เซียนหลอมวิญญาณ
ตอนที่ 212 เซียนหลอมวิญญาณ
เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
ณ ห้องหนังสือ
หลัวผิงขมวดคิ้ว ถอนหายใจเบาๆ ขณะมองเอกสารในมือ
สงครามได้เปิดม่านขึ้นอย่างสมบูรณ์
สถานการณ์ของแคว้นต้าเฟิงจึงยากที่จะคาดเดา เพราะเต็มไปด้วยม่านฝุ่นที่เกิดจากความปั่นป่วน
แผนการของเฟิงหวู่อี้ประสบความสำเร็จ
พวกเขาสามารถทำให้แคว้นต้าเฟิงสับสนวุ่นวาย และเปลวเพลิงแห่งสงครามก็โหมกระหน่ำไปทุกหย่อมหญ้า
ขณะนี้ ภายในแคว้นต้าเฟิง ฝ่ายต่างๆ กำลังปะทะกันอย่างต่อเนื่อง มองหาโอกาสให้กับตัวเอง
แม้แต่ตระกูลหลัวแห่งหลัวซานของพวกเขา
ไม่เพียงแต่ต้องป้องกันการรุกคืบจากมณฑลชิงเฉิงเท่านั้น
แต่ยังต้องระวังการลอบโจมตีจากตระกูลเมี่ยวแห่งเฉินกวานด้วย
แม้ว่าตระกูลเมี่ยวจะไม่ใช่ศัตรูตัวฉกาจ แต่ก็ไม่อาจดูเบาได้เช่นกัน
หลัวผิงไม่ได้ลืมการเผชิญหน้าครั้งก่อนๆ ระหว่างพวกเขา
ขณะนี้ ตระกูลหลัวไม่แสดงสัญญาณของการเสื่อมถอย หรือความอ่อนแอใดๆ
ดังนั้น พวกเขาสามารถทุ่มความสนใจไปที่มณฑลชิงเฉิงได้
แต่ถ้าหากตระกูลหลัวแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอแม้แต่เพียงเล็กน้อย
พวกเขาก็จะไม่ได้แค่เผชิญหน้ากับกองทัพของเฟิงหวู่อี้เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเผชิญหน้ากับตระกูลเมี่ยวแห่งเฉินกวานที่อยู่อีกด้านหนึ่งด้วย
รวมถึงฝ่ายอื่นๆ ที่จะจับตามองสถานการณ์ และรอคอยโอกาสอยู่ข้างสนาม
“ผู้นำตระกูลลู่ จากสถานการณ์ปัจจุบัน เจ้าคิดว่าเราควรทำอย่างไรต่อไป?”
เมื่อวางเอกสารลง
หลัวผิงก็ครุ่นคิดอย่างเงียบๆ อยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จู่ๆ เขาจะถามลู่จุน ผู้นำตระกูลลู่ที่นั่งอยู่ข้างๆ
“หลังจากเฟิงหวู่อี้ประกาศสงครามกับตระกูลหลัว และตระกูลกวนพร้อมๆ กัน เขาก็ได้แบ่งกองทัพเป็นสองส่วน”
“โดยที่กองทัพประมาณหกแสนคนได้มุ่งเป้ามาทางเรา และอีกสี่แสนคนพุ่งเป้าไปทางตระกูลกวน”
“สำหรับเรา การรับมือกับการโจมตีน่าจะไม่ใช่ปัญหาอะไร ส่วนตระกูลกวน ข้ายังไม่แน่ว่าพวกเขาจะรับมือกับศัตรูได้หรือเปล่า จึงยังต้องรอดูกันไปก่อน”
ลู่จุนพูดด้วยความสงบ
เพราะนอกเหนือจากความแข็งแกร่งของทหารในกองทัพตระกูลหลัวแล้ว
ตระกูลหลัวยังสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และสร้างภัยพิบัติจากยันต์ได้อีกด้วย
ต่อให้กองทัพของพวกเขาไม่อาจต้านทานกองทัพของเฟิงหวู่อี้ได้
พวกเขาก็ยังมียันต์ที่สามารถกวาดล้างกองทัพของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย
นั่นทำให้ปัญหาสำคัญก็คือ ตระกูลกวนที่อยู่ในอีกแนวรบหนึ่งจะสามารถยืนหยัดได้หรือไม่ ซึ่งยังไม่อาจบอกได้ในตอนนี้
ถ้าพวกเขาสามารถยืนหยัดได้ก็ถือว่าดี
แต่ถ้าตระกูลกวนพ่ายแพ้แล้วล่ะก็ เรื่องยุ่งยากที่ตามมาจะมากกว่าเดิมหลายเท่า
เพราะว่าปัจจุบันมณฑลหลัวซาน ครึ่งหนึ่งเป็นของตระกูลหลัว และอีกครึ่งหนึ่งเป็นของตระกูลกวน
แม้ว่าทางด้านตระกูลหลัวจะไม่มีจุดอ่อนใดๆ
แต่ถ้าหากแนวป้องกันของตระกูลกวนถูกทำลาย กองทัพของเฟิงหวู่อี้ก็จะสามารถเปิดช่อง และเปิดประตูเข้าสู่มณฑลหลัวซานได้
จากนั้น พวกเขาก็จะสามารถเรียกระดมทหาร และเปิดฉากบุกเต็มรูปแบบ
เมื่อถึงเวลานั้น การที่จะให้กองทัพตระกูลหลัวไปต่อต้านพวกเขาหรือแม้แต่ขับไล่พวกเขาออกจากมณฑลหลัวซาน
มันก็เป็นเรื่องที่ยากลำบาก และเหนื่อยยากเป็นอย่างยิ่ง
…
เมื่อคำพูดของลู่จุนดังก้องไปทั่วห้อง
ทั้งห้องก็เงียบสงัดราวกับป่าช้า
ขณะที่หลัวผิงเปิดปาก เพื่อจะพูดอะไรบางอย่าง
ตรงหน้าเขาจู่ๆ มีชายหนุ่มสวมจีวรพระสีเหลือง และถือลูกประคำปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ที่เอวของเขายังมีกระดิ่งสีทองบริสุทธิ์ขนาดเท่าฝ่ามือแขวนอยู่อีกด้วย
เมื่อหลัวผิงมองมายังชายหนุ่มตรงหน้า มันก็ให้ความรู้สึกคุ้นเคยกับเขาอย่างน่าประหลาด
จนหลัวผิงอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลงเล็กน้อย
ไม่ไกลจากหลัวผิง ลู่จุนกำลังขมวดคิ้วแน่น
ความระมัดระวังแวบผ่านดวงตาของเขาอย่างรวดเร็ว
ระหว่างที่เขาเอนตัวไปหาหลัวผิง และกำลังจะตะโกนเรียกให้เหล่าผู้คุ้มกันเข้ามา
เขาก็ถูกหลัวผิงหยุดเอาไว้ก่อน
“อมิตาภะ...”
ชายหนุ่มที่มีร่างกายสูงโปร่ง และหล่อเหลาประสานมือ โค้งคำนับหลัวผิงที่อยู่ตรงหน้าเขา จากนั้นจึงพูดด้วยเสียงต่ำว่า “หนึ่งปีผ่านไปแล้ว ตระกูลเราเป็นอย่างไรบ้าง”
หลัวผิงจ้องมองคนตรงหน้าเขาเป็นเวลานาน
หลังจากค่อยๆ เห็นภาพซ้อนหลัวชิงซานจากความทรงจำกับชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า เขาก้าวเดินออกไปข้างหน้าอย่างเงียบๆ
เอื้อมมือไปตบไหล่ของหลัวชิงซานซึ่งดูแตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย และพูดว่า “เจ้ากลับมาแล้วเหรอ”
หลัวชิงซานพยักหน้าเงียบๆ จากนั้นก็ยิ้ม และกล่าวว่า "ใช่ หลังจากผ่านไปหนึ่งปี ข้าก็กลับมาแล้ว”
ภายในห้อง หลัวผิงถามอีกครั้ง “หนึ่งปีที่ผ่านมา เจ้าเป็นยังไงบ้าง ได้เข้าร่วมวัดต้าเสวียนคงแล้วงั้นรึ?”
