสุ่ยเป็นหนึ่งโดยสมบูรณ์
เมืองเอกของเขตนี้ก็ได้ถูกย้ายมาอยู่ที่เมืองศิลาครามแทน
แม้ว่าประชากรของเมืองศิลาครามจะยังไม่มากเท่ากับเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในดินแดนเล็กๆ แห่งนี้ก็ตาม
แต่หากนับเพียงความเจริญรุ่งเรืองภายในเมือง พวกเขาถือว่าอยู่สูงที่สุดอย่างแน่นอน
ท้ายที่สุดแล้วตระกูลหลัวก็ตั้งอยู่ที่นี่
นอกจากนี้ ภายในเมืองศิลาครามก็ยังมีอาหารมากมายไม่ขาดสาย ผู้คนสามารถกิน และทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างอิสระ
การบริหารดูแลก็มีความเข้มงวด และชัดเจน
เจ้าหน้าที่ๆ ได้รับการแต่งตั้งจากตระกูลหลัวก็มีน้อยครั้งนักที่พบเจอการทุจริต
ทำให้ภายใต้สถานการณ์เหล่านี้ เมืองศิลาครามจึงกลายเป็นเมืองที่มีดัชนีความสุขสูงสุดในเขตหวายสุ่ย
แม้ว่าปัจจุบัน ประชากรยังคงน้อย
แต่เมื่อเวลาผ่านไป คงจะมีผู้คน และหลายตระกูลที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามา เพื่อให้ตัวเองได้อยู่ใกล้กับศูนย์กลางอำนาจ
เมื่อถึงตอนนั้น อย่างมากภายในเวลาสองถึงสามปี เมืองศิลาครามก็จะเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด และมีฐานประชากรมากที่สุดอย่างแน่นอน
…
“นายท่านขอรับ”
นอกห้องหนังสือของหลัวผิง จู่ๆ คนรับใช้ของตระกูลหลัวก็รีบวิ่งเข้ามาในห้อง
ทำให้ความสงบถูกทำลายอย่างกะทันหัน
“ว่ามา?”
คนรับใช้โค้งคำนับเล็กน้อย และก้มหัวลงแล้วพูดว่า “เรียนนายท่าน เมื่อสามวันก่อน พวกโจรจากเขตหวงซานเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในเขตหวายสุ่ยของเราอย่างไม่หยุดหย่อน”
“ทำให้ตอนนี้…”
ขณะที่กำลังพูด คนรับใช้ก็อดไม่ได้ที่จะพูดจาติดขัด
“พูดต่อ”
หลัวผิงกดดัน เค้นเอาคำตอบ
คนรับใช้สูดหายใจเข้าลึกๆ และถอนหายใจออกช้าๆ แล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ทำให้ตอนนี้พวกโจรจากเขตหวงซานได้ทำลายหมู่บ้านไปกว่าสิบแห่ง และยึดเมืองไปได้มากถึงสองเมืองแล้ว”
เมื่อถ้อยคำเหล่านี้หลุดออกมา บรรยากาศในห้องก็ดูหนักอึ้งขึ้นในพริบตา
หลัวผิงหรี่ตาลงเล็กน้อย และภายในดวงตาที่หรี่ลงนั้น มีประกายเย็นชาแวบผ่าน
เมื่อเห็นเช่นนั้น คนรับใช้ก็ก้มหัวลงต่ำมากยิ่งขึ้น และพยายามหายใจเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้
…