แย่งอาหารจากปากเสือ
ตอนที่ 205 แย่งอาหารจากปากเสือ
“ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะเกิดการพลิกผันอีกครั้ง มีบางคนลงมาร่วมลงเล่นในหมากกระดานนี้ด้วย…”
หลังจากมองดูโชคชะตาของมณฑลฉางผิงเป็นเวลานาน ทังเจี้ยนก็ให้คำตอบ
“มีตระกูลอื่นที่หมายตา และคิดจะเข้ายึดครองมณฑลฉางผิงเหมือนกับเราหรือ?”
หลัวหย่งขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
ทังเจี้ยนส่ายหัว และพูดเสียงกระซิบ “ยังไม่บอกได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาแค่จะมาแบ่งเค้ก หรือว่าคิดจะชิงมันไปจากตรงๆ”
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ข่าวดีสำหรับตระกูลหลัว
…
หลังจากนั้นอีกสักครู่หนึ่ง
หลัวหย่ง และทังเจี้ยนกลับมาที่กระโจมหลัก
พวกเขาคอยข่าวจากตระกูลไป๋อย่างเงียบๆ
มณฑลฉางผิงถือเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับตระกูลหลัว
ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในระหว่างนั้น
การโจมตี และยึดครองมณฑลฉางผิงก็ยังเป็นสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องทำ
…
เมื่อเวลาผ่านไป หลายวันก็ผ่านไปรวดเร็วราวกับกะพริบตา
หลังจากที่ตระกูลหลัว และตระกูลไป๋ได้เตรียมพร้อมทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับศึกสงคราม
เมื่อตระกูลไป๋เปิดหน้าชน และบุกโจมตีแนวของกองทัพตระกูลหวง และตระกูลเฉิน
หลัวหย่งก็สั่งให้กองทัพตระกูลหลัวเคลื่อนพล และเปิดศึกกับตระกูลหวง และตระกูลเฉินในอีกแนวรบหนึ่ง
เมื่อเผชิญหน้ากับการกระทำอันน่ารังเกียจของตระกูลไป๋
ตระกูลหวงและตระกูลเฉินก็ต่างวิตกกังวล และโกรธแค้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาต้องการกวาดล้างคนทรยศ
กองทัพจำนวนห้าแสนคนที่รวมตัวกันอยู่นอกมณฑลฉางผิงซึ่งเป็นภายใต้การบังคับบัญชาของหลัวหย่ง
ก็เปิดฉากโจมตีมณฑลฉางผิงอย่างดุเดือด
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ตระกูลหวง และตระกูลเฉินต่างรู้สึกหนักใจ และวิตกกังวลไม่น้อย
เพราะในเวลาเพียงสามวัน พวกเขาก็สูญเสียดินแดนที่เคยอยู่ใต้การปกครองไปถึงหนึ่งในสาม
และภายในเวลาเพียงสามวันที่ตระกูลหลัวเปิดสงครามกับมณฑลฉางผิงอย่างเต็มรูปแบบ
รวมถึงการยึดครองดินแดนของมณฑลฉางผิงถึงหนึ่งในสาม
มณฑลอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ห่างไกลก็ทำได้เพียงเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของตระกูลหลัวอย่างเงียบๆ
เฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตื่นเต้น เพราะท้ายที่สุด พวกเขาก็อยู่ห่างไกลเกินไป
ต่อให้อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว ก็ไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะยื่นมือเข้าไปสอดได้
ดังนั้น พวกเขาจึงทำได้เพียงเฝ้าดูเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับบางมณฑลที่อยู่ใกล้กับมณฑลฉางผิง
พวกเขาก็เริ่มรู้สึกกระสับกระส่ายต่อการกระทำของตระกูลหลัว
ตระกูลหลัวได้ทุ่มสุดตัวแล้ว และแม้แต่ตระกูลไป๋ก็ยังยอมจำนนต่อพวกเขา
นั่นทำให้มณฑลฉางผิงอันที่เคยเป็นปึกแผ่น แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เปิดโอกาสให้ทุกตนมีส่วนร่วม
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เป็นเรื่องธรรมดาที่ตระกูลต่างๆ จะเกิดความหวั่นไหว
ส่วนจะลงมือทำจริงๆ หรือไม่นั้น
ก็ต้องดูก่อนว่าพวกเขามีศักยภาพในการยึดครองมณฑลฉางผิง และต้านทานกองทัพตระกูลหลัวได้หรือเปล่า
…
สำหรับมณฑลฉางผิง
นอกจากตระกูลหลัวแห่งหลัวซานแล้ว ยังมีตระกูลเมี่ยวแห่งเฉิงกวานอีกด้วยที่คอยจับตาดูดินแดนแห่งนี้อยู่
ในตอนแรก ตระกูลเมี่ยวเคยคิดจะที่เปิดสงครามกับมณฑลซ่างหลี่
แต่เมื่อเห็นสถานการณ์ที่วุ่นวายของมณฑลฉางผิง ดูเหมือนที่นี่จะเป็นเป้าหมายที่ดีกว่าสำหรับการบุกโจมตี
เพราะเมื่อตระกูลไป๋ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะจงรักภักดีต่อตระกูลหลัวแห่งหลัวซาน และแทงตระกูลหวง ตระกุลเฉินจากด้านหลัง
สถานการณ์ก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังตีน
พันธมิตรของสามตระกูลใหญ่แห่งฉางผิงล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิง
ทำให้แนวป้องกันของพวกเขาเปราะบางถึงขีดสุด
หากให้เปรียบเทียบ มณฑลฉางผิงตอนนี้ก็ดูกับหญิงสาวเปลือยกายที่เย้ายวน
ถ้าตอนนี้ พวกเขาไม่คิดจะทำอะไร จะถือว่าตัวเองเป็นลูกผู้ชายได้ยังไง?