หลัวชิงซานเก็บลูกประคำที่ถืออยู่บนมือเก็บไป
จากนั้น หันไปมองลู่จุน ชายแปลกหน้าที่เขาไม่เคยพบมาก่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็น
แล้วหันกลับมาหาหลัวผิง และตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “ข้าไม่ได้เข้าร่วมวัดต้าเสวียนคงเพราะถูกคัดออกตั้งแต่รอบแรก หลังจากลองดูอีกหลายๆ แล้วก็ยังไม่อาจเข้าร่วมได้ ข้าก็รู้สึกท้อแท้ และวางแผนที่จะเดินทางกลับตระกูล แต่ก่อนที่ข้าจะออกจากมณฑลไป๋เหลียน อาจารย์ของข้าก็ปรากฏตัวขึ้น…”
“นั่นทำให้ในช่วงเวลาที่เหลือ ข้าจึงฝึกอยู่กับอาจารย์อยู่ตลอดเวลา”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลัวผิงจึงถามด้วยความประหลาดใจ “อาจารย์? พระอาจารย์ผู้ทรงเกียรติที่รับเจ้าเป็นศิษย์คือใครกัน?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลัวชิงซานก็ส่ายหัวแล้วพูดเบาๆ ว่า
“อาจารย์ของข้าจะบอกว่าเป็นพระตามจารีตก็ไม่ใช่สักทีเดียว เพราะท่านเอาแต่ดื่มเหล้าอยู่ทุกวี่วัน แต่ถึงอย่างนั้นท่านก็ดูแลข้าเป็นอย่างดี เมื่อประมาณสิบวันก่อน อาจารย์ได้บอกข้าว่าต้องการพาข้าออกจากแคว้นต้าเฟิงไปยังวัดไร้นามที่ท่านพำนักอยู่ ดังนั้น ข้าจึงบอกท่านว่าต้องการกลับมาเยี่ยมบ้านสักครั้งหนึ่งก่อน”
“เมื่อได้ยินเช่นนั้น อาจารย์ก็อนุญาตให้ข้ากลับมา และยังให้เวลาข้าประมาณครึ่งปี เพื่อจัดการต่างๆ ทางโลกให้เรียบร้อย”
“เพราะหลังจากกลับไปคราวนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องยากที่จะได้กลับมาอีกครั้ง”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลัวผิงก็รู้สึกสับสนอีกครั้ง “ทำไมล่ะ ที่ๆ เจ้าจะไปอยู่ไกลมากรึ?”
หลัวชิงซานเหลือบมองไปยังเส้นผมสีขาวที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นบนหัวของหลัวผิง และร่องรอยแห่งความกาลเวลาบนใบหน้าของอีกฝ่าย แล้วถอนหายใจเบาๆ
จากนั้น เขาก็พูดต่อว่า “ในทวีปซวนหยวนประกอบด้วยไปสิบสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แต่ละแห่งกว้างใหญ่ไพศาลจนแทบจะไร้ขอบเขต แคว้นต้าเฟิงตั้งอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตงหวง ส่วนวัดไร้นามของอาจารย์ข้าตั้งอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์หนานหวง มันจึงอยู่ไกลกันมาก”
“ทำให้การเดินทางไปกลับรอบหนึ่ง แทบจะใช้เวลาครึ่งค่อนชีวิตเลยทีเดียว”
“ยิ่งกว่านั้น ต่ำกว่าเซียนล้วนแต่เป็นมด อายุขัยของผู้ฝึกตนขอบเขตมนุษย์นั้นมีขีดจำกัด ดังนั้น…”
หลัวชิงซานหยุดพูดกลางคัน ไม่ได้คิดจะกล่าวต่อจนจบ
แต่หลัวผิงที่ผ่านเรื่องราวต่างมามากมายก็เข้าใจความนัยที่หลัวชิงซานอยากสื่อออกมาได้เป็นอย่างดี
ช่องว่างระหว่างผู้ฝึกตนขอบเขตมนุษย์ และเซียนนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เหมือนกับความแตกต่างระหว่างเมฆกับโคลนตม
( ***ห้าระดับของขอบเขตมนุษย์ กลั่นผิวหนัง กลั่นกระดูก กลั่นอวัยวะ กลั่นโลหิต และหลุดพ้น )
เสมือนหนึ่งอยู่บนสรวงสวรรค์ และอีกหนึ่งอยู่บนพื้นโลก
สำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตมนุษย์ ไม่ว่าระดับการบ่มเพาะของพวกเขาจะสูงส่งแค่ไหน ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับหลุดพ้นขั้นสูงสุด
อายุขัยของพวกเขาก็จะมากสุดแค่ประมาณสามร้อยปีเท่านั้น
แต่ถ้าหากทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับอมตะ และกลายเป็นเซียนได้สำเร็จ
แม้ว่าเป็นเซียนหลอมวิญญาณ ที่เป็นเซียนขั้นหนึ่ง
อายุขัยของพวกเขาก็จะเพิ่มพูนเกือบเท่าตัว ประมาณห้าร้อยปี
ดังนั้นสิ่งที่หลัวชิงซาน จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
“เมื่อเป็นอย่างนั้น ข้าจะรีบพ่อของเจ้าให้กลับมาหา…”
หลังจากพูดจบ หลัวผิงก็เรียกคนรับใช้ของตระกูลหลัวที่รอรับคำสั่งอยู่นอกห้องให้เข้ามา
ในขณะเดียวกัน หลัวชิงซานก็หันหลังกลับ เดินไปมาในดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัวที่ทั้งมอบความรู้สึกคุ้นเคย กับแปลกตาให้กับเขา
ขณะที่เขากำลังเดิน เขาก็ได้ยินเสียงดาบกวัดแกว่ง ตัดผ่านอากาศ
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลัวชิงซานจึงเดินไปหาต้นตอของเสียง
ที่นั่น เขาเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าบางๆ
ขณะนั้น เด็กหนุ่มกำลังถือดาบไม้ไว้ในมือ และเหวี่ยงไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่นอย่างถึงขีดสุด
ระดับการบ่มเพาะของเด็กหนุ่มอยู่ที่ระดับกลั่นผิวหนังขั้นต่ำเท่านั้น
แม้ว่าหลัวชิงซานจะไม่เคยฝึกดาบ แต่ด้วยประสบการณ์ เขาก็ยังมองเห็นได้ว่าท่าทางของเด็กหนุ่มคนนั้นดูความเก้ๆ กังๆ
…
หลังจากยืนงงไปชั่วขณะหนึ่ง
หลัวชิงซานหันหลังกลับ และมุ่งตรงไปยังลานบ้านของบรรพบุรุษ
ก่อนที่เขาจะเข้าไปในลานบ้านที่บรรพบุรุษอาศัยอยู่
หลัวชิงซานก็สามารถสัมผัสได้จากประสาทสัมผัสอันเฉียบคมว่ามีสายตาจำนวนมากมายจ้องมองมาที่เขาพร้อมๆ กัน
เจ้าของสายตาเหล่านั้นมีระดับการบ่มเพาะที่แตกต่างกัน
มีจำนวนไม่มากนักที่เข้าถึงระดับกลั่นกระดูกขั้นสูงสุดได้ ส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นต่ำ ขั้นกลาง หรือว่าขั้นสูงเท่านั้น
แต่ท่ามกลางสายตาเหล่านั้นก็ยังมีระดับกลั่นอวัยวะขั้นสูงแฝงอยู่ด้วย
“แค่ในเวลาเพียงปีเดียว ตระกูลเราแข็งแกร่งมากถึงขนาดนี้เลยรึ?”
หลังจากส่ายหัวพร้อมรอยยิ้ม
หลัวชิงซานเดินต่อไปอย่างเงียบๆ ตรงไปยังลานบ้านเล็กๆ ที่ปล่อยกลิ่นอายแห่งความลึกลับออกมา
“บรรพบุรุษฉางเฟิง…”
ภายในลานบ้าน ใต้ศาลาหิน
หลัวฉางเฟิงกำลังถือถ้วยชา และจิบมันอย่างช้าๆ
คนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาคือ หลัวชิงซานซึ่งสวมจีวรเหลือง พร้อมกับลูกประคำ และกระดิ่งสีทองที่แขวนอยู่ที่เอว
ในขณะนั้น เขายืนรออย่างเงียบๆ
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโหยหามากมายที่ไม่ได้เอ่ยออกมาทางวาจา
บรรพบุรุษฉางเฟิงยังคงเป็นคนที่เขาให้ความเคารพนับถือมากที่สุดอยู่เสมอ
ไม่ว่าตอนนี้หรือเมื่อหนึ่งปีก่อน
ความรู้สึกนั้นก็ยังไม่เคยลดทอนลงเลยแม้แต่น้อย