ภาษีการค้า และพลังของโอสถชี่เสวี่ย

ตอนที่ 233 ภาษีการค้า และพลังของโอสถชี่เสวี่ย



เนื้อหาในรายงาน ได้อธิบายสาเหตุเบื้องต้นเอาไว้ และยังได้เสนอวิธีแก้ไขเอาไว้ในตอนท้ายอีกด้วย



สำหรับวิธีการที่เสนอก็คือเพื่อปลอบใจหอการค้าตระกูลจ้าว และหอการค้าอื่นๆ เกี่ยวกับภาษีที่สูงมาก ต้องมีการหารือ และเจรจากันอย่างช้าๆ



“หอการค้าตระกูลจ้าว…”



หลังจากพึมพำเบาๆ



สีหน้าของหลัวผิงเริ่มมืดดำมากขึ้นเรื่อยๆ



หลังจากตระกูลกวนล่มสลาย ทั้งมณฑลหลัวซานก็อยู่ในกำมือของตระกูลหลัวแล้ว



ทำให้ตระกูลหลัวของพวกเขามีดินแดนใต้การปกครองมาถึงสิบสามเขต



อำนาจ และอิทธิพลถือว่ามีน้อยคนนักที่จะเทียบเคียงได้



ไม่มีตระกูลใดกล้าที่จะยั่วยุตระกูลหลัว อย่างน้อยก็ในช่วงเวลานี้



สำหรับความสำคัญของหอการค้า หลัวผิงก็ค่อนข้างทราบอย่างชัดเจน



หอการค้ามีความสำคัญมากสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของดินแดนต่างๆ



อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับหอการค้าเหล่านั้น



ตระกูลหลัวให้ความสำคัญต่อระบบภาษีการค้ามากกว่า เมื่อมีการประกาศใช้เป็นครั้งแรก



ก็ต้องมีหอการค้าบางแห่งหรือคนบางกลุ่มที่พยายามต่อต้าน ปฏิเสธที่จะทำตามกฎเกณฑ์ของตระกูลหลัว



แต่ผู้ที่กล้าต่อต้านเหล่านั้น บัดนี้ก็ดินกลบหน้าไปจนหมดสิ้นแล้ว



นั่นทำให้หลัวผิงรู้สึกประหลาดใจที่เมื่อมีตัวอย่าง และบทเรียนให้เห็น



ก็ยังมีหอการค้าบางแห่งที่พยายามกระโดดโลดเต้นไปรอบๆ ภายในดินแดนของตระกูลหลัว และพยายามทดสอบขีดจำกัดของพวกเขา





“ใครเป็นคนจัดการรายงานฉบับนี้”



ภายในห้องหนังสือ หลังจากทุกคนทำงานอย่างเงียบๆ เป็นเวลานาน



จู่ๆ หลัวผิงก็เอ่ยถามกลุ่มคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า



เมื่อได้ยินคำถามของหลัวผิง ลู่จุนก็หันมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น



เขาอยากรู้จริงๆ ว่าสิ่งใดที่ทำให้หลัวผิงแสดงความโกรธออกมามากถึงขนาดนี้



“ข้าน้อยเองขอรับ…”



ภายในห้อง ชายวัยกลางคนที่สวมชุดคลุมน้ำเงินลุกขึ้นด้วยความกังวล



เขาก้มหัวลงเล็กน้อย ไม่กล้าสบตากับหลัวผิงตรงๆ



“ดูเหมือนเจ้าไม่เห็นความสำคัญของภาษีการค้าเลยสินะ”



หลัวผิงเอ่ยถามด้วยเสียงทุ้มต่ำเมื่อมองดูคนตรงหน้า



“ข้า ข้า…”



ชายคนนั้นกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ลังเลราวกับว่าพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง



เมื่อเห็นเช่นนี้ หลัวผิงก็ส่ายหัวด้วยความเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย แล้วตะโกนเรียก “ทหาร…”



เมื่อได้ยินเสียงร้อง ทหารยามก็เดินเข้ามาในห้องหนังสือ โค้งคำนับหลัวผิงด้วยความเคารพ



“พาตัวเขาออกไป…”



หลัวผิงพูดเบาๆ แก่ชายวัยกลางคนที่สวมชุดคลุมน้ำเงินตรงหน้า



เมื่อทหารยามทั้งสองได้รับคำสั่งก็รีบเดินเข้าไปหา



ดูเหมือนว่าพวกเขาคิดจะลากร่างของชายวัยกลางคนออกจากห้องด้วยกำลัง



อย่างไรก็ตาม ชายวัยกลางคนรีบคุกเข่าลงกับพื้น ร่างกายของเขาสั่นเทาขณะที่เขาวิงวอนว่า “นายท่าน โปรดให้โอกาสข้าอีกครั้งเถิด โปรดให้โอกาสข้าด้วย…”



ชายวัยกลางคนพยายามร้องขอความเมตตาสุดเสียง



แต่ถึงอย่างนั้น ทหารยามร่างกำยำทั้งสองก็ยกร่างของเขาขึ้นมา และลากตัวออกจากห้องหนังสือไป



