เรือเหาะกระดองเต่า
ตอนที่ 226 เรือเหาะกระดองเต่า
ในไม่ช้า เวลาพลบค่ำก็มาเยือน
ในเวลานั้น ดวงอาทิตย์ที่กำลังตกดินสาดแสงสีทองลงมายังพื้นดิน และแสงสุดท้ายที่สาดส่องลงมายังพื้นดินก็เสมือนปกคลุมไปด้วยทองคำ
“เจ้าไม่มีบ้านให้กลับเหรอ?”
“ทำไมคราวนี้เจ้าอยู่ที่นี่นานนัก?”
“หรือว่าวันๆ เจ้าไม่มีวันอะไรที่ต้องทำแล้วจริงๆ?”
หลัวฉางเฟิงซึ่งกำลังนั่งดื่มชาอย่างเงียบๆ ใต้ศาลาหิน จู่ๆ ก็ถามเซียวเหยาสงเหรินที่อยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังกวาดตามองไปรอบๆ
เหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่างอยู่
น่าเสียดายที่ด้วยการปราบปรามของเจตจำนงสวรรค์
ระยะจิตสัมผัสของเซียวเหยาสงเหรินก็หดลงเป็นอย่างมาก รวมถึงพลังที่ถูกลดทอนลงด้วย
ทำให้หากหลัวฉางเฟิงไม่คิดจะพาเขาไปที่ห้องลับที่เอาไว้ขังซื่อกุ่ย ก็ไม่มีทางที่เขาจะค้นหามันจนพบด้วยความสามารถของตัวเอง
“แคะ แคะ…”
เซียวเหยาสงเหรินไออย่างอึดอัดสองสามครั้ง จากนั้นก็พูดว่า “หากเจ้าต้องการไปเยี่ยมเยียน ข้าก็จะไปด้วยเจ้าด้วยก็ได้ ไม่ว่ายังไง ข้าก็ไม่มีอะไรให้ทำอยู่แล้ว…”
หลัวฉางเฟิงมองเซียวเหยาสงเหรินอย่างหมดหนทาง และถามว่า “ไปกับข้ารึ หากเกิดอะไรขึ้น เจ้าจะช่วยข้าหรือยังไง?”
เซียวเหยาสงเหรินส่ายหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ช่วยหรือ ล้อข้าเล่นหรือยังไง ช่วยเจ้า ข้าก็ตายสิ ข้าแค่ถามเผื่อเจ้าอยากได้เพื่อนร่วมทาง”
หลัวฉางเฟิงคิดกับตัวเองว่า “งั้นเหรอ”
เนื่องจากเซียวเหยาสงเหรินคิดจะตามไปด้วย เขาก็ไม่รังเกียจที่จะปล่อยให้อีกฝ่ายตามไป
แต่ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังตระกูลกวน จำเป็นต้องการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่คาดฝันเสียก่อน
เขียนยันต์ หลอมอาวุธ ปรุงยา รวมถึงค่ายกลต่างๆ
เขาจะต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม เผื่อเจอศัตรูที่ตึงมือ
นับตั้งแต่ที่นิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซานกลายเป็นนิกายสาขาอันดับหนึ่งของแคว้นต้าเฟิง ยันต์ที่เขาวางขายก็เหมือนเครื่องพิมพ์เงิน
หลัวฉางเฟิงจึงได้จัดเตรียมบางอย่างผ่านช่องทางซื้อขายกับนิกายหลักของนิกายหมื่นโอสถ
เขาซื้อแผ่นค่ายกลที่สามารถจัดเก็บได้มากถึงสิบค่ายกล
แล้วหลังจากการค้นคว้าวิจัยอย่างต่อเนื่อง
ในที่สุด เขาก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนาแผ่นค่ายกลซึ่งเดิมทีสามารถจัดเก็บได้เพียงสิบค่ายกล ให้เพิ่มเป็นหนึ่งร้อยค่ายกล
แม้ว่าจะน้อยไปหน่อย และไม่พอต่อความต้องการของเขา แต่ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากใช้ๆ ไปก่อน นี่คือแผ่นค่ายกลระดับสูงสุดที่เขาสามารถหามาครอบครองได้แล้ว
ขณะที่หลัวฉางเฟิงกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมไพ่ตายต่างๆ
ทั้งยันต์ ค่ายกล อาวุธ และโอสถ
เซียวเหยาสงเหรินที่อ้างตนว่าเป็นเซียนก็ได้รู้สึกตกตะลึง เมื่อเห็นว่าหลัวฉางเฟิงมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ทั้งสี่ ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นที่สุดสำหรับผู้ฝึกตน
นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะได้คนๆ หนึ่งที่ไม่ได้แค่เพียงเชี่ยวชาญในการลั่นโอสถเท่านั้น ยังเชี่ยวชาญในการหลอมอาวุธ สร้างค่ายกล และเขียนยันต์ในระดับที่พอๆ กันอีกด้วย
และยังมีอีกสิ่งที่เซียวเหยาสงเหรินพบว่าน่าสับสนยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ
หลัวฉางเฟิง ผู้ฝึกตนขอบเขตมนุษย์ ทำไมถึงสามารถเข้าถึงทรัพยากรหายากมากมายขนาดนั้นได้
แผ่นค่ายกลเหล่านั้น เขาหามันมาจากที่ไหนกัน
แผ่นค่ายกลไม่ใช่ของที่พบเจอได้ง่ายๆ
ไม่เพียงแต่ต้องการทักษะฝีมือที่ค่อนข้างสูง แต่ยังรวมถึงวัสดุที่ใช้ในหลอมสร้างที่เฉพาะเจาะจง และสูงค่าอีกด้วย
ทำให้อัตราการผลิตแผ่นค่ายกลมีจำนวนน้อย ต่อให้มีหินวิญญาณมาเพียงพอ ก็ใช่ว่าจะหามาครอบครองได้
แผ่นค่ายกลจึงถือเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะของบุคคลหนึ่ง
แต่ว่าหลัวฉางเฟิงซึ่งเป็นเพียงบรรพบุรุษตระกูลหลัวแห่งหลัวซานกลับหาแผ่นค่ายกลเหล่านั้นมาอยู่ในมือได้ นี่มันน่าตกใจมากจริงๆ
…
“เกี่ยวกับของสิ่งนั้น… ข้าขอถามอะไรบางอย่างกับเจ้าหน่อยได้มั้ย?”
เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
หลังจากลังเลอยู่นานพอสมควร เซียวเหยาสงเหรินก็เอ่ยถามสิ่งที่เขาสงสัย
“เจ้าอยากถามอะไร?”
หลัวฉางเฟิงที่กำลังสร้างค่ายกลมองไปทางเซียวเหยาสงเหรินที่อยู่ข้างๆ ด้วยความสับสน
เซียวเหยาสงเหรินเงียบไปอีกครั้งชั่วขณะหนึ่ง ดูอึกๆ อักๆ
ก่อนจะชี้ไปทางแผ่นค่ายกลในมือของหลัวฉางเฟิง ซึ่งอยู่ในรูปลักษณ์วงกลมสีดำด้านราวกับแผ่นหินอันแสนธรรมดา
แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นสมบัติอันแสนพิเศษ
เซียวเหยาสงเหรินถามออกไปตรงๆ “ข้าจะไม่ถามเรื่องอื่น แต่เจ้าได้สิ่งนั้นมาจากไหน?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลัวฉางเฟิงก็โบกแผ่นค่ายกลในมือของเขาอย่างสบายๆ
แล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “สิ่งนี้ ข้าได้มันมาจากนิกายหลักของนิกายหมื่นโอสถ ความหายาก และราคาของมันจนน่าตกใจเลยทีเดียว ข้ารอนานนานกว่าสามเดือนกว่าจะได้มันมา”
“นอกจากนี้ วิธีการหลอมสร้างของสิ่งนี้ก็ดูซับซ้อนมาก โดยต้องใช้วัสดุบางอย่างที่สูงค่าเป็นอย่างยิ่ง”
“ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลเหล่านั้น ข้าก็คงจะหาทางสร้างมันขึ้นมาเองแล้ว”
