การเดิมพัน และทางเลือกของตระกูลเมี่ยว

ตอนที่ 240 การเดิมพัน และทางเลือกของตระกูลเมี่ยว



เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปอีกหลายวัน



นอกเมืองศิลาคราม ผู้นำตระกูลหลัว หลัวผิงกำลังเดินอย่างเงียบๆ พร้อมกับกลุ่มคนจำนวนหนึ่งใกล้ๆ พื้นที่เพาะปลูกนอกเมือง



มันเป็นจุดเริ่มต้นของปลูกข้าวรอบใหม่ ทำให้มีเกษตรกรจำนวนนับมากที่กำลังทำงานอยู่ในทุ่งนา



ต้องขอบคุณที่ยันต์เหมันต์ทำให้อุณหภูมิโดยรอบอยู่ในระดับที่เหมาะสม ทำให้การเก็บเกี่ยวอุดมสมบูรณ์มากกว่าปีก่อนๆ หลายเท่า



“เรียนนายท่าน ดูเหมือนว่าตระกูลเมี่ยวจะเริ่มระดมทหาร และส่งพวกเขาที่ชายแดนของมณฑลซ่างหลี่แล้ว”



“จากสายข้าวของเรา เสบียง และอาวุธสงครามจำนวนมากก็ค่อยถูกขนส่งไปที่แนวหน้าพร้อมๆ กัน”



ชายวัยกลางคนสวมที่ชุดคลุมน้ำเงินกล่าวมาข้างหน้า และรายงานข่าวด้วยเสียงกระซิบข้างหูหลัวผิง



“ตระกูลเมี่ยวระดมทหาร และยังคงคิดจะเปิดสงครามอยู่อีกงั้นรึ?”



เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลัวผิงหันไปทางทิศหนึ่ง มองไปทางมณฑลเฉินกวาน ดินแดนของตระกูลเมี่ยว



อย่างไรก็ตาม เพียงครู่เดียว เขาก็หันกลับมา



แม้จะรู้ว่าตระกูลหลัวของเขาได้เคลื่อนทัพ ส่งทหารกว่าห้าแสนนายไปตั้งค่ายที่พรมแดนระหว่างสองมณฑล



ตระกูลเมี่ยวก็ยังเลือกที่จะเดินหน้าต่อ คิดจะร่วมมือกับตระกูลเค่อเปิดสงครามกับสองตระกูลใหญ่ของมณฑลซ่างหลี่



การกระทำของตระกูลเมี่ยวบ่งบอกเป็นนัยว่าพวกเขาคิดว่าตระกูลหลัวอาจจะไม่ทำสิ่งใด คิดว่าอาจจะแค่ส่งกองทัพมาขู่ และไม่ได้คิดจะเปิดสงครามกับพวกเขาจริงๆ



ดูเหมือนตระกูลเมี่ยวต้องการเสี่ยงโชค เดิมพันกับความเป็นไปได้



พนันว่าตระกูลหลัวจะไม่เปิดสงครามกับพวกเขา



แล้วทำไมตระกูลเมี่ยวถึงคิดเช่นนั้นล่ะ ทำไมพวกเขาถึงกล้าเดิมพันว่าตระกูลหลัวจะไม่เปิดสงครามจริงๆ



“เจ้าคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้?”



หลังจากคิดอยู่คนเดียวมานาน



จู่ๆ หลัวผิงก็ถามชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆ ด้วยเสียงเบา



เมื่อได้ยินคำถาม ชายวัยกลางคนก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย ท่าทีของเขาเต็มไปด้วยความเคารพ



