ซื่อกุ่ยพยายามหลบหนี

ตอนที่ 198 ซื่อกุ่ยพยายามหลบหนี



“แล้วนิกายหมื่นโอสถสาขาเจียงหนานเลือกเข้าร่วมกับนิกายหมื่นโอสถสาขาฉางชิงงั้นรึ?”



ใต้ศาลาหิน



หลัวฉางเฟิงจิบชาอุ่นๆ แล้วถามชายชราทั้งสองที่อยู่ตรงหน้า



“นิกายหมื่นโอสถสาขาเจียงหนานน่าจะเข้าร่วมกับสาขาฉางชิงตั้งแต่เริ่มแล้ว”



“และเหตุผลที่พวกเขารวบรวมเจ้านิกายสาขาต่างๆ ก็น่าจะเป็นเพราะคำสั่งของอีกฝ่าย”



ฟู่ชิวกล่าวอย่างใจเย็น



“แล้วมีกี่สาขาที่เลือกเข้าร่วมสาขาฉางชิง กี่สาขาที่เข้าร่วมกับเรา และกี่สาขาที่วางตัวเป็นกลาง?”



หลังจากหยุดคิดไปครู่หนึ่ง หลัวฉางเฟิงก็ถามออกไปอีกครั้ง



คราวนี้ ฟู่ชิวไม่ได้เป็นคนตอบ



แต่เป็นจงมู่เต้า เจ้านิกายหมื่นโอสถสาขาจื่อเจิน และเป็นนักกลั่นโอสถระดับสาม



“สหายหลัว นอกจากสาขาจื่อเจินของข้าแล้ว น่าจะอีกสามสาขาที่เลือกเข้าร่วมกับเรา”



“ส่วนสาขาฉางชิง เมื่อรวมกับสาขาเจียงหนานที่เปิดเผยตัวอย่างชัดเจน น่าจะผู้สนับสนุนพวกเขาประมาณ 5 สาขา”



“นั่นทำให้ ยังมีเหลืออีกประมาณสองสาขาที่วางตัวเป็นกลาง และเฝ้าดูสถานการณ์เป็นการชั่วคราว”



ภายใต้ศาลาหิน หลัวฉางเฟิงพึมพำกับตัวเองขณะจิบชา



“นั่นหมายความว่าระหว่างเรากับพวกเขาต่างกันเพียงสาขาเดียวเท่านั้น ช่องว่างระหว่างสองฝ่ายไม่ได้กว้างอย่างที่เขาเคยคาดการณ์เอาไว้”



ไม่นานหลังจากนั้น



ฟู่ชิว และจงมู่เต้าก็กล่าวอำลา และเดินทางกลับ



ระหว่างที่ตระกูลต่างๆ ในแคว้นต้าเฟิงสร้างความขัดแย้ง และก่อสงครามกันอย่างไม่รู้จบ



นิกายหมื่นโอสถสาขาต่างๆ ก็มีสงครามหนึ่ง เพียงแค่มันไร้เขม่าดินปืนก็เท่านั้น



พวกเขาแบ่งเป็นสองฝ่าย สนับสนุนนิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซาน หรือนิกายหมื่นโอสถสาขาฉางชิงอย่างเงียบๆ



ไม่มีการต่อสู้อย่างเปิดเผยระหว่างพวกเขา



แต่ก็มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายเบื้องหลัง



อย่าง การลักลอบดึงคน



ไม่ว่าจะเป็นสาขาหลัวซานหรือสาขาฉางชิง ความพยายามในการลักลอบดึงคนให้มาเข้าร่วมนิกายของตัวเองไม่เคยหยุดยั้ง



อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ สิ่งที่พวกเขาทำอยู่มีแนวโน้มที่จะเอื้อประโยชน์ต่อสาขาหลัวซานมากกว่า



เพราะการที่สาขาหลัวซานจะดึงคนได้สำเร็จนั้นเป็นยาก



เนื่องมาจากสาขาหลัวซานไม่เพียงแต่เสนอเบี้ยหวัดที่สูงกว่าให้กับนักกลั่นโอสถเท่านั้น แต่ยังมีหินจิตที่ช่วยพัฒนาขีดความสามารถ และพัฒนาฝีมือให้รุดหน้าเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย



ด้วยเบี้ยหวัดที่น้อยกว่า และไม่มีจุดแข็งอื่นๆ ที่แน่ชัดทำให้สาขาฉางชิงเสียเปรียบ



สำหรับสถานะดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของนักกลั่นโอสถของแคว้นต้าเฟิง มันเริ่มเสื่อมมนต์ขลังไปแล้ว



เพราะหลังจากสาขาหลัวซานเติบโตอย่างรวดเร็ว



สาขาฉางชิงจะสามารถรักษาสถานะสูงสุดเอาไว้ได้หรือไม่นั้น ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่





แคว้นต้าเฟิง เมืองเอกแห่งมณฑลฉางชิง



ณ นิกายหมื่นโอสถสาขาฉางชิง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์สำหรับนักกลั่นโอสถของแคว้นต้าเฟิง



ความวุ่นวายยังคงปรากฏเด่นชัด เห็นได้ด้วยตาเปล่าเลยว่านักกลั่นโอสถทุกคนที่อยู่ที่นี่



ต่างมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล



นิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซานได้กดดันสาขาของพวกเขามากกว่าที่เคยคิดเอาไว้หลายเท่า



นิกายสาขาอันดับหนึ่ง เป็นตำแหน่งที่พวกเขามุ่งมั่นที่จะวางเอามาไว้ในมือให้ได้



เพราะอำนาจที่มาพร้อมกับมันนั้น สามารถผลักดันพวกเขาไปถึงจุดสูงสุดได้



อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องต่อกรกับนิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซาน



โอกาสที่พวกเขาจะได้รักษาอันดับหนึ่งไว้ได้นั้น เริ่มมีความไม่แน่นอนมากขึ้นเรื่อยๆ





“เจ้านิกาย…”



ณ ห้องโถงที่มีแสงสลัวเล็กน้อย



หนานกงหมิง เจ้านิกายหมื่นโอสถสาขาฉางชิงกำลังยืนอยู่อย่างเงียบๆ ตรงหน้าเตากลั่นโอสถ



มันเป็นเตากลั่นโอสถระดับสามขั้นสูงสุดที่เขานำมาจากตระกูลหนานกง



อย่างไรก็ตาม ที่นิกายหมื่นโอสถสาขาฉางชิงไต่เต้าขึ้นอยู่บนอันดับหนึ่งได้นั้น มันมาจากความสามารถของตัวเขาเองล้วนๆ ไม่ได้พึ่งพาอำนาจหรือความช่วยเหลือจากตระกูลเลยแม้แต่น้อย



นั่นคือสิ่งที่หนานกงหมิงเชื่อโดยสนิทใจ



“ว่ามา?”



หนานกงหมิงเหลือบมองจวงหงที่เป็นรองเจ้านิกาย แล้วถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ



“ผลลัพธ์ออกมาแล้วขอรับ จากสิบเอ็ดสาขา มีทั้งหมดห้าสาขาที่เลือกสนับสนุนเรา อีกสี่สาขาเลือกที่จะสนับสนุนสาขาหลัวซาน สำหรับสองสาขาที่เหลือ พวกเขายังคงวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดอย่างเด่นชัด” จวงหงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาโดยก้มหัวลงเล็กน้อย



เมื่อได้ยินเช่นนี้ หนานกงหมิงก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย "ดังนั้นช่องว่างระหว่างเรากับสาขาหลัวซานก็น้อยนิดจนแทบจะมองข้ามได้”



จวงหงยังคงก้มหัวโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม



“มีโอกาสที่จะดึงสองสาขาที่เหลือมาเข้าร่วมกับเรามั้ย?”



หลังจากเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง



หนานกงหมิงก็ลดเสียงลง และถามจวงหงที่ยืนอยู่ข้างหลัง



เมื่อถูกถาม จวงหงก็ตอบพลางถอนหายใจว่า “ค่อนข้างยาก ถ้าเราต้องดึงพวกเขาเป็นพวก ก็ต้องจ่ายราคา”



ตามคำกล่าวของรองเจ้านิกายหมื่นโอสถสาขาฉางชิง



บรรยากาศภายในห้องโถงก็เริ่มทวีกดดัน และตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ



“จ่ายราคา?”