แคว้นต้าเฟิง มณฑลเฉิงกวาน ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลเมี่ยว
ณ ห้องหนังสือ
ในขณะนี้ เมี่ยวซิงเจี้ยนกำลังซักถามชายชุดดำที่ยืนข้างหลังเขาอย่างเงียบๆ
“เรียนนายท่าน กองทัพของเรากว่าสองแสนคนใกล้จะถึงพรมแดนระหว่างมณฑลฉางผิง และมณฑลเฉิงกวานแล้วขอรับ”
“ส่วนเสบียงต่างๆ กำลังถูกขนส่งไปยังแนวหน้าอย่างต่อเนื่อง”
“ทำให้พวกเขาพร้อมที่ออกรบได้ทุกเมื่อ”
ชายชุดดำพูดเบาๆ โดยก้มหัวลงเล็กน้อย
เมี่ยวซิงเจี้ยนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจเล็กน้อย “สถานการณ์ปัจจุบันของมณฑลฉางผิงเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลังจากคิดสักครู่ ชายชุดดำก็ตอบว่า “ตระกูลไป๋ได้ยอมจำนนต่อตระกูลหลัวแล้วขอรับ และตอนนี้ตระกูลเฉิน และตระกูลหวงก็สูญเสียดินแดนไปหนึ่งในสามแล้ว คาดว่าภายในเวลาไม่เกินสิบวัน มณฑลฉางผิงทั้งหมดจะตกอยู่ในกำมือของตระกูลหลัว…”
เมี่ยวซิงเจี้ยนครุ่นคิดสักครู่แล้วถามต่อไปว่า “จะต้องใช้เวลานานเพียงใดกว่ากองทัพของเราจะก้าวพรมแดน และเข้าสู่มณฑลฉางผิงได้?”
ชายชุดดำเอ่ยออกมาว่า “ประมาณห้าวันขอรับ”
“ห้าวัน?” เมี่ยวซิงเจี้ยนหรี่ตาลงเล็กน้อย พึมพำกับตัวเองพลางครุ่นคิด “ห้าวัน? น่าจะมากที่จะเปิดโอกาสให้เราเข้าร่วมกับตระกูลหวง และตระกูลเฉินได้ แต่การไปรุกรานตระกูลหลัวเพื่อแลกกับเนื้อสักนี้ มันคุ้มค่าแล้วจริงๆ หรือ?”
ภายในดินแดนบรรพบุรุษตระกูลเมี่ยว ในห้องหนังสือ
เมี่ยวซิงเจี้ยนกำลังครุ่นคิดคำถามนี้อยู่ภายในใจ ชั่งน้ำหนักถึงผลดีผลเสีย
…
เพียงพริบตา ก็ผ่านไปอีกสามวัน
เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
ณ ห้องหนังสือของผู้นำตระกูล
ในขณะนี้ หลัวผิงกำลังนั่งเงียบๆ บนที่นั่งหลัก ในขณะที่ ลู่จุน ผู้นำตระกูลลู่นั่งอยู่ห่างๆ ข้างหลัวผิงเขา
“เรียนนายท่าน สายข่าวแจ้งมาว่าตระกูลเมี่ยวแห่งเฉิงกวานได้ระดมทหารกว่าสองแสนคนเมื่อไม่นานมานี้ และกำลังเคลื่อนพลเข้ามาใกล้มณฑลฉางผิงมากขึ้นเรื่อยๆ”
“แล้วยังมีค้นพบอีกว่ามีการขนส่งเสบียงจำนวนมากข้ามพรมแดนมาอย่างต่อเนื่อง”
“อย่างมากที่สุดก็อีกสองวัน…”
“กองทัพตระกูลเมี่ยวน่าจะข้ามพรม และรุกคืบเข้าสู่มณฑลฉางผิงได้สำเร็จ”
คนรับใช้ของตระกูลหลัวที่สวมชุดคลุมเทาเดินเข้ามาอย่างเงียบๆ และแจ้งข่าว
“มณฑลเฉิงกวาน?”
“ตระกูลเมี่ยว?”