แต่สีหน้าของเขาที่ไม่มีใครเห็น เต็มไปด้วยความยินดี เพราะมันคือโอกาส



โอกาสที่จะสร้างความประทับใจต่อผู้นำตระกูล



หากได้ทำงานให้กับผู้นำตระกูลหลัว นั้นก็หมายถึงการสามารถเข้าถึงศูนย์กลางของอำนาจ



แต่มันชัดเจนว่ายังไม่เพียงพอ แม้แต่ในบรรดาที่ปรึกษา ระดับความใกล้ชิด และความไว้วางใจก็มีความแตกต่างกันออกไป ต้องได้รับความไว้วางใจมากพอ จึงจะได้รับตำแหน่ง และงานสำคัญๆ เมื่อถึงตอนนั้น จึงจะเรียกได้ว่ามีอำนาจอย่างแท้จริง



“คนโบราณเคยกล่าวเอาไว้ว่า อันตรายและโอกาสเป็นของคู่กัน”



“ข้าเชื่อว่าตระกูลเมี่ยวคิดจะเดิมพันกับโอกาสนั้น เดิมพันความเป็นไปได้ของตัวเอง”



“ดูเหมือนพวกเขาคิดว่าน่าจะสามารถยึดครองมณฑลซ่างหลี่ได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่ตระกูลหลัวจะรุกรานดินแดนของพวกเขา และสร้างความเสียหายอย่างหนัก”



หลังจากกล่าวจบ ชายวัยกลางคนก้มหน้าลงต่ำไปอีก ดูพึงพอใจกับคำตอบของตัวเอง



“งั้นก็หมายความว่าตระกูลเมี่ยวคิดจะแข่งกับเวลา เจ้าคิดเช่นนั้นรึ?”



หลัวผิงหยุดเดินอย่างกะทันหัน แล้วหันกลับมาถามชายวัยกลางคนอีกครั้ง



สำหรับชายวัยกลางคน เมื่อเห็นว่าคำตอบของตัวเองไม่น่าจะมีปัญหาอะไร



เขาก็กล่าวด้วยความเคารพ “ขอรับนายท่าน มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ…”



หลังจากเดินเตร็ดเตร่ไปตามทุ่งนาอันกว้างใหญ่นอกเมืองศิลาครามได้สักพัก



หลัวผิงก็เดินทางกลับเมืองศิลาคราม เข้าสู่ห้องหนังสือ



เมื่อกลับมาที่ห้อง คนที่ติดตามหลัวผิงก็นั่งลงทีละคน



อย่างไรก็ตามมีบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้เล็กน้อย



ชายวัยกลางคนที่สวมชุดคลุมน้ำเงิน



ดูเหมือนว่าจะได้นั่งใกล้กับหลัวผิงมากขึ้นกว่าเดิม



ส่วนคนอื่นๆ เห็นเช่นนั้น ทุกคนต่างก็ต่างอิจฉา แต่ภายนอกสีหน้าของพวกเขาก็ยังคงราบเรียบ



แต่สถานะเช่นนั้น หากไม่มีฝีมือจริงๆ ก็อาจจะอยู่ได้ไม่นาน



ตอนนี้มณฑลหลัวซานอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลหลัว รวมถึงห้าเขตของมณฑลฉางผิงด้วย



นั่นทำให้ดินแดนใต้การปกครองของตระกูลหลัวมีมากถึงสิบสามเขต



โดยธรรมชาติแล้ว มีเรื่องที่ต้องจัดการมากขึ้นกว่าก่อนหลายเท่า



หากคนเหล่านี้จมอยู่กับการวางแผน และพยายามเอาใจหลัวผิงเพียงอย่างเดียว



พวกเขาจะหาเวลาจัดการเอกสารกองโตบนโต๊ะ ซึ่งสูงตระหง่านราวกับภูเขาได้อย่างไร



ท้ายที่สุดแล้ว ในสายตาของหลัวผิง



สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความสามารถ



สิ่งอื่นๆ มีลำดับความสำคัญรองลงมาจากนั้น





เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว



ลานบ้านเก่าแก่โบราณ



ในขณะนี้ หลัวฉางเฟิงกำลังยืนอยู่เงียบๆ ใกล้กับฟาร์มวิญญาณ



เหนือฟาร์มวิญญาณ มีแผ่นค่ายกลกำลังล่องลอยอยู่อย่างช้าๆ



หลัวฉางเฟิงได้ลบค่ายกลเดิมที่เน้นหนักไปที่การโจมตี และป้องกันก่อนหน้านี้ออกไปจนหมดสิ้น



