เวลาผันผ่าน สรรพสิ่งแปรเปลี่ยน
ตอนที่ 254 เวลาผันผ่าน สรรพสิ่งแปรเปลี่ยน
เมื่อหลัวผิงออกคำสั่ง หลังจากเตรียมการเป็นเวลาสองสามวัน
กองทัพประมาณ 300,000 นายก็ถูกส่งออกไป ตรงไปยังริมชายแดนของมณฑลชิงเฉิง
เสบียงอาหาร และอาวุธสงครามก็ถูกลำเลียงไปยังแนวหน้า เพื่อพร้อมทำศึกได้ทุกเมื่อ
ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นเพียงกองหน้าที่ตระกูลหลัวส่งออกไปจับตาดูสถานการณ์ก่อนเท่านั้น
เมื่อหลัวหย่งกลับมาจากมณฑลเฉินกวาน รวมถึงกองทัพหลักของเขาที่ประกอบด้วยทหารกว่าแปดแสนนาย
หลัวผิงก็จะสั่งให้พวกเขาตามไปสมทบ รวมตัวกันที่บริเวณริมชายแดนของมณฑลชิงเฉิง
…
เพียงพริบตา อีกหลายวันก็ผ่านไป
เมื่อหลัวหย่งได้จัดการเรื่องต่างๆ ในมณฑลเฉินกวานแล้ว
เขาก็ได้นำกองทัพของตนกว่า 700,000 นาย กลับสู่ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
โดยธรรมชาติแล้ว ที่ขาดหายไปประมาณ 100,000 นายถูกทิ้งเอาไว้คุ้มกันมณฑลเฉินกวาน
แม้ว่าหลัวหย่งจะรู้สึกว่าด้วยการล่มสลายของตระกูลเมี่ยว จะไม่มีฝ่ายใดที่สายตาสั้นเลือกยั่วยุตระกูลหลัวของเขา
แต่การป้องกันที่เหมาะสม และการป้องปรามก็ยังถือเป็นสิ่งสำคัญ
แน่นอนว่าหลังจากที่หลัวหย่งนำกองทัพหลักกลับมา
หลัวผิงก็สั่งให้เขารีบไปรวมตัวกับกองหน้าที่ชายแดนของมณฑลชิงเฉิง
แม้ว่าจะตระกูลเมี่ยวจะล่มสลาย ตระกูลหลัวก็ยังมีศัตรูอีกมากมายที่ต้องเผชิญ
และศัตรูเหล่านั้นก็มีแต่จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
จักรพรรดิต้าเฟิง เฟิงอู่เหมียนก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
แม้ว่าตระกูลหลัวจะไม่ได้จับจ้องดินแดนของมณฑลชิงเฉิงมากนัก
แต่พวกเขาก็ไม่คิดจะให้เฟิงอู่เหมียน หรือเฟิงหวู่เหรินที่อาจจะกลายมาเป็นศัตรูคนสำคัญในอนาคตได้มันไปง่ายๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฟิงอู่เหมียนที่ถือได้ว่าทรงพลังมากที่สุด
ด้วยดินใต้การปกครองสองมณฑล เขาก็ยังสามารถสะกดข่มตระกูลหลัวของพวกเขาที่มีดินแดนใต้การปกครองสามมณฑลได้
หากเฟิงอู่เหมียนได้รับมณฑลชิงเฉิงที่เป็นแหล่งผลิตเสบียงอาหาร และเกลือไป อิทธิพล และอำนาจของเขาก็จะขยายตัว เพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่น่าสะพรึงกลัว
หากนอกจากนี้ ด้วยสถานะอันชอบธรรมของเฟิงอู่เหมียน ในฐานะจักรพรรดิต้าเฟิง
เศษเสี้ยวหนึ่งของฝ่ายที่เป็นกลางคงจะตัดสินใจยอมจำนนต่อเขา
เมื่อถึงตอนนั้น เฟิงอู่เหมียนก็จะได้รับพลังอันน่าสะพรึงกลัวซึ่งสามารถครอบงำมณฑลอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย ภายในระยะเวลาสั้นๆ พลิกกลับเกมสงครามอย่างสิ้นเชิง
และหากถึงเวลานั้นจริงๆ… แม้แต่ตระกูลหลัวก็ยังพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะต่อกรกับเขาได้
…
เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
ภายในลานเล็กๆ ที่เปล่งกลิ่นอายลึกลับ และเก่าแก่
ที่นั่น มีหลัวฉางเฟิง บรรพบุรุษตระกูลหลัวกำลังนั่งเงียบๆ ใต้ศาลาหิน
เขาถือถ้วยชาร้อนไว้ในมือข้างหนึ่ง ยกขึ้นจิบทีละน้อย
ระหว่างนั้น หลัวชิงซานซึ่งสวมจีวรเหลือง และถือสร้อยลูกประคำอยู่ในมือก็นั่งอยู่ตรงข้ามกับเขาด้วยสีหน้า และท่าทางซับซ้อนเล็กน้อย
“เจ้าจะไปแล้วรึ?”