หลังจากนั้น บรรยากาศในห้องก็เริ่มทวีแรงกดดันขึ้นมาในทันใด



ผู้ที่สามารถอยู่ในห้องนี้ได้ล้วนแต่เป็นคนที่มีสิทธิ์เข้าถึงแกนกลางแห่งอำนาจที่ตระกูลหลัวถือบังเหียนอยู่



ตระกูลของพวกเขาต้องจ่ายราคาอันหนักหน่วงกว่าจะส่งคนของพวกเขาสอดแทรกเข้ามาได้



แม้ว่าสำหรับหลัวผิง



คนเหล่านี้จะเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือเขาเกี่ยวกับงานเอกสารต่างๆ



แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันโอกาสที่ทำให้คนนอกตระกูลหลัวได้เข้าถึงอำนาจ



หากทำงานได้ดี และสร้างผลงานให้เห็น ตระกูลของพวกเขาก็จะได้ผลประโยชน์ตามไปด้วย



อย่างไรก็ตาม โอกาสเช่นนี้ ใครบางคนกลับสูญเสียมันไปแล้ว



“น่าเสียดายจริงๆ…”



ภายในห้องหนังสือผู้นำตระกูลลู่ ลู่จุนมองชายวัยกลางคนที่ถูกลากออกไปแล้วส่ายหัว



เขาสามารถจินตนาการได้เลยว่าชายคนนั้นจะถูกทางตระกูลของเขาปฏิบัติอย่างไรต่อจากนี้



ดูเหมือนพ่อของเขาจะพยายามเป็นอย่างมาก กว่าจะทำให้เขาเข้ามาทำงานที่นี่ได้



แต่เพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ตัวเขาก็ถูกขับไล่ออกไป



สูญเสียโอกาสครั้งสำคัญไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมา





มณฑลหลัวซาน เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว



ภายในลานบ้านเล็กๆ อันแสนลึกลับแห่งหนึ่ง



บรรพบุรุษตระกูลหลัว หลัวฉางเฟิงกำลังนั่งเงียบๆ อยู่ใต้ศาลาหิน



เขาถือถ้วยชาร้อน ๆ อยู่ในมือ โดยมีผู้ฝึกตนระดับกลั่นอวัยวะจำนวนห้าคนยืนอยู่ตรงหน้า



ชายทั้งห้าต่างเคยกินโอสถชี่เสวี่ยไปแล้วครั้งหนึ่ง



ในจำนวนนั้น มีสามคนที่กินโอสถชี่เสวี่ยไปประมาณเมื่อหนึ่งเดือนก่อน



ส่วนอีกสองคนที่เหลือเพิ่งกินไปได้ไม่นานมานี้



“เดินเข้ามาใกล้ๆ ข้า…”



ขณะที่หลัวฉางเฟิงจิบชาในมือ เขาก็พูดเบาๆ กับชายทั้งห้าที่อยู่ตรงหน้า



เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทั้งห้าคนก็มีสีหน้าวิตกกังวล



ขณะที่หลายคนยังลังเล



หลังจากได้ยินคำสั่งของหลัวฉางเฟิง หนึ่งในพวกเขาก็คุกเข่าลงกับพื้น คลานมาหาเขาเหมือนสุนัขที่เห็นเจ้าจอง ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และความตื่นเต้น



เมื่อได้เห็นพฤติกรรมเช่นนั้น



รอยยิ้มจางๆ ค่อย ๆ ปรากฏที่มุมปากของหลัวฉางเฟิง



จากนั้น เขาก็ยื่นมือขวาของตนออกมา



วางบนหัวของชายคนนั้นที่เป็นผู้ฝึกตนระดับกลั่นอวัยวะขั้นกลาง



“พลังลึกลับดูเหมือนจะเบาบางลงพอสมควร…”



หลัวฉางเฟิงครุ่นคิดอย่างเงียบๆ แม้ว่ามันจะไม่เบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด



ความจริงที่ว่าพลังลึกลับนั้นกำลังลดลง เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้



หากพลังลึกลับยังคงสลายตัวด้วยความเร็วเช่นนี้ ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี คนเหล่านี้ก็จะสามารถกินโอสถชี่เสวี่ยเป็นครั้งที่สองได้



“ถ้าเป็นเช่นนั้น นั่นก็หมายความว่าโอสถชี่เสวี่ยสามารถผลิตเป็นจำนวนมากได้”



ใต้ศาลาหิน หลัวฉางเฟิงดึงมือขวากลับมา พลางคิดกับตัวเองในใจอย่างเงียบๆ ขณะที่เขย่าถ้วยชาในมือเบาๆ



จากนั้น เขาก็โบกมือ



หลังจากส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาพาคนเหล่านั้นออกไปจากลานบ้าน



