แผนการของค่ายไป๋เหลียน

ตอนที่ 156 แผนการของค่ายไป๋เหลียน



โอ้ นอกเรื่องไปไกลแล้ว กลับมาเรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งกันก่อนดีกว่า



ณ เวลานี้ หลัวฉางเฟิงได้ตั้งชื่อให้กับองค์กรลับที่ขึ้นตรงต่อเขาเพียงผู้เดียวแล้ว



อิ๋งเว่ย ( องครักษ์เงา )



ความหมายคร่าวๆ คือ มีเงาอยู่ข้างกาย ย่างก้าวในความมืดมิด



เมื่ออยู่ในแสงสว่างก็มองไม่เห็น



แต่ในเงามืด พวกเขาถือเป็นดาบที่คมที่สุดในมือของเขา เมื่อดาบถูกชักออกจากฝักต้องได้ดื่มเลือด



“เกี่ยวกับค่ายไป๋เหลียน…”



“การสืบสวนคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?”



ทันใดนั้น หลัวฉางเฟิงก็วางถ้วยชาเซรามิกที่เขาถืออยู่ลง



จากนั้นเขาก็ถามหยวนหลิวหลีที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ ใบหน้าของเด็กสาวนังคงมีสีขาวซีด และดูอ่อนเยาว์เหมือนเด็ก



“เรียนนายท่าน คนของเราสืบจนได้ความชัดเจนแล้ว” หยวนหลิวหลีตอบด้วยเสียงเบา ใบหน้าเย็นชาของเธอก้มลงเล็กน้อย



“งั้นตอนนี้ สถานการณ์ของพวกเขาเป็นอย่างไร” หลัวฉางเฟิงถามอีกครั้ง



หลังจากใช้เวลาใคร่ครวญสักครู่เพื่อจัดระเบียบความคิด หยวนหลิวหลีก็ตอบอย่างนุ่มนวลว่า



“ณ เวลานี้ ค่ายไป๋เหลียนแบ่งออกเป็นสองฝ่ายหลัก ฝ่ายกลาง และฝ่ายหัวรุนแรง”



“ทั้งสองฝ่ายนี้มีความแข็งแกร่งใกล้เคียงกัน จึงยังอยู่ในจุดสมดุล”



“ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีการดำเนินการใดๆ เพิ่มเติมอีก หลังจากพวกเขาลอบโจมตีกะทันหันเมื่อหนึ่งเดือนก่อน”



“อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป และเสบียงสำรองในค่ายลดลงอย่างต่อเนื่อง”



“ฝ่ายหัวรุนแรงก็ดูเหมือนจะค่อยๆ ได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ”



“และมีความเป็นไปได้สูงพวกเขาเปิดฉากโจมตีเขตหวายสุ่ยเป็นครั้งที่สอง”



หลัวฉางเฟิงพยักหน้าเงียบๆ จากนั้นพูดต่อ “เจ้าพอจะสืบได้หรือไม่ว่าค่ายไป๋เหลียนวางแผนจะโจมตีเมื่อใด และกองทัพของพวกเขามีกำลังพลมากแค่ไหน”



หยวนหลิวหลีไม่ตอบ เธอเพียงพยักหน้าเงียบๆ



หลัวฉางเฟิงยิ้มด้วยความพึงพอใจ และกล่าวว่า “ดี เมื่อเป็นแบบนี้ คงต้องฝากเจ้าจัดการแล้ว…”





เพียงพริบตา อีกหนึ่งวันก็ผ่านไป



ขณะนี้ เป็นเวลาเที่ยงตรง ดวงอาทิตย์แผดแสงเจิดจ้า ลอยสูงเด่นบนท้องฟ้า



อุณหภูมิภายนอกร้อนมากจนแทบทนไม่ไหว



มณฑลหลัวซาน เขตหวงซาน ค่ายไป๋เหลียน



เหล่าสมาชิกอาวุโสผู้มีอำนาจตัดสินใจเกือบทั้งหมดมารวมตัวกันในห้องโถงที่ค่อนข้างเย็นสบาย



หลายคนหน้าแดงก่ำ และคอหนา ดูเหมือนพวกเขากำลังโต้เถียงกันเรื่องอะไรบางอย่าง



“พวกเราต้องหดหัวกันอยู่แต่ในค่ายแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนกัน?”

