กระแสแห่งความเป็นไป ( 2 )

ตอนที่ 268 กระแสแห่งความเป็นไป ( 2 )



เมื่อหลัวฉางเฟิงได้ยินเช่นนั้น เขาก็พยักหน้าอย่างเงียบๆ เช่นกัน



เนื่องจากวัดพรหมขาวสามารถรวมมณฑลไป๋เหลียนเป็นหนึ่งได้ มันก็ตัวบ่งชี้อย่างหนึ่งว่า



วัดพรหมขาวไม่ใช่เพียงสำนักพุทธธรรมดาๆ



แล้ววัตถุศักดิ์สิทธิ์ของวัดพรหมขาวอย่างดอกบัวพรหมขาว ที่ว่ากันว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายที่แฝงไปด้วยไอปีศาจ ก็กำลังเติบโตอย่างเงียบๆ



ทำให้สถานการณ์เช่นนี้ หยวนหลิวหลีไม่อาจตรวจสอบสถานการณ์ที่แท้จริงของวัดพรหมขาว



ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้



“วัดพรหมขาว ดอกบัวพรหมขาว วัตถุศักดิ์สิทธิ์สายมารที่สามารถดูดกลืนพลังปราณ และพลังชีวิต…”



“ถ้าหากดอกบัวพรหมขาวที่ว่านั้นไร้ซึ่งขีดจำกัดจริงๆ…”



“มันก็น่าสะพรึงกลัวไม่น้อย…”



หลัวฉางเฟิงคิดกับตัวเอง



จากนั้นเขาโบกมือ เป็นสัญญาณให้หยวนหลิวหลีออกไป



นั่งเงียบๆ อยู่คนเดียวใต้ศาลาหิน



ก่อนหน้านี้ในแคว้นต้าเฟิง ก็เคยเกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับมารพุทธะด้วย



อย่างไรก็ตาม มารพุทธะเหล่านั้นดูเหมือนจะถูกกวาดล้างจากผู้ฝึกตนจากนิกายดาบเซียน



สำหรับวัดพรหมขาวที่ดูเหมือนจะอันตรายมากกว่าหลายเท่า จะมีคนจากนิกายหรือสำนักสายหลักเข้ามากวาดล้างเหมือนคราวก่อนหรือเปล่า?





วันรุ่งขึ้นตอนเช้าตรู่



ขณะที่ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสว่างขึ้น ขณะที่อากาศโดยรอบยังคงเย็นสบาย



แคว้นต้าเฟิง มณฑลจื่อเจิน



ณ รางวังหลวงที่ใหญ่โตหรูหรา แต่ก็แฝงไปด้วยความเคร่งขรึม และความสง่างาม



ภายในท้องพระโรง ชายสองคนกำลังพูดคุย และปรึกษาหารือกันอยู่



คนหนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรนั่นคือจักรพรรดิต้าเฟิง เฟิงอู่เหมียน



ขณะนั้น เขาทอดสายตามองไปออกไปไกลด้วยสีหน้าเคร่งขรึม



“วัดพรหมขาว?”



“ดอกบัวพรหมขาว?”



หลังจากพึมพำกับตัวเอง เฟิงอู่เหมียนก็หันมามองจงหยู ชายวัยกลางคนที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ กาย



“เจ้าคิดว่าเราควรทำอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในมณฑลไป๋เหลียน?”



เมื่อจงหยูได้ยินคำถาม เขาก็ดูจะตกใจเล็กน้อย



จากนั้น เขาก็ก้มหัวลง และพูดด้วยความเคารพ “ข้าก็ไม่รู้…”



สำหรับเรื่องสำคัญเช่นนี้



แม้ว่าเขาจะรู้ แต่เขาจะกล้าเสนอความเห็นออกไปง่ายๆ ได้อย่างไร



คนที่อยู่ตรงหน้าเขาคือ จักรพรรดิแห่งแคว้นต้าเฟิง ผู้ที่กุมอำนาจสูงสุดของแว่นแคว้นแห่งนี้อย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม



หากความเห็นของพวกเขาทั้งสองเหมือนๆ กัน มันก็ไม่เป็นไร



แต่ถ้าความเห็นของเขาทำให้คนที่อยู่ตรงหน้าไม่พอใจ… ตัวเขา และตระกูลที่อยู่เบื้องหลัง



ก็อาจจะหลุดจากศูนย์กลางอำนาจ และเสียความไว้วางใจจากองค์จักรพรรดิ



นั่นคือสิ่งที่จงหยู และตระกูลของเขาไม่อาจยอมรับได้



“เจ้าไม่รู้รึ?”