เมื่อได้ยินคำตอบ เซียวเหยาสงเหรินก็ตกตะลึง “นิกายหลักของนิกายหมื่นโอสถ ทำไมเจ้าถึงมีความเชื่อมโยงกับพวกเขาได้ เจ้ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับพวกเขา ทำไมพวกเขาจึงได้ช่วยเจ้าในเรื่องนี้?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลัวฉางเฟิงก็ตอบด้วยความใจเย็น “นิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซาน เจ้าเคยได้ยินชื่อนี้หรือไม่ ข้าเป็นเจ้านิกายสาขาของที่นั่น”
หลังจากกล่าวจบ หลัวฉางเฟิงก็ไม่คิดอธิบายอะไรให้มากความ
แต่เซียวเหยาสงเหรินก็สามารถทำความเข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะบอกได้
“เจ้าน่ะหรือ… เจ้านิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซาน?”
บ้าเอ๊ย เซียวเหยาสงเหรินรู้สึกว่าฟ้าช่างไม่ยุติธรรมจริงๆ
เมื่อเขาได้พบกับหลัวฉางเฟิงเป็นครั้งแรก
เขาคิดเพียงว่าชายคนนี้มีบางอย่างพิเศษ เพราะแม่แต่ซื่อกุ่ยก็ยังถูกอีกฝ่ายจับเอาไว้ได้
ต่อมา เมื่อค้นพบว่าอัจฉริยะที่มากพรสวรรค์มากถึงสองคนในดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
เขาก็รู้สึกว่าโชคชะตาของตระกูลหลัวค่อนข้างดีเลยทีเดียว
ตอนนี้ หลังจากได้ทราบข่าวอีกหลายๆ เรื่อง
เขาก็ค่อยๆ ตระหนักได้ว่าหลัวฉางเฟิงเป็นคนที่สำคัญที่สุด เขาโชคดีหลายๆ ครั้งติดต่อกันราวกับได้รับพรจากสวรรค์
ปรุงยา เขียนยันต์ สร้างค่ายกล และหลอมอาวุธ อีกฝ่ายเชี่ยวชาญศาสตร์โบราณทั้งสี
แม้ว่าตอนที่เขาเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตมนุษย์จะยังไม่สร้างความแตกต่างมากนัก
แต่ถ้าหากเขาเติบโตขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และก้าวเข้าสู่ระดับอมตะ กลายเป็นเซียน และไม่ตายกลางคันไปเสียก่อน
ทวีปซวนหยวนก็อาจจะได้พบเห็นการถือกำเนิดของยอดฝีมือที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
…
เพียงพริบตาก็ผ่านไปอีกหลายวัน
หลังจากจัดเตรียมสิ่งของที่จำเป็นจนครบถ้วน
หลัวฉางเฟิงก็ออกจากดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัวอย่างเงียบๆ ตรงไปทางดินแดนบรรพบุรุษตระกูลกวน
เมื่อออกเดินทาง เขาก็ยังได้บอกหลัวผิงให้ทราบถึงแผนการเดินทางครั้งนี้ด้วย
สำหรับเหล่าองครักษ์เงา เขาไม่ได้พาคนเหล่านั้นติดตามไปด้วย
เขาเพียงสั่งให้องครักษ์เงาพยายามปกป้องตระกูลหลัวอย่างเต็มที่ ขณะที่เขาไม่อยู่
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเป็นความขัดแย้ง และการปะทะกันระหว่างผู้ฝึกตนระดับกลั่นโลหิต
มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนระดับกลั่นอวัยวะหรือต่ำกว่าสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้
“เอ่อ…”
“เจ้ายังมีแผ่นค่ายกลแบบนั้นอยู่อีกมั้ย?”