หลัวฉางเฟิงจ้องมองหลัวชิงซาน ขณะถือถ้วยชาร้อนๆ แล้วถามด้วยน้ำเสียงสงบ
“ครึ่งปี…”
“ถึงเวลาแล้ว…”
หัวของหลัวชิงซานก้มลงเล็กน้อย สีหน้าของเขาเผยให้เห็นความลังเล ไม่ต้องการแยกจาก
“ครึ่งปีผ่านไปไวเหมือนกะพริบตาเลยทีเดียว”
หลัวฉางเฟิงพยักหน้าอย่างเงียบๆ จากนั้นเขาก็ยกถ้วยชาร้อนขึ้นจิบอย่างช้าๆ
หลังจากนั้น พวกเขาก็ไม่มีการแลกเปลี่ยนคำพูดใดๆ ระหว่างกัน
และแทบไม่มีการสบตากันเลย
ทำให้บรรยากาศค่อยๆ อึมครึมมากขึ้นเรื่อยๆ
“เออ จริงสิ…”
หลังจากดื่มชาจนหมดถ้วย หลัวฉางเฟิงก็ดูเหมือนจะจดจำอะไรบางอย่างได้
เขาโบกมือ และหยิบดาบไป๋หงที่เป็นดาบวิญญาณขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากแหวนมิติ
ตัวดาบครึ่งหนึ่งเป็นสีแดงเลือด และอีกครึ่งหนึ่งเป็นสีขาวบริสุทธิ์
เขาเล่นกับมันเบาๆ ในมือ จากนั้นอธิบายให้หลัวชิงซานฟังว่า “นี่คืออาวุธวิญญาณระดับสามขั้นกลาง ดาบไป๋หง แม้ว่าระดับของมันจะไม่สูงนัก แต่สำหรับเจ้า มันก็ยังถือว่ามีประโยชน์ เมื่อเทียบกับสร้อยประคำเหล่านั้น ดาบไป๋หงสามารถดูดซับ และกักเก็บพลังชั่วร้าย และจิตสังหารได้มากกว่าหลายเท่า หรืออาจจะมากกว่าสิบเท่าเลยด้วยซ้ำ”
“ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีข้อดีอีกอย่างนั่นคือ ตราบใดที่ไม่ได้ดูดซับพลังชั่วร้าย และจิตสังหารมากเกินขีดจำกัด มันก็สามารถย่อย และชำระล้างพลังเหล่านั้นได้ทีละน้อย”
"ดังนั้น…"
ขณะที่หลัวฉางเฟิงพูด เขาก็ส่งดาบไป๋หงขนาดฝ่ามือซึ่งเปล่งแสงสีเลือด แต่ก็แฝงไปด้วยกลิ่นอายของความบริสุทธิ์ และสะอาดให้กับหลัวชิงซานที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“อาวุธวิญญาณระดับสามขั้นกลาง?”