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น หลัวผิงก็วางเอกสารที่เขากำลังอ่านอยู่ลงบนโต๊ะ
จากนั้น ก็มองออกไปไกลอย่างเงียบๆ แล้วเขาก็ยังขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย
ณ เวลานี้ ตระกูลเมี่ยวแห้งเฉิงกวานที่อยู่ใกล้กับมณฑลฉางผิงเลือกที่จะส่งกองทัพออกมา
ไม่จำเป็นต้องซักถามว่าเจตนาที่แท้จริงของพวกเขาคืออะไร เพราะแค่เห็นก็รู้ได้ยากเลย
หลัวผิงโบกมือไล่ให้คนรับใช้ที่อยู่ตรงหน้าให้ออกจากห้องไป
ท่าทีของเขาดูหมดหนทางเล็กน้อย จากนั้นจึงกล่าวเบาๆ กับลู่จุนที่นั่งอยู่ข้างๆ ว่า "ผู้นำตระกูลลู่ สถานการณ์ที่เจ้าคาดการณ์เอาไว้ ในที่สุดก็เกิดขึ้นจริงแล้ว..."
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่จุนวางเอกสารในมือลง
หลังจากเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เขาก็พูดกับหลัวผิงว่า “สถานการณ์ในแคว้นต้าเฟิงค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตระกูลเล็กๆ ล้วนถูกกำจัดออกไปจนเกือบหมด เหลือเพียงผู้อยู่รอดที่มีจุดแข็งมากพอเท่านั้น”
“พื้นที่ของมณฑลฉางผิงอาจไม่ได้โตใหญ่อะไร”
“แต่ก็สามารถดึงดูดความสนใจจากตระกูลต่างๆ ทั่วทั้งแว่นแคว้นแห่งนี้ได้”
“ระหว่างการโจมตีมณฑลฉางผิง การที่มีตระกูลอื่นเข้าร่วม หรือพยายามขัดขวางเรา ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าคาดเอาไว้ก่อนแล้ว”
“แต่สิ่งที่ข้าคาดไม่ถึงก็คือ จะเป็นตระกูลเมี่ยวแห่งเฉิงกวาน…”
หลัวผิงถามด้วยความงุนงงเล็กน้อย “เป็นไปได้มั้ยว่าตระกูลเหมี่ยวมีบางอย่างที่พิเศษ”
ลู่จุนตอบอย่างใจเย็นว่า “เมื่อไม่กี่วันก่อน ตระกูลเมี่ยวได้รวบรวมทหารกว่าห้าแสนคน และสั่งให้พวกเขาไปประจำการที่พรมแดนของมณฑลซ่างหลี่ ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังรอให้สองตระกูลใหญ่ของที่นั่นเปิดศึก จากนั้น ค่อยบุกยึดมณฑลซ่างหลี่”
“ค่อยๆ ผนวกดินแดน และกลืนกินจนหมดสิ้น”
“อย่างไรก็ตาม คาดไม่ถึงเลยว่า…”
“ตระกูลเมี่ยวจะเลือกที่จะเพิกเฉยต่อสถานการณ์ของมณฑลซ่างหลี่เป็นการชั่วคราว และหันคมดาบมาทางมณฑลฉางผิง”
หลังจากลู่จุนพูดจบ
ห้องหนังสือแห่งนี้ก็เริ่มตกอยู่ในความเงียบอย่างน่าขนลุก
“หากเราส่งทหารไปเพิ่ม จะสามารถสกัดกั้นกองทัพตระกูลเมี่ยวก่อนที่รุกคืบเข้ามาในมณฑลฉางผิงได้หรือเปล่า?”
หลังจากเงียบไปสักพักหนึ่ง
จู่ๆ หลัวผิงก็ถามลู่จุนด้วยเสียงเบา
"ยาก…"
ลู่จุนถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดว่า “ทหารชั้นยอดของตระกูลเมี่ยวกว่าสองแสนคนกำลังเคลื่อนพลมาถึงแล้ว และน่าจะใช้เวลาไม่เกินสามวันก่อนที่จะข้ามพรมแดนมาได้ หากเราต้องการหยุดยั้งกองทัพตระกูลเมี่ยวที่ประกอบด้วยทหารชั้นยอด เราจะต้องระดมกำลังพลเป็นจำนวนมาก”
“หากองทัพตระกูลหลัวถูกแบ่ง ความเร็วในการยึดครองดินแดนก็จะช้าลง”
“ยิ่งเราช้าเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาตักตวงผลประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น”
“ดังนั้น เราจึงเหลือสองทางเลือกเท่านั้น”
“ทางหนึ่งคือ พยายามขัดขวางกองทัพตระกูลเมี่ยวไม่ให้เข้ามาในมณฑลฉางผิงได้ แต่หากทำเช่นนั้น เราก็จะเสียโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับการเข้ายึดครองมณฑลฉางผิงไป”
“อีกทางเลือกคือ แบ่งปันดินแดนของมณฑลฉางผิงกับตระกูลเมี่ยวแห่งเฉิงกวาน”
“สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเลือกทางไหน…”
“ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้า”
“อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นข้า ข้าจะเลือกอย่างหลัง”