“จนกว่าความอดอยากจะพรากชีวิตไปจากพวกเราทุกคนงั้นหรือ?”



“พวกเจ้าทุกคนต่างรู้ดีกว่าพวกเรามีเสบียงสำรองอยู่มากแค่ไหน”



“ใช่ แม้ว่าภายในระยะเวลาสั้นๆ ค่ายไป๋เหลียนของเราจะไม่กังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนอาหารก็จริง”



“แต่พวกเขาก็ต้องคิดถึงอนาคตเอาไว้ด้วย…”



“ในอนาคต หากเกิดปัญหาขาดแคลนอาหารจริงๆ พวกเราจะทำยังไง?”



“อยู่นิ่งๆ แล้วอดตายกันหมดงั้นรึ?”



ในห้องโถง ตัวแทนของฝ่ายหัวรุนแรงแห่งค่ายไป๋เหลียน ผู้นำลำดับสองกำลังพูดด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ จากการเปล่งเสียงตะโกน



เขากวาดตามองทุกคนในห้อง และดูเหมือนว่าจะพยายามโน้มน้าวใจผู้คนจากฝ่ายกลางด้วยน้ำพูด



เพื่อให้พวกเขาเข้าใจว่า หากสิ่งต่างๆ ยังคงดำเนินแบบนี้ต่อไป…



ค่ายไป๋เหลียนก็คงจะจบสิ้นจริงๆ



“เรื่องมันไม่ได้น่าวิตกกังวลอย่างที่เจ้าเติมแต่งให้เกินจริง…”



เมื่อเห็นว่า คนอื่นๆ เริ่มคล้อยตามมากขึ้นเรื่อยๆ



ผู้นำลำดับสามแห่งค่ายไป๋เหลียนซึ่งนั่งเงียบๆ อยู่บนที่นั่งหลักก็พูดขึ้น



แม้ว่าร่างกายของเขาจะผอมบาง และสูญเสียดวงตาไปข้างหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครกล้าสบประมาทเขาเลยแม้แต่คนเดียว



“เจ้าไม่เคยพบตระกูลหลัว จึงไม่เข้าใจว่าพวกเขาน่ากลัวมากเพียงใด”



“จากความเห็นของข้า หากเราไม่ยั่วยุตระกูลหลัว เราก็จะสามารถมีชีวิตต่อไปได้”



“หากเรายั่วยุพวกเขา มีความเพียงความตายเท่านั้นที่รอพวกเราอยู่”



“เดิมทีในเขตหวายสุ่ยมีสี่กองกำลังใหญ่ยืนหยัดเคียงข้างกัน ได้แก่ ตระกูลถัง ตระกูลเฉิน ตระกูล และจวนอ๋องหวายสุ่ย”



“ย้อนกลับไปในตอนแรกๆ ตระกูลหลัวเป็นฝ่ายที่อ่อนแอที่สุด และไม่มีอะไรโดดเด่นที่สุดเลย เมื่อเทียบกับสามฝ่ายที่เหลือ”



“แต่ในเวลานี้ ตระกูลหลัวที่หลายคนต่างมองข้ามได้ยึดครองเขตหวายสุ่ยอย่างสมบูรณ์แล้ว”



“นี่มันหมายถึงอะไร พวกเจ้าน่าจะเข้าใจดี?”