หลัวชิงซานมองไปยังดาบไป๋หง ซึ่งมีขนาดประมาณฝ่ามือ
ครึ่งแดงเลือด ครึ่งขาวบริสุทธิ์
ภายนอกมันมีลักษณะเหมือนดาบเล่มเล็กๆ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลงเล็กน้อย
จากนั้นส่งพลังปราณเข้าไป พยายามสัมผัสถึงแก่นแท้ของมันอย่างลึกซึ้ง
ภายในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ เขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงความพิเศษของอาวุธวิญญาณเล่มนี้
สร้อยลูกประคำเหล่านั้น แม้จะมีอยู่มากมาย แต่ก็กักเก็บจิตสังหารของเขาได้น้อย และต้องคอยเปลี่ยนใหม่อยู่เรื่อยๆ
นั่นทำให้เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ดาบไป๋หงที่สามารถกักเก็บจิตสังหาร และสามารถชำระล้างไปในตัว จึงถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่าอย่างแน่นอน
…
เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
ภายในลานบ้านเก่าแก่โบราณซึ่งเป็นที่พำนักของหลัวฉางเฟิง
หลัวชิงซาน และหลัวฉางเฟิงนั่งเงียบอยู่อีกสักพักหนึ่ง
พวกเขาพูดคุยกันเป็นครั้งคราวด้วยความสนุกสนาน
ชีวิตแบบนี้ มันช่างสบายจริงๆ
แต่ถึงแม้จะทะนุถนอมและลังเล แต่เวลาก็ยังคงเดินไปข้างหน้า ค่อยๆ ก้าวผ่านไปทีละน้อย
หลัวชิงซานจึงจำเป็นต้องออกเดินทาง ไม่อาจรั้งอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไป
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า และแสงตะวันที่ส่องลงมายังพื้นดินเปล่งแสงสีส้มเหลือง
หลัวชิงซานก็ยืนขึ้นอย่างเงียบๆ
หลังจากอำลาหลัวฉางเฟิง และญาติๆ ของเขาที่สนิทชิดเชื้อทีละคน
เขาก็เริ่มออกเดินทางเพียงลำพัง โดยออกจากดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัวที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก
ออกจากเมืองศิลาครามที่คุ้นเคย แต่ก็ดูแปลกตาเล็กน้อย
…
ช่วงเวลานี้ อยู่ท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิ เหมาะสมสำหรับเพาะปลูกพืชพรรณ
นอกเมืองศิลาคราม มีทะเลแห่งพืชผลสีเขียวชอุ่มทอดยาวกว้างไกล
ชาวนากำลังมองดูทุ่งข้าว และไร่นาของตัวเองด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
ในทำนองเดียวกัน เด็กเล็กจำนวนมากก็กำลังเล่นซุกซนอยู่บริเวณทุ่งนานอกเมือง
พวกเขาดูมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง
“ถึงเวลาที่พวกเขาต้องออกเดินทางกันแล้ว…”
ข้างๆ หลัวชิงซานที่สวมจีวรเหลือง และมีดาบเล่มเล็กๆ ที่ดูแปลกตาห้อยอยู่ที่อก
เป็นชายชราผมยาวเทาอมขาวคนหนึ่ง จีวรที่เขาสวมอยู่มีรอยปะชุน สีซีดเทา เขากล่าวขณะแทะขาไก่ที่มันเยิ้ม
“ท่านอาจารย์…”
ทันใดนั้น หลัวชิงซานเสียงส่งเรียก
“มีอะไร?”
พระเฒ่าเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ ขณะที่ปากยังคงเคี้ยว และแทะขาไก่ไม่หยุด
“อาจารย์ ท่านคิดว่า… จากไปครั้งนี้ จะไม่มีวันหวนกลับมาอีกเลยหรือขอรับ”
หลังจากความเงียบมานาน หลัวชิงซานถามขึ้นอย่างกะทันหัน
“กลับมาหรือ” พระเฒ่าเอียงหัวด้วยความสงสัย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบเบาๆ “บางที… เจ้าก็อาจจะได้กลับมาที่นี่อีกก็เป็นได้”
“แต่ถึงแม้เจ้าจะกลับมาได้ ก็อาจจะหลายร้อยหรือหลายพันปีต่อจากนี้”
“เมื่อถึงเวลานั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม แทบจดจำอะไรไม่ได้”
“ไม่ใช่แค่ตระกูลหลัวที่เลี้ยงดูเจ้ามาเท่านั้น แม้แต่แคว้นต้าเฟิงจะคงอยู่หรือไม่ ก็ยังคงเป็นคำถาม”
ขณะที่เขาพูด พระเฒ่าก็หันเหความสนใจจากขาไก่ที่เขากำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย
สายตาของเขาถูกดาบไป๋หงที่มีลักษณะเหมือนดาบเล่มเล็กๆ ที่ห้อยอยู่กลางอกของหลัวชิงซานดึงดูดเอาไว้
“เจ้าได้สิ่งนั้นมาจากไหน สิ่งที่เจ้าห้อยคออยู่น่ะ ทำไมข้าไม่เคยเห็นมันมาก่อน…”
พระเฒ่าถามด้วยท่าทีสบายๆ
เมื่อได้ยินคำถามนี้ หลัวชิงซานก็ถอดดาบไป๋หงที่ห้อยคอเอาไว้ และนำมาถือไว้บนมือ