ปรับเปลี่ยนกฎ
ตอนที่ 191 ปรับเปลี่ยนกฎ
ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
ณ ลานบ้านของหลัวฉางเฟิง
ผู้นำลำดับสามของค่ายเสวี่ยหลางนั่งขัดสมาธิ โดยหลับตาแน่น
พลังปราณที่ทรงพลังไหลเวียนไปทั่วร่างกายของเขาราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก
เวลาค่อยๆ ผ่านไป หลังนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง
ชายวัยกลางคนที่เป็นผู้นำลำดับสามของค่ายเสวี่ยหลางก็ลืมตา
รากฐาน และความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าระดับการบ่มเพาะของเขาจะอยู่ที่ระดับกลั่นอวัยวะขั้นต่ำ
แต่พลังที่เขาก็เพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อยหนึ่งส่วนจากก่อนหน้านี้
“เอามันมาให้ข้า…”
ชายวัยกลางคนยืนขึ้นอย่างกะทันหัน ดวงตาของเขาแดงก่ำ เผยให้เห็นท่าทีอันดุร้าย และมีออร่าสีแดงเลือดแผ่ออกมารอบๆ ตัว
“โอ้ เจ้าอยากได้สิ่งใด?”
หลัวฉางเฟิงถามด้วยน้ำเสียงสงบ
“สิ่งนั้น…”
ชายวัยกลางคนชี้ไปทางกาน้ำชาบนโต๊ะหิน ซึ่งกำลังปล่อยควันสีแดงแปลกๆ ออกมา
เมื่อถูกความปรารถนาแผดเผา สีหน้าอันดุร้ายของเขาก็ยิ่งเด่นชัดมากกว่าเดิม
เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า ยวนซึ่งยืนอยู่ข้างหลังชายวัยกลางคนก็ลดมือลง วางที่ด้ามดาบที่แขวนอยู่ข้างเอว
ดวงตาของเขาเปล่งจิตสังหารออกมาอย่างเลือนราง
อย่างไรก็ตาม หลัวฉางเฟิงหยุดเขาเอาไว้
ครู่ต่อมา หลัวฉางเฟิงก็เทชาสีแดงเลือดอีกถ้วยให้กับชายวัยกลางคนที่มองน้ำชาทุกหยดด้วยสายาเร่าร้อน
จากนั้น เขาก็ส่งมันให้กับชายที่เหมือนกับกำลังกระหายสุดชีวิตตรงหน้า
เมื่อได้รับถ้วยชาสีแดง ชายวัยกลางคนก็มองด้วยความโลภ ดวงตาเบิกกว้าง จากนั้น เขาก็ยกถ้วน เทใส่ปากในอึกเดียว
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น ก็เหมือนกับก่อนหน้านี้ทุกประการ
หลังจากดื่มชาสีแดงเลือดแล้ว ความแข็งแกร่งของชายวัยกลางคนก็เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ระดับการบ่มเพาะของเขาก็ไม่ได้รุดหน้า เขายังคงเป็นผู้ฝึกตนระดับกลั่นอวัยวะขั้นต่ำ
“เอามันมาให้ข้า…”
“ข้าต้องการมากขึ้น มากกว่านี้อีก…”
ดวงตาของชายวัยกลางคนแดงก่ำราวจะคันเอาเลือดสดออกมาได้
ใบหน้าของเขาก็ยังปกคลุมไปด้วยริ้วรอยลวดลายสีเลือดที่ดูแปลกประหลาด และน่าขนลุก
“เอามาให้ข้า บอกให้เอามาไงเล่า…”
ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนก็สูญเสียการควบคุมอารมณ์ และตะโกนเสียงดังใส่หลัวฉางเฟิง
หลังจากนั้น เพียงพริบตาเดียว หัวของเขาก็ถูกตัด และร่วงลงสู่พื้นอย่างกะทันหัน
เลือดสีแดงสดที่มีกลิ่นแปลกๆ ก็ไหลรินออกมา และสาดกระจายไปทั่ว
ยกเว้นทางศาลาหินที่หากมีเลือดหยดใดกระเด็นมา ก็จะถูกเพลิงอีกาดำแผดเผาจนกลายเป็นไอ
โอ้ ไม่สิ มันถูกเผาจนกลายเป็นแสงสีแดงเลือดแปลกๆ
เมื่อสายลมพัดผ่านก็ค่อยๆ สลายหายไป
“ดูเหมือนว่าจะยังคงล้มเหลว…”
“แม้ว่าข้าจะสามารถกลั่นโอสถชี่เสวี่ยจนควบแน่นเป็นเม็ดยาได้แล้ว”
“แต่พลังที่เป็นต้นตอของความบ้าคลั่งก็ยังคงเหลืออยู่ แม้ว่าจะอ่อนกว่ากินหญ้าโลหิตสดๆ มาก แต่ก็ถือยังไม่ดีพอที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้อยู่ดี”
“เฮ้อ…น่าเสียดายจริงๆ”
หลังจากส่ายหัวเล็กน้อย หลัวฉางเฟิงก็หยิบขวดหยกขาวออกมาจากถุงมิติ
จากนั้น เอาโอสถชี่เสวี่ยที่เหลืออยู่อีกสองเม็ดยัดลงไป เก็บขวดที่ปิดผนึกกลับเข้าไปในถุงมิติอีกครั้ง
ถึงแม้จะไร้ประโยชน์ แต่โอสถชี่เสวี่ยที่ล้มเหลวเหล่านี้ ก็ยังมีมูลค่าสำหรับการสะสมอยู่
ยิ่งกว่านั้น ไม่แน่ว่าบางที เขาอาจจะสามารถหาประโยชน์จากมันได้ในสักวันหนึ่ง
อนาคต ไม่มีใครรู้ ขอที่ไร้ค่าในเวลานี้ อาจเป็นไพ่ตายใบสำคัญที่ช่วยพลิกสถานการณ์ในวันหน้าก็เป็นได้
อีกอย่าง โอสถชี่เสวี่ยเป็นความลับสำคัญ ต่อให้ล้มเหลว ก็ไม่สามารถขายมันให้กับใครได้
….
เพียงพริบตา เวลาก็ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง
สำหรับลานบ้านเล็กๆ ของหลัวฉางเฟิง คราบเลือด และสิ่งสกปรกถูกเก็บกวาดไปจนสะอาดหมดจด
ขณะนี้ หลัวฉางเฟิงกำลังดื่มชาอย่างสบายอารมณ์พร้อมมองออกไปไกล
แน่นอนว่าเขาได้เปลี่ยนถ้วยชา และกาน้ำเป็นของใหม่แล้ว
“มาแล้วรึ?”
หลังจากนั้นสักครู่หนึ่ง จู่ๆ หลัวฉางเฟิงก็พูดกับพื้นที่ว่างตรงหน้าเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“สหายหลัว เจ้านี่ความรู้สึกไวจริงๆ…”
หลังจากเพียงครู่เดียว ฟู่ชิว รองเจ้านิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซานก็เผยตัว และนั่งลงตรงข้ามกับหลัวฉางเฟิง
“เอ๊ะ…”
“นั่นมันกลิ่นอะไรน่ะ?”
“แปลกจัง ข้าไม่เคยได้กลิ่นแบบนี้มาก่อนเลย…”
หลังจากนั่งลงได้ไม่นาน ฟู่ชิวก็หรี่ตา และมองไปรอบๆ
เพราะเมื่อกี้นี้ เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นที่ไม่คุ้นเคย
“กลิ่น?”
“ไม่เห็นจะมีเลย เจ้าคิดไปเองหรือเปล่า…”
หลัวฉางเฟิงยังคงจิบชาอุ่นๆ ท่าทีของเขา ไม่เผยให้เห็นพิรุธอะไร
“ช่างเถอะ” ฟู่ชิวพยักหน้าอย่างเงียบๆ แล้วไม่คิดจะให้ความสนใจกลิ่นๆ นั้นอีกต่อไป
บางทีมันอาจเป็นเพราะอ่อนไหวเกินเหตุไปเอง
“สหายหลัว เหตุผลที่ข้ามาหาเจ้าในครั้งนี้ก็เพื่อหารือเรื่องการจัดอันดับนิกายสาขาในช่วงสิ้นปี” ฟู่ชิวกล่าวด้วยความตื่นเต้น
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลัวฉางเฟิงก็วางถ้วยชาลงบนโต๊ะหิน
เงยหน้าขึ้นมองฟู่ชิวตรงที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาด้วยสายตาสงบ และอดไม่ได้ที่จะถามเบาๆ ว่า “แค่นั้นเองเหรอ”
ฟู่ชิวส่ายหัว สีหน้าของเขาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นจริงจังในขณะที่กล่าวว่า “ถ้าเพราะเรื่องแค่นั้น ข้าคงจะไม่มาด้วยตัวเอง คราวนี้การจัดอันดับแตกต่างไปจากเดิม เนื่องจากนิกายหลักได้ทำการปรับเปลี่ยนกฎเมื่อไม่กี่วันก่อน”
“นิกายหลักของนิกายหมื่นโอสถได้เพิ่มสิทธิบางอย่าง ที่ส่งผลค่อนข้างมาก”
“เมื่อก่อน ทุกนิกายสาขามีสิทธิ์ของปริมาณวัตถุดิบ และพืชวิญญาณจากนิกายหลักได้โดยตรง แต่หลังจากนี้ จะไม่อาจทำเช่นนั้นได้แล้ว”
“ตอนนี้ หากนิกายสาขาต่างๆ ของนิกายหมื่นโอสถต้องการซื้อพืชวิญญาณ”
“พวกเขาต้องร้องขอกับนิกายสาขาอันดับหนึ่งในภูมิภาคของตนเสียก่อน”
“หากนิกายสาขาอันดับหนึ่งของภูมิภาคนั้นเห็นด้วยกับคำร้อง พวกเราก็จะส่งเรื่องต่อไปยังนิกายหลัก และนำพืชวิญญาณมาส่งให้อีกต่อหนึ่ง”
เมื่อได้ยิน หลัวฉางเฟิงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “นิกายหลักของนิกายหมื่นโอสถดูเหมือนว่าต้องการปรับเปลี่ยนกระบวนการที่ยุ่งยากแต่เดิมให้เหมาะสมมากขึ้น รวมไปถึงการลดจำนวนนิกายสาขา”
ในทวีปซวนหยวน มีนิกายสาขาของนิกายหมื่นโอสถมากมายนับไม่ถ้วน
ลำพังแค่ภายในแคว้นต้าเฟิงเพียงแห่งเดียวก็มีมากถึงสิบสามสาขาแล้ว
ที่ตอนแรกๆ พวกเขาเปิดสาขาไว้มากมายตามที่ต่างๆ ก็เนื่องจากมาต้องการพัฒนา และเติบโตอย่างรวดเร็ว
แต่ตอนนี้ ทั่วทั้งทวีปซวนหยวน กล่าวได้ว่านิกายหมื่นโอสถครองตลาดเกี่ยวกับซื้อขายโอสถแต่เพียงผู้เดียวแล้ว
นั่นทำให้นิกายสาขาที่มากเกิน กลายเป็นภาระ และต้องหาทางลดจำนวนลง
“ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็ต้องแข่งขันกันเพื่อชิงนิกายสาขาอันดับหนึ่งของแคว้นตาเฟิง แม้ว่าจะไม่ต้องการก็ตาม”
หลัวฉางเฟิงพึมพำเบาๆ
หากเป็นเมื่อก่อน แม้จะได้อันดับสองหรือสามก็คงไม่มีความสำคัญมากนัก
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า มันจะไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกต่อไป
…