“นี่แสดงให้เห็นว่าความแข็งแกร่ง และรากฐานของพวกเขานั้นเหนือกว่าที่พวกเราจะจินตนาการได้”



“แล้วข้าก็เคยได้ยินมาว่า…”



“บรรพบุรุษตระกูลหลัวดูเหมือนจะก้าวเข้าสู่ระดับกลั่นโลหิต”



“นั่นเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมพวกเขาจึงสามารถกวาดล้างฝ่ายอื่นๆ ที่เหลือ และเข้ายึดครองเขตหวายสุ่ยได้ในเวลาอันสั้น”





เมื่อได้ยินคำพูดของผู้นำลำดับสาม ทั้งห้องโถงก็เงียบสงัด



ความแข็งแกร่งของตระกูลหลัวแห่งหวายสุ่ยเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของทุกคน



อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่เคยพิจารณาเรื่องนี้จริงจัง และดูเหมือนจะมองข้ามไปโดยไม่รู้ตัว



“ระดับกลั่นโลหิต?”



ผู้นำลำดับสองเป็นชายที่ไว้ผมสั้นสีแดงเพลิง และสูงประมาณแปดฟุต เมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้นำลำดับสองพูด เขาก็หัวเราะเบาๆ และโต้แย้งด้วยความมั่นใจอันมากล้น



“ผู้ฝึกตนระดับกลั่นโลหิตไม่ใช่หญ้าริมทางที่มีอยู่ทั่ว ไม่มีทางที่ตระกูลหลัวจะให้กำเนิดยอดฝีมือระดับนั้นออกมาได้”



“สำหรับตระกูลที่มีรากฐานลึกล้ำ และสืบสานมรดกมาหลายพันปี การให้กำเนิดยอดฝีมือระดับนั้นอาจไม่ใช่เรื่องยากก็จริง”



“แต่สำหรับตระกูลหลัวที่เดิมทีเป็นเพียงตระกูลเล็กๆ เมื่อไม่กี่ปีก่อน ไม่มีทางเป็นไปได้เลย มันจะต้องเป็นข่าวลวงที่พวกเขาเผยแพร่ออกมาเองอย่างแน่นอน”



“ที่พวกเขาสามารถรวมเขตหวายสุ่ยเป็นหนึ่งได้ แทนที่จะบอกว่าเพราะบรรพบุรุษตระกูลหลัวได้ทะลวงผ่าน และกลายเป็นผู้ฝึกตนระดับกลั่นโลหิต”



“น่าจะเป็นเพราะพวกเขาสามารถช่วงชิงโอกาสระหว่างที่ฝ่ายอื่นๆ ห้ำหั่นกัน และได้เป็นผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์เป็นคนสุดท้ายมากกว่า”



“ดังนั้น การลงมือกับตระกูลหลัวจึงถือเป็นเรื่องจำเป็น”



“ผู้ใดกล้าขัดขวางก็ถือเป็นศัตรูของค่ายไป๋เหลียน!”



คิ้วของผู้นำลำดับสามขมวดแน่น ใบหน้าของเขาหมองคล้ำอย่างน่ากลัว “เจ้าหนู เมื่อกี้ เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”



เมื่อได้ยินคำเรียก ผู้นำลำดับสองกำหมัดแน่น เปล่งออร่าอันน่าสะพรึงกลัวของผู้ฝึกตนระดับกลั่นอวัยวะออกมา



เขาจ้องเขม็งไปทางชายตาเดียว ลำคอของเขาส่งเสียงดังสนั่น “ตาเฒ่า ถ้ากล้าเรียกข้าแบบนั้นอีก แกได้ตายแน่”



ภายในห้องโถง



บรรยากาศก็ค่อย ๆ ตึงเครียดมากขึ้น



คนทุกคนจึงไม่มีทางเลือกอื่นๆ นอกจากลุกขึ้นยืนทีละคน



ฝ่ายหัวรุนแรง ฝ่ายกลาง



สมาชิกจากสองฝ่ายหลักแห่งค่ายไป๋เหลียน ต่างก็ยืนอยู่ด้านหลังผู้นำลำดับสอง และสามตามลำดับ