และได้ว่างค่ายกลรวมพลังวิญญาณ และค่ายพลผนึกพลังวิญญาณลงไปแทน



เพราะเวลาส่วนใหญ่ เขามักจะไม่ได้ออกไปไหน และเอาแต่อยู่ในลานบ้านของตัวเอง



จุดประสงค์ของแผ่นค่ายกลจึงสูญเสียไป ดังนั้น การนำมาปรับใช้กับการเกษตร และปลูกพืชวิญญาณ น่าจะมีประโยชน์กว่า



“ความเร็วในการเติบโตของต้นอ่อนนั่นดูเหมือนจะเร็วกว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้มาก…”



หลังจากเฝ้าสังเกตต้นอ่อนสีเขียวสดที่แผ่พลังวิญญาณอันหนาแน่น และเปล่งกลิ่นอายแห่งชีวิตออกมา



เขาก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ



จากนั้น ก็หันหลังกลับตรงไปยังศาลาหิน เทชาร้อน ๆ ลงในถ้วย ยกขึ้นมาจิบอย่างเงียบๆ พร้อมกับจ้องมองออกไปไกล



เพลิงซวีอู๋ พลังที่มันสำแดงออกมาแข็งแกร่งกว่าที่หลัวฉางเฟิงเคยจินตนาการเอาไว้มาก



การหลอมอาวุธ และกลั่นโอสถ แน่นอนว่ามันทำได้ดี ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเพลิงอีกาดำ



แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดของเพลิงซวีอู๋สำหรับหลัวฉางเฟิงก็คือ



มันสามารถกลืนกินพลังลึกลับที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของเขาหลังจากกินโอสถชี่เสวี่ยได้ทีละน้อย



แม้ว่าปริมาณสูงสุดที่มันจะสามารถกลืนกินได้ต่อวันจะอยู่ที่ร้อยละหนึ่งเท่านั้น



แต่ก็ช่วยร่นเวลาลงได้เป็นอย่างมาก จากเดิมทีที่ต้องเว้นช่วงประมาณหนึ่งปี หลงเหลือเพียงสามเดือนเท่านั้น



สิ่งที่ทำให้หลัวฉางเฟิงรู้สึกพึงพอใจมากที่สุดก็คือ การสลายพลังลึกลับด้วยวิธีค่อนข้างปลอดภัย



เหมือนกับการต้มกบในน้ำอุ่น



มากเกินไปในคราวเดียวอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบรุนแรงจากพลังลึกลับ



แต่ถ้าเป็นวันละนิดวันละหน่อย ค่อยๆ ถูกกลืนกินไปทีละน้อย ปัญหาแบบนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น



นั่นทำให้พลังลึกลับในร่างของเขาค่อยๆ สูญเสียพลังไปทีละน้อย กว่ามันจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็สูญเสียความสามารถในการลากร่างโฮสต์ตกตายไปพร้อมๆ กันแล้ว





ใต้ศาลาหิน



ขณะที่หลัวฉางเฟิงจมอยู่กับช่วงเวลาแห่งความสงบสุข เพลิงซวีอู๋ที่สถิตอยู่ในร่างกายของเขาก็พุ่งออกมา



เปลวเพลิงสีดำสนิทลุกโชนอย่างช้าๆ ล่องลอยอยู่กลางอากาศ



ซ่า ซ่า ซ่า…



ความเร็วที่เปลวไฟลุกโชนจู่ๆ ก็มากขึ้นอย่างกะทันหัน



ดูเหมือนมันอยากจะได้… ไข่อสูร



“เจ้าอยากจะกินไข่อสูรนั่นหรือ?”



