นักเขียนยันต์แห่งตระกูลหลัว
ตอนที่ 177 นักเขียนยันต์แห่งตระกูลหลัว
เมื่อถูกถาม เหลียงซื่อซุนก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย
สำหรับปัญหานี้ เขาก็เคยคิด ถามมันกับตัวเองเหมือนกัน
แล้วยังเคยคิดจากมุมมองของตระกูลหลัวอยู่หลายครั้งอีกด้วย
พยายามสรุปความสำคัญ มองหาเบื้องหลังการกระทำของตระกูลหลัว
แต่ว่าสุดท้ายแล้ว เขาก็ล้มเหลว
ไม่ว่าเขาจะพยายามหาข้อสรุปอย่างไร เขาก็ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ว่าทุกสิ่งที่ตระกูลหลัวทำ พวกเขาต้องการอะไรกันแน่
“ณ เวลานี้ มีทหารจำนวนมากเท่าไหร่ที่มารวมตัวกันอยู่ที่พรมแดนระหว่างเขตหวายสุ่ย และชิงฉู่?”
หลังจากเงียบไปนาน เหลียงซื่อซุนก็ถามเหลียงซู่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ตอนนี้น่าจะมีมากกว่าครึ่งล้านแล้ว ฝั่งเราสองแสนกว่าๆ ฝั่งพวกเขาก็น่าจะมีจำนวนพอๆ กัน” เหลียงซู่ตอบ
“ซื่อซุน เจ้าถามเรื่องนี้ไปทำไม หรือว่าเจ้าคิดแผนการบางอย่างได้แล้ว?”
เหลียงซื่อซุนส่ายหัว เขาไม่ได้ตอบ แต่หรี่ตาลงเล็กน้อย พลางครุ่นคิดหาวิธี และรับมือกับเรื่องน่าปวดหัวตรงหน้า
…
เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
ณ ห้องหนังสือ
หลัวผิงถือรายงาน และก้มอ่านมันอย่างเงียบๆ
เมื่อสามวันก่อน เมืองทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลเจียงแห่งซ่างเหิงก็ถูกยึดครองโดยพันธมิตรสี่ตระกูล นับจากนี้ไป ตระกูลเจียงจะถูกลบออกจากรายชื่อห้าตระกูลใหญ่อย่างสมบูรณ์…
เมื่อเห็นรายงานฉบับนี้ ดวงตาของหลัวผิงก็หรี่ลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ในที่สุด ตระกูลเจียงก็เสื่อมถอยถึงขีดสุด ก่อนหน้านี้ พวกเขาเคยมีโอกาสพลิกฟื้นครั้งหนึ่ง
ขอแค่เจียงเสี่ยวเยว่ บุตรสาวของผู้นำตระกูลเจียงสามารถแต่งเข้าสู่ตระกูลหลัวได้สำเร็จ
เมื่อมีความเชื่อมโยงกันระหว่างตระกูลเจียง และตระกูลหลัว
พันธมิตรสี่ตระกูลแห่งซ่างเหิงก็ต้องยับยั้งตัวเอง และวางมือ ปล่อยผลไม้สุกงอมอย่างตระกูลเจียงไป
อย่างไรก็ตาม ก็ช่างน่าเสียดายจริงๆ
ตระกูลเจียงล้มเหลวในการคว้าฟางเส้นสุดท้ายนั้นเอาไว้
แม้ว่าในเวลาต่อมา เจียงเสี่ยวเยว่ บุตรสาวของผู้นำตระกูลเจียงจะได้มาเยือนตระกูลหลัวของเขาอีกครั้ง
ทัศนคติของนางจริงใจ และอ่อนน้อมถ่อมตน พยายามอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ
แต่เมื่อสูญเสียโอกาสไปแล้ว ก็ไม่มีวันหวนกลับคืนมาได้
แน่นอนว่าตระกูลหลัวจะไม่ให้โอกาสครั้งที่สองแก่ตระกูลเจียงโดยไม่มีเหตุผล
นอกจากนี้ บรรพบุรุษฉางเฟิงเคยกล่าวว่าไม่ค่อยพอใจเกี่ยวกับตระกูลเจียง