แน่นอนว่านอกเหนือจากคนกลุ่มนี้



ยังมีคนจำนวนมากที่ยืนเงียบๆ อยู่ด้านหลังผู้นำสูงสุดของค่ายไป๋เหลียน หว่านฮ่าวเว่ย



“พวกเราต่างเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ควรมาทะเลาะกันเองเช่นนี้”



หลังจากหว่านฮ่าวเว่ยพูดขึ้น และพยายามห้ามปราม



บรรยากาศที่ตึงเครียดมากขึ้น ก็เริ่มคลี่คลายลงบ้างเล็กน้อย



“น้องสามพูดถูก”



“เราจะประมาท และประเมินความแข็งแกร่งของตระกูลหลัวต่ำเกินไปไม่ได้เป็นอันขาด ไม่งั้นหากปะทะกัน อาจจะเป็นฝ่ายเราเองที่ต้องสูญเสียอย่างหนัก”



“แต่ที่น้องสองพูดก็ไม่ได้ไร้เหตุผลเช่นกัน”



“ทุกวันนี้ ภัยแล้งรุนแรงมากขึ้น และฝูงตั๊กแตนก็ระบาดไปทั่ว ทำให้มณฑลต่างๆ ทางตอนเหนือประสบกับความล้มเหลวในการผลิตอาหาร”



“แม้ว่ามณฑลหลัวซานของเราที่อยู่ทางตอนใต้จะยังไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายถึงขนาดนั้น แต่อาหารที่เราผลิตได้ก็ลดลงเป็นอย่างมาก”



“ดังนั้น เมื่อมีโอกาส เราจะต้องลงมือกับตระกูลหลัว ไม่มีทางเลือกอื่น”



“แทนที่จะค่อยๆ ถูกค่ายเสวี่ยหลางหรือค่ายฮุ่ยม่ากลืนกินอย่างช้าๆ จากปัญหาขาดแคลนอาหาร มันก็จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับเราที่จะมุ่งตรงไปที่เขตหวายสุ่ยเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของตระกูลหลัว”



“หากความแข็งแกร่งของพวกเขาเกินกว่าที่พวกเราจินตนาการเอาไว้”



“พวกเราก็จะถอยกลับมาที่เขตหวงซาน”



“ด้วยค่ายเสวี่ยหลาง และค่ายฮุ่ยม่าที่เป็นหลักยึด ข้าคิดว่าตระกูลหลัวคงจะไม่กล้ารุกรานเข้ามา เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่จะเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนัก”



“แต่ถ้าหากว่าตระกูลหลัวไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่เอ่ยอ้าง พวกเขากลวงเปล่าจากภายใน”



“ก็จะมาตำหนิค่ายไป๋เหลียนของเราจากสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ได้”



“ท้ายที่สุดแล้ว โลกใบนี้มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด และได้รับสิทธิ์ในการควบคุมทุกอย่าง”



“สำหรับผู้อ่อนแอ แม้แต่ชะตาชีวิตของตัวเอง พวกเขาก็ยังไม่อาจกุมไว้ในกำมือได้”



หลังจากหว่านฮ่าวเว่ยกล่าว เส้นทางของค่ายไป๋เหลียนในวันหน้าก็ถูกขีดเขียนแล้ว จากนั้น ผู้คนภายในห้องโถงก็แยกย้ายกันออกไป



สำหรับการตัดสินใจครั้งนี้ ผู้คนจากฝ่ายกลางรู้สึกไม่ค่อยพึงพอใจนัก แต่พวกเขาก็ไม่อาจทำอะไรได้



เพราะไม่ว่าจะอย่างไร หว่านฮ่าวเว่ยก็คือผู้นำสูงสุดของพวกเขา มีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจ



สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ คือก้มหน้ายอมรับ และปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่มีสิทธิ์จะปฏิเสธ




ตอนก่อน

จบบทที่ แผนการของค่ายไป๋เหลียน

ตอนถัดไป