เฟิงอู่เหมียนจ้องมองจงหยู พลางหรี่ตาลงเล็กน้อย



เมื่อทรงพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้ว เขาก็กล่าวต่อว่า “จากข่าวที่เราได้รับวัดพรหมขาวดูเหมือนจะเป็นตัวปัญหาเลยทีเดียว การเลือกที่จะยุติสงคราม และกวาดล้างวัดพรหมขาวน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่เมื่อเทียบกับทางเลือกนี้แล้ว ข้าอยากรู้มากกว่าว่า…”



“ถ้าหากข้าใช้โอกาสเพิ่มกำลังทหาร พยายามจบสงครามกับมณฑลชิงเฉิงโดยเร็วที่สุด”



“พยายามยึดครองดินแดนให้มากขึ้น มันจะเกิดผลพวงอะไรตามมาหลังจากนั้น”



ในขณะที่กล่าว เฟิงอู่เหมียนก็มองออกไปไกลด้วยความสนใจเต็มเปี่ยม



สำหรับเขา แม้ว่าวัดพรหมขาวจะแข็งแกร่ง



ผู้ที่จะเผชิญแรงกดดันจากวัดพรหมขาวเป็นกลุ่มแรกมีเพียงตระกูลเค่อแห่งซุนหยาง และตระกูลหลัวที่ปกครองดินแดนมากถึงสามมณฑลเท่านั้น



เมื่อเทียบกับวัดพรหมขาวที่เป็นสำนักพุทธ



เขารู้สึกว่าตระกูลหลัวซึ่งปกครองสามมณฑล และเติบโตอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้นๆ เป็นภัยคุกคาม และมีโอกาสสั่นคลอนบัลลังก์ของเขามากกว่า





แคว้นต้าเฟิง มณฑลไป๋เหลียน



ภายในวัดพรหมขาวที่ดูใต้เงาร่างของดอกบัวขาวขนาดมหึมา



มีพระจำนวนมากมายนุ่งห่มผ้าขาวบริสุทธิ์ หัวโล้น และพนมมือรวมตัวกันอยู่



หากมอบแวบแรก พวกเขาดูเหมือนมิตร



อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ชัดว่าพวกเขาปลดปล่อยพลังแปลกประหลาดออกจากตามรอยพับของจีวร



พวกเขากำลังเดินไปมาภายในวัดอันโอ่อ่าแห่งนี้



ภายในห้องที่มีแสงสลัวๆ ตรงใจกลางวัดพรหมขาว และมีพระมากฝีมือหลายรูปที่เฝ้ารักษาการณ์อยู่



ในขณะนี้ มีพระเฒ่ารูปหนึ่งที่มีคิ้วขาวสองข้างนั่งอยู่ เขาหรี่ตาลงพลางก้มหน้าเล็กน้อย



มือขวาของเขาสวมสร้อยประคำสีขาวบริสุทธิ์



ขณะนี้ เขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนฟูกสีขาวปลอด และกำลังสวดพึมพำอะไรบางอย่าง



“ท่านอาจารย์…”



ทันใดนั้น พระหนุ่มรูปหนึ่งที่สวมจีวรสีขาวบริสุทธิ์ ปักลายดอกบัวขาวสองสามดอกเอาไว้ตรงหน้าอกก็ผลักประตูที่ปิดแน่นให้เปิดออก จากนั้นก็เดินตรงเข้ามาในห้อง



“ได้ข่าวมาแล้วรึ?”



พระเฒ่ายกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย และมองมาทางพระหนุ่มที่อยู่ข้างหลังตน ผู้เป็นศิษย์ใกล้ชิด พลางถามด้วยเสียงแผ่วเบา



“ท่านอาจารย์ ข้าได้สืบหาข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับแคว้นต้าเฟิงมาอย่างละเอียดแล้ว…”



พระหนุ่มที่น่าขนลุก เผยรอยยิ้ม และกล่าวตอบ



“ว่ามา…” พระเฒ่ากล่าว



เมื่อได้ยิน พระหนุ่มก็ก้าวออกมาข้างหน้าอีกสองสามก้าว แล้วพูดด้วยเสียงเบาว่า



“สำหรับแคว้นต้าเฟิงในตอนนี้ มีเพียงสามฝ่ายเท่านั้นที่คุ้มค่าแก่ระแวงระวังสำหรับเรา”



“ฝ่ายแรก ตระกูลเฟิง”



“ฝ่ายที่สอง คือ ตระกูลหลัว ซึ่งผงาดขึ้นมาในเวลาอันสั้น และสามารถปกครองดินแดนได้มากถึงสามมณฑล”



“ส่วนฝ่ายที่สาม…”



“คือนิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซานที่ได้รวมนิกายสาขาต่างๆ ของแคว้นต้าเฟิงเอาไว้ด้วยกัน”



“อย่างไรก็ตาม พวกเขาเป็นขุมพลังใหญ่ที่เชี่ยวชาญในการกลั่นโอสถเท่านั้น”



“ยิ่งไปกว่านั้น ที่ตั้งอยู่ที่นี่เป็นเพียงนิกายสาขา”



“ดูเหมือนว่าไม่น่าจะเป็นภัยคุกคามต่อพวกเราเท่าไหร่นัก…”



พระเฒ่าพยักหน้าเงียบๆ หลังจากได้ยินคำอธิบายเหล่านั้น



จากนั้น เขาก็เบิกตากว้างเล็กน้อยขณะที่เขามองออกไปนอกหน้าต่าง



“เศษซากของวัดต้าเสวียนคงถูกจัดการแล้วหรือยัง?”



หลังจากความเงียบไปสักพัก พระเฒ่าคิ้วขาวก็พูดเอ่ยถามกับพระหนุ่มที่อยู่ข้างๆ กาย



“เรียนท่านอาจารย์ คนพวกนั้นได้ออกจากมณฑลไป๋เหลียน และได้เข้าสู่ดินแดนของมณฑลอื่นแล้ว”



"ดังนั้น…"



“จึงเป็นเรื่องยากที่เราจะยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว”



พระหนุ่มกล่าวพร้อมกับก้มหน้าลงเล็กน้อย



เมื่อพระเฒ่าที่นั่งบนฟูกขาวได้ยินเช่นนั้น เขาก็ทอดถอนหายใจ มีท่าทางยอมแพ้



แคว้นต้าเฟิง มณฑลไป๋เหลียน



นี่เป็นเพียงดินแดนเล็กๆ เท่านั้น



ไม่ต้องพูดถึงเซียนระดับอมตะ กึ่งเซียนระดับหลุดพ้นก็มีเพียงน้อยนิด



ตอนแรกเขาคิดว่าหลังจากโค่นล้มศัตรูทั้งหมด และรวมสำนักพุทธเป็นหนึ่ง



การเผยแพร่หลักธรรมคำสอน และอำนาจจะเป็นเรื่องที่แน่นอน



อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ



ภายในวัดต้าเสวียนคงซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ และทรงอิทธิพลมากที่สุดของมณฑลไป๋เหลียน



มีพระเถระรูปหนึ่งซ่อนอยู่ ซึ่งมีความแข็งแกร่งอ่อนด้อยกว่าตนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น



ถ้าแค่นั้นก็คงจะไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ



พระเถระที่ซ่อนตัวอยู่ในวัดต้าเสวียนคงได้หลบหนีจากการจับกุมของเขาได้สำเร็จ



นอกจากนี้ อีกฝ่ายยังได้รวบรวมพระรูปอื่นๆ ที่เหลือรอด และพยายามขอความช่วยเหลือจากกองกำลังภายนอก



มีความคิดที่จะผนึกกำลังกัน เพื่อกวาดล้างวัดพรหมขาวของตนให้สิ้นซาก



นั่นเป็นสิ่งที่พระเฒ่าพบว่ายากจะยอมรับได้



“นิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซาน…”



“ตระกูลหลัวที่ปกครองสามมณฑล…”



“และตระกูลเฟิง…”



พระเฒ่าพึมพำกับตัวเอง หลังจากไม่นาน เขาก็ลุกขึ้นยืน และเดินออกไปจากห้องที่แสงสลัวๆ โดยไม่พูดอะไรสำนัก



เมื่อเห็นอาจารย์ของตนเดินจากไป พระหนุ่มก็เลือกที่จะเดินตามไปอย่างใกล้ชิด



“อย่าทำสิ่งใดที่เป็นการต่อต้านนิกายหมื่นโอสถสาขาหลัวซานอย่างไม่ระวัง”



“สำหรับตระกูลหลัวที่ปกครองสามมณฑล รากฐานของพวกเขาตื้นเขิน ไม่เป็นที่กังวล”



“ส่วนตระกูลเฟิง…”



เมื่อกล่าวได้ครึ่งทาง พระเฒ่าก็ปิดปาก



เดินออกจากห้อง และมาถึงลานกว้างแห่งหนึ่ง



แหงนหน้ามองร่างเงาดอกบัวพรหมขาวซึ่งรากของมันดูเหมือนหยั่งลึกอยู่ในความว่างเปล่า ใหญ่โตจนดูเหมือนจะบดบังท้องฟ้าเอาไว้ได้



พระเฒ่าหรี่ตาลงเล็กน้อย



“ในโลกที่เย็นชา และโหดร้าย แค่ชีวิตอยู่ก็ดีมากแล้วมิใช่เหรอ”



“และเนื่องจากวัดพรหมขาวของข้าได้พยายามปกป้องชีวิตของผู้คน คนเหล่านั้นก็ควรจะยอมสละบางสิ่งเช่นกัน”



“มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม เหตุใดถึงต้องต่อต้านกันด้วย?”



พระเฒ่าเฝ้าดูผู้คนที่ค่อยๆ ถูกรากของดอกบัวพรหมขาวดูดซับพลังปราณ พร้อมกับพูดพึมพำกับตัวเอง





เพียงพริบตา อีกหลายวันก็ผ่านไป



มณฑลหลัวซาน เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว



ณ ลานบ้านเก่าแก่โบราณ ใต้ศาลาหินที่สร้างด้วยหินชิงสือ



หลัวฉางเฟิงที่แต่งกายด้วยชุดคลุมขาว แผ่กลิ่นอายรวมกับเซียนอมตะออกมากำลังนั่งเงียบๆ ใต้ร่มเงาของศาลา



จิบชาร้อนในมือ พลางทอดสายตามองออกไปไกล…




ตอนก่อน

จบบทที่ กระแสแห่งความเป็นไป ( 2 )

ตอนถัดไป