จึงไม่มีความเป็นไปได้อย่างแน่นอนที่ตระกูลหลัวจะตอบรับคำขอ และมอบความช่วยเหลือ
…
ใช่แล้ว ตระกูลเจียงกำลังเสื่อมถอยอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังคงมีความสัมพันธ์หลงเหลืออยู่ระหว่างตระกูลเจียง และตระกูลหลัว
พันธมิตรสี่ตระกูลแห่งซ่างเหิงจึงไม่ได้มุ่งเป้าที่จะทำลายล้างตระกูลเจียงอย่างราบคาบ
ในทางกลับกัน พวกเขาพยายามกัดกร่อนความแข็งแกร่ง และรากฐานของตระกูลเจียงอย่างเงียบๆ ทีละเล็กละน้อย
ในยุคสมัยแห่งความโกลาหล ไม่รู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้ เป็นโชคดีหรือโชคร้ายสำหรับตระกูลเจียงกันแน่
…
หลังจากคิดอยู่เป็นเวลานาน
หลัวผิงวางรายงานในมือของเขาลงอย่างเงียบๆ
และหยิบอีกฉบับขึ้นมาจากโต๊ะ ขณะที่หลัวผิงกำลังจะเปิดอ่านรายงานฉบับต่อไป
ทันใดนั้น ก็มีร่างหนึ่ง ไม่สิ สองร่างจู่ๆ ก็ปรากฏตัวนอกห้อง
“ผู้นำตระกูลหลัว…”
เสียงที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้นก่อนที่เจ้าของเสียงจะเผยตัว
เมื่อเห็นชายสองคนก้าวเข้ามา ในที่สุดหลัวผิงก็จำตัวตนของทั้งสองที่อยู่ตรงหน้าได้
คนหนึ่งคือ ลู่จุน ผู้นำตระกูลลู่คนปัจจุบัน ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ของเขตหวงซาน และอีกคนหนึ่งคือ นายน้อยแห่งตระกูลลู่ กิเลนหนุ่มซึ่งเป็นความหวังสำหรับอนาคตของพวกเขา ผู้ซึ่งตอนนี้ได้เข้าร่วมนิกายอมตะที่ถูกเรียกว่านิกายฮั่วเจี้ยนในฐานะศิษย์สายนอก
“อา ผู้นำตระกูลลู่…”
เมื่อเห็นชายสองคนอยู่ตรงหน้าเขา หลัวผิงก็พบว่าตนไม่สามารถจัดการเรื่องต่างๆ บนโต๊ะได้อีกต่อไป
เพราะไม่ว่ายังไง พวกเขาก็เป็นพันธมิตรของตระกูลเขา
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมของตระกูลลู่ในช่วงเวลาสามเดือนที่ผ่านมา
พวกเขาดูกระตือรือร้นที่จะเกาะขาตระกูลหลัวมากจนถึงขนาดยอมมอบดินแดนทั้งหมดของตนเป็นของขวัญให้โดยไม่ลังเล
แต่ถึงแม้จะไม่มีเรื่องนั้นก็ตาม
ลำพังแค่การปรากฏตัวของลู่จุนซึ่งเป็นผู้นำตระกูล และลู่โหยวเต้าที่เป็นนายน้อยอยู่บนดินแดนของตระกูลหลัว ก็เผยให้เห็นถึงความจริงใจของพวกเขามากจนเกินพอแล้ว
…
หลังจากสนทนากับลู่จุนได้สักพักหนึ่ง
หลัวผิงก็พาลทั้งสองไปเดินเล่นนอกเมืองศิลาคราม
ลู่โหยวเต้าซึ่งเป็นนายน้อยแห่งตระกูลลู่ก็เดินตามหลังมาอย่างใกล้ชิด
แน่นอนว่าในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้
หลัวซวน ผู้เป็นนายน้อยแห่งตระกูลหลัวก็ต้องร่วมเดินทางมาด้วยเช่นกัน
แม้ว่าในสายตาของหลัวผิง บุตรชายคนนี้จะทำให้เขารู้สึกหมดหนทางก็ตามที
“ผู้นำตระกูลลู่ เจ้าเคยเห็นพื้นที่เพาะปลูกของตระกูลข้าแล้วหรือยัง?”