หลัวฉางเฟิงมองไปยังเพลิงซวีอู๋ที่ล่องลอยอยู่ตรงหน้า และถามด้วยความสงสัย



เมื่อได้ยินคำถามของหลัวฉางเฟิง เพลิงซวีอู๋ก็ตอบรับอย่างรวดเร็ว



เมื่อหันมองระหว่างเพลิงซวีอู๋ และไข่อสูรที่มีสีเทาเข้ม และลวดลายลึกลับมากมายสลักอยู่บนนั้น



ความลังเลก็แวบผ่านดวงตาของหลัวฉางเฟิง



ระหว่างที่หลัวฉางเฟิงกำลังลังเลอยู่ ไข่อสูรซึ่งนิ่งเงียบก็เริ่มสั่นไปมาอย่างแรง



ดูเหมือนว่ามันกำลังพยายามแสดงเจตจำนงว่าต้องการมีชีวิตอยู่ต่อ



“เอาล่ะ…”



หลังจากเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง



หลัวฉางเฟิงก็ยื่นมือขวาออกไป ลูบไข่อสูรเบาๆ เพื่อทำให้มันสงบลง



จากนั้น เขาหันมาหาเพลิงซวีอู๋ ส่ายหัว และกล่าวว่า “ไม่…”



ซ่า ซ่า ซ่า…



เมื่อถูกปฏิเสธ เพลิงซวีอู๋ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจมากเท่าไหร่



เปลวไฟที่ลุกโชนก็ดูเหมือนจะหรี่ลง ไม่ได้ดูเบิกบานเหมือนก่อนหน้านี้



“เฮ้อ รอก่อน เดี๋ยวข้าจะหาเวลาซื้อเพลิงอีกาดำมาให้เจ้ากิน”



เมื่อเขาพูดจบ เพลิงซวีอู๋ก็กลับมาร่าเริงอีกครั้ง



สาดกระจายสะเก็ดไฟออกมา ทำให้อุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว





“ท่านเจ้านิกาย…”



ทันใดนั้น ชายชุดดำก็ปรากฏขึ้นข้างๆ กายหลัวฉางเฟิง



ชายผู้นี้เป็นผู้ฝึกตนระดับกลั่นโลหิตขั้นต่ำ ร่างของเขาแผ่กลิ่นอายเย็นชาจางๆ ออกมาอยู่ตลอดเวลา



หลัวฉางเฟิงจำชายชุดดำตรงหน้าได้



คนผู้นี้คือ นักรบเดนตายที่ได้รับการฝึกฝนจากนิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นกำลังรบหลักของนิกาย



ผู้ฝึกตนระดับกลั่นโลหิตขั้นต่ำนั้นหายากมาก แม้แต่นิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซานก็ยังมีผู้ฝึกตนระดับนี้เพียงคนเดียวเท่านั้น



อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีใครกล้าดูหมิ่นหรือท้าทายพวกเขา



ต่อให้นักรบเดนตายตรงหน้าที่เป็นผู้ฝึกตนระดับกลั่นโลหิตจะไม่ได้ถือว่าแข็งแกร่งอะไรมากนัก



แต่ก็ต้องจำไว้ว่า



เบื้องหลังนิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซานคือ นิกายหมื่นโอสถ หนึ่งในสิบขุมพลังยักษ์ใหญ่ของทวีปซวนหยวน



ต่อให้นิกายหลักจะไม่ส่งคนมาสะสางปัญหา



แต่ด้วยการล่อลวงจากหินวิญญาณ นิกายสาขาก็ยังสามารถจ้างผู้ฝึกตนระดับสูงคนอื่นๆ มาช่วยได้อย่างง่ายดาย



ด้วยหินวิญญาณที่พวกเขามี การว่าจ้างกึ่งเซียนก็ยังเป็นไปได้ เมื่อเป็นนี้ จึงมีน้อยคนนักที่กล้ายั่วยุพวกเขา ไม่มีใครอยากสร้างความบาดหมางโดยไม่จำเป็น




ตอนก่อน

จบบทที่ การเดิมพัน และทางเลือกของตระกูลเมี่ยว

ตอนถัดไป