หนานกงหมิงพึมพำกับตัวเอง จากนั้น สีหน้าที่สงบของเขาก็มืดลง “พวกเขากำลังรอข้อเสนอที่ดีที่สุดอยู่สินะ”



หากนิกายสาขาทั้งสองที่วางตัวเป็นกลางอ่อนแอ จนความเห็นของพวกเขาไม่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญได้ การมองข้ามก็จะไม่มีปัญหา



แต่ประเด็นสำคัญก็คือ นิกายหมื่นโอสถสาขาเจียงหนาน และสาขาจื่อเจิน ที่รั้งอยู่อันดับสาม และสี่เลือกยืนสนับสนุนคนละฝ่าย



นั่นทำให้ให้น้ำหนักของความเห็นจากพวกเขาที่วางตัวเป็นกลาง มีน้ำหนักขึ้นมา



ทำให้น่าจะเป็นสาเหตุที่พวกเขาคิดจะรอดู โดยใช้โอกาสนี้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด



แผนการดังกล่าวฟังดูดีเลยทีเดียว



แต่พวกเขาไม่กลัวว่าจะถูกคิดบัญชีพร้อมดอกเบี้ย หลังจากเรื่องนี้ได้ข้อยุติหรือ?



แม้ว่าพวกเขาจะได้รับผลประโยชน์ แต่ก็แค่ระยะสั้นเท่านั้น



แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่ต่างจากวางทุ่นระเบิดไว้ในบ้านของตัวเอง ที่พร้อมกับถูกจุดได้ทุกเมื่อ



ในช่วงแรกๆ อาจจะไม่มีปัญหาอะไร



แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อฝ่ายที่ชนะส่งเสริมตำแหน่งของตน และยืนหยัดได้อย่างมั่นคง



พวกเขาก็จะต้องจ่ายราคาอันสูงลิ่วจากการกระทำของตน และอาจจะสูญเสียมากกว่าที่จะได้รับหลายเท่า



“เราดึงพวกเขามาเป็นพวกให้ได้ ไม่ว่าจะต้องจ่ายหนักเพียงใดก็ตาม”



หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง หนานกงหมิงก็พูดขึ้น



เมื่อได้ยิน จวงหงก็พยักหน้าอย่างเงียบๆ และเดินออกจากห้องโถง





หลังจากจวงหงที่เป็นรองเจ้านิกายจากไป ในห้องโถงอันกว้างใหญ่ก็เหลือเพียงหนานกงหมิง



“นิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซาน…”



เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ



แล้วเดินอย่างเงียบๆ ไปยังทิศทางที่มีเตากลั่นโอสถวางอยู่



หลังจากโบกมือแล้ว เขาได้ปลดปล่อยเพลิงวิญญาณออกมา



นี่เป็นเพลิงวิญญาณที่รู้จักกันในชื่อ เพลิงแก่นพิภพ เป็นเพลิงวิญญาณระดับลี้ลับขั้นต่ำ



เป็นเพลิงวิญญาณที่หาพบได้ยาก และล้ำค่าเป็นอย่างยิ่ง



หากเปรียบเทียบกับเพลิงอีกาดำที่พบเห็นได้ ต่อให้มีเพลิงอีกาดำนับร้อยดวงก็ไม่อาจเทียบกับเพลิงแก่นพิภพเพียงดวงเดียวได้



แน่นอนว่า เพลิงวิญญาณที่ก่อตัวขึ้นตามธรรมชาติเป็นสิ่งที่เขาได้รับมาจากตระกูลหนานกง



เหตุผลหลักที่หนานกงหมิงเข้ามาอยู่ในนิกายหมื่นโอสถสาขาฉางชิง ก็เพราะเขาอยากจะพิสูจน์ตัวเอง



เขาอยากจะให้คนอื่นๆ เห็นว่า นอกเหนือจากตัวตนของเขาในฐานะทายาทสายตรงของตระกูลหนานกงแล้ว



ด้วยความสามารถที่เขามี เขาก็จะสามารถยืนหยัด เปิดวิถีทางด้วยมือของตัวเองได้



นิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซานจึงถือจะเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขามคนแรกของหนานกงหมิง



ในทำนองเดียวกัน มันก็จะเป็นบันไดที่จะพิสูจน์ว่าเขาสามารถยืนหยัดได้ด้วยสองเท้าของตัวเองอย่างแท้จริง





เพียงพริบตา อีกหลายวันก็ผ่าน



เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว



ณ ห้องลับใต้ดิน ของลานบ้านของหลัวฉางเฟิง



ในขณะนี้ ออร่าสีแดงเลือดราวหมึกกำลังแผ่กระจายออกมา



มันหนาแน่นมากจนเกือบก่อตัวเป็นหมอกพิษที่สามารถกัดกร่อนทุกสิ่งบนโลกได้



มันค่อย ๆ แพร่กระจายออกมาจากร่างของซื่อกุ่ย



เคร้ง



เคร้ง เคร้ง



เสียงโซ่ตรวนที่ถูกกัดกร่อนแตกหัก และร่วงหล่นลงสู่พื้น ดังก้องช้าๆ



ซื่อกุ่ยยืนขึ้นอย่างเงียบๆ โดยปลดปล่อยพลังปราณโลหิตที่สะสมมานาน จนเหมือนพิษกัดกร่อนที่มีความรุนแรงสูงออกมา



มันเอื้อมมือมา สัมผัสกรงที่หลอมขึ้นจากเหล็กเนื้อดี



จากนั้น ก็ออกแขนพยายามฉีกกระชากกรงตรงหน้าให้แหลกเป็นชิ้นๆ



กรงที่ดูบอบบางก็ค่อยๆ บิดเบี้ยว และแตกหัก



เมื่อเห็นเช่นนี้ ซื่อกุ่ยก็อดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลงเล็กน้อย



รูม่านตาสีแดงสดทั้งสามก็หมุนตัวอย่างรวดเร็ว



แม้ว่าซื่อกุ่ยจะไม่ได้เอ่ยถ้อยคำใดออกมา ก็พอจะรับรู้อย่างคร่าวๆ จากการแสดงออกของมันได้ว่ากำลังตื่นเต้นมากเพียงใด



เมื่อคิดในทางกลับกัน ความตื่นเต้นนี้ก็พอที่จะเข้าใจได้



เพราะจู่ๆ มันก็ถูกใครบางคนจับตัวมา ถูกขังไว้ในกรงที่ถูกฝังลึกไว้ใต้ดินสามร้อยฟุต โดยถูกคุมขังเป็นเวลานานหลายเดือนหรืออาจจะนานนับปีแล้ว



ช่วงเวลาที่ผ่านมา มันไม่ได้รับอาหาร หรือน้ำแม้แต่หยดเดียว



ตอนนี้ ในที่สุด มันก็จะกำลังจะหลุดพ้นจากพันธนาการ และกำลังจะได้เป็นอิสระ เมื่อเช่นนี้ จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไง?



ภายในลานบ้านเล็กๆ ลึกลงไปใต้ดินสามร้อยฟุต



เสียงร้องที่แปลกประหลาด และตื่นเต้นเล็กน้อยก็ค่อยๆ ดังออกมา



ซื่อกุ่ยเริ่มก้าวออกไปทีละก้าว มุ่งสู่ทางออกของกรง



ขณะที่มันกำลังจะหนีออกจากการคุมขังอันมืดมน และไร้แสงอาทิตย์



ค่ายกลโดยรอบซึ่งซ้อนทับกันเป็นพันๆ ชั้น และยังคงทำงานอยู่ตลอดเวลา รวมถึงยันต์นับหมื่นที่แปะติดไว้ในบริเวณใกล้เคียง ก็กำลังสั่นอยู่เล็กน้อย




ตอนก่อน

จบบทที่ ซื่อกุ่ยพยายามหลบหนี

ตอนถัดไป