เมื่อเดินออกจากเขตตัวเมือง หลัวผิงก็หันมาถามลู่จุน
ลู่จุนตอบด้วยรอยยิ้มจางๆ เสียงของเขานุ่มนวล “นับตั้งแต่วันแรกที่ข้าเข้ามาในเมืองศิลาคราม ข้าก็ได้ยินเกี่ยวกับที่นั่นมาบ้าง แต่ไม่เคยได้ยินด้วยตาตัวเองเลย…”
หลัวผิงพูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะพาพวกเจ้าไปดูให้เห็นกับตา…”
หลังจากกล่าวจบ หลัวผิงก็พาลู่จุน และลู่โหยวเต้าไปยังพื้นที่เพาะปลูกที่ตระกูลหลัวคอยดูแล และปกป้องอยู่
โดยปกติแล้ว พื้นที่เพาะปลูกที่เป็นฐานผลิตเสบียงจะต้องถูกเก็บไว้เป็นความลับ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทั้งสองคนอยู่ที่นี่ และดูเหมือนว่าพวกเขาไม่มีแผนที่จะเดินทางกลับ และมีความตั้งใจจะอยู่ที่เมืองศิลาครามเป็นเวลานาน หลังจากมอบหมายงานอื่นๆ ให้คนในตระกูลจัดการแทน
การให้พวกเขาได้เห็น ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลยสิ้นเชิง
…
เมื่อพวกหลัวผิงมาถึงพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ที่ตระกูลหลัวแผ้วถางเอาไว้นอกเมืองศิลาคราม
ลู่จุน ผู้นำตระกูลลู่คนปัจจุบันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เขาเบิกตากว้างขึ้นขณะที่เฝ้าสังเกตพืชผลรอบๆ ตัวเขาอย่างเงียบๆ ที่ดูเหมือนพร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยวแล้ว
ในดวงตาของเขา มีร่องรอยของความไม่เชื่อปรากฏอย่างเด่นชัด
แคว้นต้าเฟิงที่พวกเขาอยู่ เกิดภัยแล้งรุนแรงมานานหลายปี
หลายมณฑลทางตอนเหนือเกือบล่มสลาย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากฝูงตั๊กแตนระบาด
แม้ว่ามณฑลต่างๆ ทางตอนใต้จะไม่ได้รับผลกระทบหนักเท่า
แต่สัญญาณเริ่มแรกของฝูงตั๊กแตนระบาดก็เริ่มเผยให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้แต่ในมณฑลหลัวซาน สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันมากนัก
แต่สำหรับตระกูลหลัว
ดูเหมือนว่าจะพวกเขาจะสามารถละเลยปัญหาเรื่องทรัพยากรน้ำ สภาพภูมิอากาศ และฝูงตั๊กแตนได้อย่างสมบูรณ์
สิ่งนี้มันช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ
…
ขณะที่เขาเดินเข้ามาใกล้ จนเกือบจะถึงขอบไร่นา และสัมผัสได้ว่าอุณหภูมิและความชื้นเหมาะสมอย่างยิ่ง
ลู่จุนที่มีความสงสัยอยู่เต็มอก ดูเหมือนตอนนี้จะเริ่มเข้าใจมากขึ้นแล้ว
แต่สำหรับสาเหตุที่ทำให้พืชผลของตระกูลหลัวเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์ เขาก็ยังคงรู้สึกสับสน
ตระกูลหลัวกำจัดตั๊กแตน แก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ และการขาดแคลนน้ำได้ยังไง?
ภายใต้คำถามมากมายที่วนเวียนอยู่ในของเขา
ลู่จุนบังเอิญเห็นยันต์จำนวนมากที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าเบื้องบน
เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว
และยังตระหนักได้อีกว่าการคาดเดาครั้งก่อนของเขานั้นผิดพลาด
มีความเป็นไปได้ที่ตระกูลหลัวจะได้รับมรดกจากเซียนจริง แต่ก็น่าจะไม่ใช่แค่นั้น เพราะสิ่งพวกเขาเผยให้เห็นน่าตกใจมากยิ่งกว่านั้นมาก
เพราะดูเหมือนว่าตระกูลหลัวแห่งหวายสุ่ยจะมีนักเขียนยันต์อยู่
…
ไม่ใช่แค่ลู่จุนเท่านั้นที่ตกตะลึงกับความจริงตรงหน้า
แม้แต่ลู่โหยวเต้า นายน้อยแห่งตระกูลลู่ที่เดินตามหลังลู่จุนอย่างเงียบๆ เมื่อเห็นยันต์เหล่านั้นล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า
รูม่านตาของเขาก็หดตัวอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ
จำนวนของยันต์ที่ลอยอยู่กลางอากาศนั้นมากมายจนทำให้ตัวสั่นสะท้าน
แม้จะไม่ต้องนับอย่างละเอียด
ลู่โหยวเต้าก็สามารถบอกได้ว่าเมื่อพิจารณาจากยันต์ที่เขาเห็น น่าจะไม่ต่ำกว่าร้อยแผ่น
แล้วยันต์เหล่านี้ตระกูลหลัวได้รับมาจากมรดกจากเซียนที่พวกเขาพบเจอจริงๆ หรือ?
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ลู่โหยวเต้าคงคิดแบบนั้น
แต่ตอนนี้ เขาปฏิเสธความคิดนั้นได้อย่างเต็มปาก
แม้จะเป็นมรดก มันก็ไม่ใช่กองสมบัติที่มีจำนวนนับอนันต์ จะใช้เท่าไหร่ไม่มีวันหมด
มีความเป็นไปได้เดียวที่ตระกูลหลัวจะมียันต์มากมายขนาดนี้ และกล้าใช้มันเหมือนไม่กลัวหมด
นั่นก็คือ มีนักเขียนยันต์ซ่อนอยู่ภายในดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว