กลยุทธ์การทำศึก

ตอนที่ 163 กลยุทธ์การทำศึก



หลังจากการเจรจาสิ้นสุดลง และจบลงด้วยความล้มเหลว



เจียงหยาน และคนอื่นๆ ที่ติดตามเขามาก็ถูกขับไล่ออกจากดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว



“ทำไม?”



“เพราะเหตุใดตระกูลหลัวถึงทำเช่นนี้?”



“ทำไมเขาถึงเลือกที่จะยอมปล่อยมือจากน้องสาวของข้าเพียงเพื่อหญิงชั้นต่ำไม่กี่คน…”



นอกดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว



เจียงอู่กุ้ย นายน้อยแห่งตระกูลเจียงจ้องมองไปยังประตูใหญ่ที่ปิดสนิทตรงหน้าด้วยสายตาที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธ



“อู่กุ้ย เมื่อการเจรจาล้มเหลว พวกเราต้องรีบกลับไปแจ้งข่าว และเตรียมพร้อม…”



เจียงหยานมองไปทางเจียงอู่กุ้ยที่ยืนอยู่ข้างๆ จากนั้น เขาก็ถอนหายใจอย่างเงียบๆ



เขาต้องการจะเอ่ยปากตำหนิ แต่เขาก็ไม่สามารถพูดมันออกมาได้



“ลุงเจียง พวกเราจะจากไปทั้งๆ แบบนี้เลย?”



“จะไม่ลองคุยกับตระกูลหลัวอีกสักครั้งรึ?”



“ถ้าหากเป็นผู้นำตระกูลหลัวล่ะก็…”



เจียงอู่กุ้ยพูดด้วยเสียงเบา แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูดจบ เจียงหยานก็เดินจากไปอย่างเงียบๆ โดยไม่หันกลับมามอง



“ลุงเจียง ลุงเจียง…”



เจียงอู่กุ้ยเฝ้าดูเจียงหยานค่อยๆ หายลับไปในระยะไกล แล้วมองกลับมาที่ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัวที่อยู่ข้างหลัง



เนื่องจากไม่มีทางเลือกอื่น เขาจึงได้แต่เดินตามรอยเท้าของเจียงหยาน และจากไปแต่โดยดี





เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว



ในลานบ้านเก่าแก่โบราณ หลัวฉางเฟิง บรรพบุรุษตระกูลหลัวกำลังนั่งอย่างเงียบๆ อยู่ใต้ศาลาหินชิงสือ



ในมือของเขาถือถ้วยชาที่กำลังร้อน และควันโชยออกมา



เขาจิบชาอย่างเงียบ ๆ ในขณะที่จ้องมองออกไปในระยะไกล



ชาเย็นก็ดีเหมือนกัน



แต่เมื่อดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน ความสนใจก็ขาดหาย จึงต้องเปลี่ยนมาลองอย่างอื่นดูบ้าง



“คนของตระกูลเจียงจากไปแล้วรึ?”



หลังจากดื่มชาร้อนๆ จนหมดถ้วย



จู่ๆ หลัวฉางเฟิงก็ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางมองไปทางพื้นที่ว่างเปล่าข้างตัว



“เรียนนายท่าน พวกเขาจากไปแล้วขอรับ…”



หลัวตง พ่อบ้านชราที่มีผมยาวสีเทาขาว และร่างหลังค่อมเล็กน้อยปรากฏตัวขึ้นด้านหลังหลัวฉางเฟิง ก้มหัว และโค้งตัว ตอบด้วยความเคารพ



“แล้วเจ้าเด็กนั่นล่ะ… เขาตอบว่ายังไง?”



หลัวฉางเฟิงหรี่ตา และครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถามอีกครั้ง



ขณะที่ยังคงก้มหัวลง หลัวตงก็ตอบอย่างนุ่มนวล “นายน้อยเหยาประพฤติตนอย่างมีศักดิ์ศรี และมีความยับยั้งชั่งใจ เขาเลือกที่ปฏิเสธด้วยความหนักแน่น ไม่ได้ทำให้ตระกูลหลัวต้องผิดหวัง”



“โอ้… งั้นก็ดี”



หลัวฉางเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย และพูดกับหลัวตงด้วยท่าทีสงบ “ถ้าอย่างนั้น ก็เพิ่มทรัพยากรและเงินที่เขาได้รับอีกห้าส่วน แล้วให้เด็กคนนั้นมาหาข้าพรุ่งนี้ด้วย ข้ามีเรื่องบางอย่างที่ต้องหารือกับเขา…”



หลัวตงยังคงก้มหัวลง และตอบว่า “ขอรับนายท่าน”



หลังจากพูดจบ หลัวตงก็หายตัวไปจากลานบ้านอย่างเงียบๆ



หลังจากพ่อบ้านชรา หลัวตงจากไป



ณ เวลานี้ ที่เหลือคนอยู่ในลานบ้านก็เหมือนเพียงสองคนเท่านั้น



นั่นคือ หลัวฉางเฟิงที่นั่งอยู่ใต้ศาลาหิน และหยวนหลิวหลีที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาอย่างเงียบๆ เธอสวมเสื้อผ้าสีดำรัดรูป และมีมีดสั้นแขวนอยู่ที่เอว สีหน้าของเธอดูสงบ และเย็นชา



“หยวนหลิวหลี…”



ทันใดนั้น หลัวฉางเฟิงก็เรียกหาเด็กสาวที่อยู่ข้างหลังด้วยเสียงเบา



เมื่อถูกเรียก หยวนหลิวหลีก็ก้าวออกมาข้างหน้า จากนั้นเธอก็ก้มหัวลงเล็กน้อย



ดูเหมือนเธอจะกำลังรออยู่ว่าหลัวฉางเฟิงจะมอบคำสั่งอะไรให้



“เจ้าคิดว่าหลังจากนี้ตระกูลเจียงจะเป็นยังไงหลังจากที่พวกเขาสูญเสีย ‘หนังเสือ’ อย่างตระกูลหลัวไป”



เมื่อได้ยินเช่นนี้ หยวนหลิวหลีก็ครุ่นคิดสักพัก “น่าจะถูกทำลายจนสิ้นซาก?”



น้ำเสียงของหยวนหลิวหลีเย็นชา และคำตอบของเธอก็ชัดเจน



คำตอบนี้เผยให้เห็นถึงลักษณะนิสัย และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเธออย่างแท้จริง



“ไม่หรอก ข้าคิดว่าตระกูลเจียงจะยังคงอยู่ที่เขตซ่างเหิงต่อไป เพียงแต่ว่าหลังจากนี้อำนาจที่พวกเขามีคงจะเหลือเพียงน้อยนิดเท่านั้น”



หลัวฉางเฟิงพูดเบาๆ



สำหรับหยวนหลิวหลี เธอพยักหน้าอย่างเงียบๆ



แต่บนใบหน้าอ่อนเยาว์ และซีดเซียวของเธอ เผยให้เห็นว่าไม่ค่อยเชื่อคำตอบนั้นอย่างชัดเจน



“ฮ่าๆๆ ดูเหมือนเจ้าจะไม่เชื่อสินะ งั้นก็มารอดูกันเถอะ เมื่อถึงเวลา เจ้าก็จะได้รู้เอง”



หลังจากพูดจบ หลัวฉางเฟิงก็ไม่สนใจผู้บัญชาการองครักษ์เงา หยวนหลิวหลีที่ยืนอยู่ข้างๆ อีกต่อไป



เขาเพียงดื่มชาร้อนถ้วยแล้วถ้วยเล่าท่ามกลางความเงียบ



แท้จริงแล้ว ที่หยวนหลิวหลีได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการองครักษ์เงาไม่เพียงแต่ความสามารถในการต่อสู้ของเธอจะโดดเด่นมากเท่านั้น



แต่ยังเป็นเพราะว่าพรสวรรค์ และศักยภาพของเธอสูงที่สุด เหนือกว่าองครักษ์เงาคนอื่นๆ อีกด้วย



สำหรับองครักษ์เงาคนอื่นๆ แค่มาถึงระดับกลั่นอวัยวะขั้นกลางก็ถือเป็นขีดจำกัดแล้ว ไม่มีทางที่พวกเขาจะไปไกลกว่านี้



อย่างไรก็ตาม ที่หยวนหลิวหลีติดอยู่ที่ระดับกลั่นอวัยวะขั้นกลางก็เนื่องจากมาจากผลของโอสถทลายฟ้ารุ่นสองยังคงอ่อนแอเกินไป



ไม่งั้น เด็กสาวคนนี้คงจะไปได้ไกลกว่านี้อย่างแน่นอน และทิ้งห่างคนอื่นๆ ไปไกล





หลังจากการก่อตั้งพันธมิตรล้มเหลว และแตกหักกับตระกูลหลัว



กองคาราวานตระกูลเจียงก็รีบหน้ากลับไปยังเขตซ่างเหิงทั้งวันทั้งคืนโดยไม่หยุดพัก



ระหว่างการเดินทาง ตระกูลหลัวไม่ได้หยุดยั้งพวกเขาเอาไว้



ด้วยเหตุนี้ กองคาราวานตระกูลเจียงจึงเดินทางกลับไปได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเวลาที่น้อยกว่าตอนข้ามาถึงหลายวัน



ระหว่างที่กองคาราวานตระกูลเจียงกำลังเดินทางกลับบ้าน



หลัวหย่งซึ่งเดิมทีอยู่ที่ค่ายทหารตรงพรมแดนระหว่างเขตหวงซาน และหวายสุ่ยก็ได้กลับมาถึงดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัวในที่สุด





เมื่อเวลาค่อยๆ ผ่านไป เที่ยงวันก็มาถึง



อุณหภูมิภายนอกได้พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด ต่อให้การอยู่นอกบ้านเป็นเวลานานจะยังไม่ถูกแดดเผาจนตาย ก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคลมแดด สำหรับคนธรรมดา นั่นเป็นสิ่งพวกเขาทนรับไม่ไหว



อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับภายนอก



ดินแดนของตระกูลหลัว และเมืองศิลาครามอันกว้างใหญ่ หลัวหย่งแทบไม่รู้สึกถึงความร้อนใดๆ เลย



กลับกันมันให้ความรู้สึกเย็นสบายมากกว่าเสียอีก และเขาก็รู้ดีว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น



น่าจะเป็นเพราะยันต์เหมันต์ที่บรรพบุรุษฉางเฟิงมอบให้ และถูกนำมาใช้



หากเป็นหลายวันก่อน สิ่งเดียวที่หลัวหย่งคิดได้ก็คือ ใช้พลังของยันต์พิรุณชักน้ำจากฟากฟ้าสาดเทลงมาจากเบื้องบน กวาดล้างทำร้ายศัตรูให้ราบคาบ



แต่เมื่อเวลาผ่านไป และหลังจากที่เขากลับมาถึงดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว



กลยุทธ์อันชาญฉลาดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ผุดขึ้นมาในหัวของเขา



หากยันต์เหมันต์สามารถลดอุณหภูมิได้



แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากใช้ยันต์เหมันต์หลายสิบหรือหลายร้อยแผ่นในเวลาเดียวกัน?



แล้วถ้าปรับอุณหภูมิให้ไปถึงจุดต่ำสุดจะเป็นอย่างไร?



เมื่อเขาสามารถควบคุมสภาพอากาศได้อย่างอิสระ ก็เหมือนมีฟ้าดินคอยช่วยทำศึกสงคราม



เมื่อถึงเวลา เขาก็จะทำให้เกิดน้ำท่วมก่อนแล้วตามมาด้วยคลื่นความหนาวเย็นที่รุนแรงสุดขั้ว



เมื่อทำถึงขนาดนั้น หลัวหย่งไม่เชื่อว่าพวกโจรจากค่ายไป๋เหลียนจะสามารถต้านทานได้



แม้ว่าพวกโจรชั้นยอดของค่ายไป๋เหลียนที่สวมชุดเกราะสีเงิน และถือธนูยาวจะสามารถทนต่อภัยพิบัติเหล่านี้ได้ก็ตาม



แต่เขาก็มั่นใจกว่าโจรคนอื่นๆ ที่แทบไม่มีอาวุธติดตัว ไม่มีทางต้านทานได้อย่างแน่นอน



และเมื่อพวกโจรธรรมดาเหล่านั้นไม่อาจต้านทานได้ หนีทัพ และกระจัดกระจาย ขบวนทัพของค่ายไป๋เหลียนก็จะถูกทำลายลง โดยที่เขาไม่ต้องสังเวยชีวิตของทหารไปแม้แต่คนเดียว



หากเป็นไปได้ที่คิดจริงๆ สงครามครั้งนี้ชัยชนะก็คงจะอยู่ใกล้แค่เอื้อม





หลังจากที่หลัวหย่งกลับมายังดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว



เขาพุ่งไปที่ลานบ้านที่หลัวฉางเฟิงพำนักอยู่ในทันที



“บรรพบุรุษฉางเฟิง…”



ลึกเข้าไปในดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว ในลานบ้านที่ส่งกลิ่นอายเก่าแก่โบราณ



ใต้ศาลาหิน หลัวฉางเฟิงยืนอยู่ตรงนั้น ผมสีขาวเงินของเขาทำให้ดูสง่างามราวกับมาจากโลกอื่น ขณะที่เขามองออกไปในระยะไกล



“เจ้ามีธุระอะไร?”



เมื่อสังเกตเห็นหลัวหย่ง หลัวฉางเฟิงก็เหลือบมองเขาแล้วถามเบาๆ



เจ้าเด็กนี่ น่าจะอยู่ที่พรมแดนระหว่างเขตหวายสุ่ย และหวงซานไม่ใช่เหรอ?



เขาไม่ได้ติดพันกับการสู้รบกับพวกโจรจากค่ายไป๋เหลียนอยู่หรือยังไง?



เหตุใดจู่ๆ ถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้?



“บรรพบุรุษ มีบางอย่างที่ข้าไม่แน่ใจว่าควรจะเอ่ยปากหรือไม่…”



หลัวหย่งกล่าวด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย โดยพูดด้วยเสียงแผ่วเบา



เมื่อเห็นท่าทีนอบน้อมของหลัวหย่ง หลัวฉางเฟิงรู้ในใจว่าเจ้าเด็กนี่ไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน



“ถ้าคิดว่าไม่ควรพูดก็ไม่ต้องเอ่ยออกมา หากไม่มีอะไรแล้ว เจ้าก็ออกไปได้”



หลัวฉางเฟิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นโบกมือราวกับว่าเขาไม่คิดจะสนใจหลัวหย่งอีกต่อไป




ตอนก่อน

จบบทที่ กลยุทธ์การทำศึก

ตอนถัดไป