“ช่วยทำให้ข้าแผ่นหนึ่งได้หรือเปล่า?”
ระหว่างการเดินทางไปยังตระกูลหลัว
เซียวเหยาสงเหรินก็ถามหลัวฉางเฟิงอย่างกะทันหัน
"ทำไม?"
“เจ้าก็อยากได้มันเหมือนกันเหรอ?” หลัวฉางเฟิงถาม หลังจากหันมามองเซียวเหยาสงเหริน
“เจ้าจะทำให้หรือ?”
ดวงตาของเซียวเหยาสงเหรินเปล่งประกายด้วยความคาดหวัง
แม้ว่าระดับการบ่มเพาะของเซียวเหยาสงเหรินจะก้าวไปถึงจุดสูงสุดของทวีปซวนหยวนแล้ว
ต่อให้เป็นการอันดับยอดฝีมือชั้นนำ แม้ว่าเขาจะไม่ได้สามอันดับแรก ก็ยังอยู่ในห้าอันแรกอย่างแน่นอน
แต่ต่อให้เขาจะทรงพลังมากแค่ไหนก็ตาม
เขาก็ค่อนข้างกระตือรือร้นที่จะได้รับสมบัติแปลกๆ และหายาก อย่างแผ่นค่ายกลที่ได้รับการปรับปรุง
“แล้วข้าจะได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทน?” หลัวฉางเฟิงถามด้วยความสงสัย
“สิ่งตอบแทน?” เซียวเหยาสงเหรินมองหลัวฉางเฟิงด้วยสายตาเหยียดหยาม แต่หลังจากคิดสักพัก เขาก็พูดว่า “อืม มีบางอย่างที่น่าจะเหมาะกับเจ้า…”
หลัวฉางเฟิงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “มันคืออะไร?”
เซียวเหยาสงเหรินยิ้มเล็กน้อยแล้ว หยิบหนังสัตว์โบราณออกมาแล้วพูดเสียงเบา
“นี่คือวิธีการที่สูญหายไปในการหลอมสร้างสิ่งที่เรียกว่าเรือเหาะกระดองเต่า เจ้าสนใจมั้ย?”
หลัวฉางเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย ถามด้วยความสับสน “เรือเหาะกระดองเต่า?”
เซียวเหยาสงเหรินยิ้ม และอธิบายว่า “โดยพื้นฐานแล้วมันเป็นเหมือน… เรือที่ลอยอยู่บนฟ้าหรืออะไรประมาณนั้น”
เมื่อมองไปทางหนังสัตว์โบราณที่อยู่ในมือของเซียวเหยาสงเหริน หลัวฉางเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไปว่า
“เจ้าไม่กลัวว่าจะถูกทัณฑ์สวรรค์หรือยังไง ถึงได้กล้านำของสิ่งนี้ออกมา?”
เซียวเหยาสงเหรินโบกพัดไม้เก่าๆ อย่างไม่เร่งรีบ เงยหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้าที่ไร้เมฆ และพูดด้วยท่าทีสงบนิ่งว่า
“การเปิดเผยทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเจ้านั้นไม่อาจทำได้ เจตจำนงสวรรค์ไม่อนุญาตให้ข้าทำเช่นนั้น เพราะเดิมทีเส้นด้ายแห่งโชคชะตาก็ก่อเกิดจากความลับที่ข้าขโมยมา แต่เรือเหาะกระดองเต่านั้นแตกต่างออกไป มันเป็นของๆ ข้าเอง”
“ยิ่งกว่านั้น การทำให้สิ่งที่เคยสูญหายได้รับการสืบทอด ก็ถือเป็นเรื่องดี”
“มันเป็นประโยชน์ต่อฟ้าดิน และวิถีของโลก”
“ดังนั้น เจตจำนงสวรรค์จึงเลือกที่จะปล่อยผ่าน และยอมหลับตาข้างหนึ่ง”