หลัวฉางเฟิงก็หันเหความสนใจมาที่ไข่อสูรที่อยู่ตรงหน้า



เมื่อเดือนก่อน ไข่อสูรก็ดูเหมือนเดิม



หลังจากผ่านมาอีกด้วย ไข่สีเทาดำซึ่งมีลวดลายลึกลับมากมายยังคงไม่เปลี่ยนแปลง



ดูเหมือนว่าจะไม่มีวี่แววว่าบางสิ่งในนั้นจะฟักออกมา



เมื่อเห็นว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ มันก็ค่อยๆ ลดความคาดหวังที่หลัวฉางเฟิงมีต่อไข่อสูรลง



หลังจากนั้น หลัวฉางเฟิงก็ยืนขึ้น และเดินไปทางฟาร์มวิญญาณ ที่ตั้งอยู่ทางทิศหนึ่งภายในลานบ้าน



เนื่องจากพลังวิญญาณที่อัดแน่นอยู่ภายในด้วยความช่วยเหลือจากค่ายกลรวมพลังวิญญาณ และค่ายกลผนึกพลังวิญญาณ พืชวิญญาณมากมายที่อยู่ในฟาร์มก็กำลังเติบโตได้เป็นอย่างดี



น่าเสียดายที่อัตราการเจริญเติบโตของพืชวิญญาณเหล่านั้นค่อนข้างช้า จึงน่าจะต้องอีกประมาณหนึ่งถึงสองปีกว่าจะเก็บเกี่ยว และนำมาใช้สำหรับการปรุงยาได้



“อืม ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป…” หลัวฉางเฟิงพึมพำกับตัวเอง



ขณะที่เขากำลังจะหันหลังกลับ และเดินจากไป



ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็เหลือบไปเห็นพืชวิญญาณสีเขียวต้นหนึ่ง



มีหมอกพลังวิญญาณหมุนวนอยู่รอบๆ ต้นอ่อนต้นนั้น



แม้จะเป็นยอดอ่อนที่โผล่พ้นดินได้ไม่นานก็ตาม พลังชีวิตของมันหนาแน่นกว่าพืชวิญญาณต้นอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด



“นั่นมันคืออะไร?”



หลัวฉางเฟิงมั่นใจว่าเขาไม่เคยเห็นพืชวิญญาณต้นนี้มาก่อน



หลังจากที่เขาโน้มตัวลงไป และครุ่นคิดอยู่สักพัก ความเป็นไปได้หนึ่งก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาในใจของเขา



หรือว่ามันจะเป็นต้นอ่อนที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์ที่เขานำกลับมาจากแดนลับ



ยิ่งเขาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าไหร่ หลัวฉางเฟิงก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นไปได้มากเท่านั้น



อย่างไรก็ตาม เขายังคงไม่ทราบว่าพืชวิญญาณต้นดังกล่าวคืออะไรกันแน่



ไม่ใช่เพราะความรู้ของเขามีจำกัด หรือความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับพืชวิญญาณยังไม่เพียงพอ



แต่เนื่องจากมันยังเป็นเพียงต้นอ่อน ลักษณะเฉพาะบางอย่างจึงยังไม่ได้ปรากฏออกมา จึงเป็นเรื่องยากสำหรับการคัดแยก



ถึงอย่างนั้น แค่เพียงสังเกตหมอกพลังวิญญาณที่หมุนวนอยู่รอบๆ และพลังชีวิตอันหนาแน่นที่แผ่ออกมา



พืชวิญญาณต้นนี้ ต้องเป็นสิ่งที่พิเศษอย่างแน่นอน





หลังจากเฝ้าสังเกตมาสักระยะหนึ่ง หลัวฉางเฟิงก็เดินกลับไปยังศาลาหิน



เขาโบกมือแล้วหยิบโอสถชี่เสวี่ยออกมาจากแหวนมิติ



หรี่ตาลงเล็กๆ และคิดอย่างเงียบๆ



ดูเหมือนเขากำลังลังเลกับทางเลือกว่าควรจะทำอย่างที่คิดเอาไว้ดีหรือไม่



จนเมื่อเวลาผ่านไปนานพอสมควร



ในที่สุด หลัวฉางเฟิงก็ตัดสินอย่างแน่วแน่ โยนโอสถชี่เสวี่ยเข้าไปในปากของตัวเอง



เมื่อเข้าไป โอสถชี่เสวี่ยก็เริ่มละลายอย่างรวดเร็ว



กลายเป็นของเหลวร้อนๆ ไหลลงคอของหลัวฉางเฟิง และไปกองรวมกันที่กระเพาะอาหาร



ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของเขา



และพลังปราณอันร้อนแรง และทรงพลังอย่างยิ่งก็ปะทุ และเดือดพล่าน



ออร่าของเขาก็ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะนั้น



หากหลัวฉางเฟิงเปิดหน้าต่างของระบบขึ้นมา เขาก็จะได้เห็นว่าค่าประสบการณ์เบื้องหลังระดับการบ่มเพาะของเขากำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว



มันกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ



[ ค่าประสบการณ์ +100 … ]



[ ค่าประสบการณ์ +100 … ]



[ ค่าประสบการณ์ +100 … ]




ตอนก่อน

จบบทที่ ภาษีการค้า และพลังของโอสถชี่เสวี่ย

ตอนถัดไป