ติดหล่ม

ตอนที่ 275 ติดหล่ม



“ตระกูลสวี…”



เค่อเซียวเหวินพึมพำเบาๆ ด้วยสีหน้าที่บิดเบี้ยวจนน่าเกลียด



ร่องรอยของความหมดหนทางเริ่มเผยออกมาให้เห็นลางๆ



นับตั้งแต่จักรพรรดิต้าเฟิง เฟิงอู่เหมียนคิดจะก่อปัญหากับตระกูลหลัว และเลือกที่จะยื่นมือมาช่วยตระกูลเค่อของเขา



ตระกูลเค่อก็ได้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการพัฒนาอย่างรวดเร็ว



ในช่วงเวลาสั้นๆ อย่างเหลือเชื่อ ตระกูลเค่อก็สามารถยึดครองดินแดนของมณฑลซ่างหลี่ได้สำเร็จ



ในช่วงเวลาสั้นๆ อย่างเหลือเชื่อ ตระกูลเค่อก็สามารถควบคุมดินแดนมณฑลซ่างหลี่ได้อย่างสมบูรณ์

ในช่วงเวลาสั้นๆ อย่างเหลือเชื่อ ความแข็งแกร่งของตระกูลเค่อก็พุ่งทะยานขึ้นราวกับได้ลมหนุน



แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับจักรพรรดิต้าเฟิง เฟิงอู่เหมียนหรือตระกูลหลัวปกครองสามมณฑลได้จริงๆ



แต่เมื่อเทียบกับตระกูลอื่นๆ ที่ปกครองเพียงมณฑลเดียวแล้ว



มันก็เป็นเรื่องง่ายมากสำหรับตระกูลเค่อของเขาที่จะครองความได้เปรียบ



แม้แต่สำหรับตระกูลสวีแห่งว่านซาน หากตระกูลเค่อของเขาพร้อมที่จะทุ่มสุดตัว



ตระกูลสวีก็ไม่อาจเป็นคู่มือของพวกเขาที่ปกครองดินแดนมากถึงสองมณฑลได้



อย่างไรก็ตาม เพื่ออนาคตของตระกูลเค่อ เค่อเซียวเหวินไม่สามารถทำสิ่งที่สุ่มเสี่ยงแบบนั้นได้



เขาจะต้องรักษาความแข็งแกร่งเอาไว้ ต้องมีกำลังทหารที่มากพอ



ต้องทำเช่นนั้นเท่านั้น จึงทำให้ตระกูลเค่อของเขาสามารถหาประโยชน์จากช่วงเวลาอันสับสนวุ่นวายเช่นนี้ได้



แล้วก้าวขึ้นมาโดดเด่นอย่างเต็มภาคภูมิ



พยายามแซงหน้าจักรพรรดิต้าเฟิง เฟิงอู่เหมียน และตระกูลหลัวที่มีกำลังทหารเหนือกว่า



อย่างไรก็ตาม ความจริงก็ไม่ได้เรียบง่ายเช่นนั้น มีหลายปัจจัยที่ยากจะควบคุม



นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น



นับตั้งแต่ผู้นำตระกูลสวีตั้งเป้ามาที่ตระกูลเค่อของเขา



ในตอนแรก มันก็พอจัดการได้



เนื่องจากตระกูลสวีไม่มีหลักฐาน และด้วยการคัดค้านอย่างแข็งกร้าวจากเหล่าผู้อาวุโส ผู้นำตระกูลสวีจึงไม่ได้ประกาศสงครามกับตระกูลเค่อทันที



แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อตระกูลหลัวได้ให้ข้ออ้างต่างๆ แก่ผู้นำตระกูลสวี



แม้ว่าผู้นำตระกูลสวีแค่มองเพียงแวบเดียวก็รู้ได้ไม่ยากว่าเป็นตระกูลหลัวที่ยื่นมือเข้ามาสอด



แต่เขาก็เลือกที่จะหลับตาข้างหนึ่ง ไม่สนใจคำคัดค้านของเหล่าผู้อาวุโสอีกต่อไป



ประกาศสงครามกับตระกูลเค่ออย่างเปิดเผย และส่งกองทัพใหญ่มาทันที



หลังจากการประกาศสงคราม ตระกูลสวีก็เกาะติดตระกูลเค่อเหมือนกับกอเอี๊ยะหนังสุนัข



ไม่หวั่นไหวต่อความพยายามของตระกูลเค่อที่จะกวาดล้างพวกเขา



ตระกูลเค่อพยายามปิดล้อม และพยายามบดขยี้กองทัพตระกูลสวีอยู่หลายครั้ง



แต่กองทหารม้าที่ถือครองความได้เปรียบด้วยกิเลนดำ ก็ลื่นเหมือนปลาไหล



เมื่อเห็นว่ากองทัพตระกูลเค่อมีจำนวนมากกว่า พวกเขาก็เพียงแค่หลบหนี



และเมื่อกองทัพตระกูลเค่อละความสนใจจากพวกเขา



กองทหารม้ากิเลนดำของตระกูลสวีก็เปิดฉากโจมตีอย่างรุนแรง โดยไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย



มันเป็นสงครามกองโจรที่ไร้ยางอายอย่างแท้จริง ไม่ได้เป็นการพูดเกินไปเลย



นอกจากนี้ ณ เวลาปัจจุบัน



มันตรงกับช่วงเวลาที่แนวป้องกันของมณฑลชิงเฉิงถูกตีแตก และกองทัพใหญ่ของจักรพรรดิต้าเฟิง เฟิงอู่เหมียน เฟิงหวู่เหริน และตระกูลหลัวรุกคืบเข้าไป และพยายามแย่งชิงดินแดน



ทำให้มันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตระกูลเค่อที่จะขยับขยายอำนาจ



น่าเสียดายที่ตระกูลสวีทำตัวเหมือนกาฝากคอยเกาะติดไม่ปล่อย เมื่อเป็นแบบนี้พวกเขาจะมองหาโอกาสที่จะเข้ายุ่งเกี่ยว และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ยังไง?





ในห้องหนังสือ



เค่อเซียวเหวิน ผู้นำตระกูลเค่อคนปัจจุบันนั่งคิดอยู่เพียงลำพังเป็นเวลานาน



จากนั้น เขาก็ถอนหายใจอย่างช้าๆ ยืนขึ้นโดยเอามือไพล่หลัง และเดินออกไปนอกห้องอย่างเงียบๆ



ปัญหาของตระกูลสวีเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องรีบหาทางแก้



และประตูที่เปิดกว้างของมณฑลชิงเฉิงก็นำเสนอโอกาสอันดีสำหรับตระกูลเค่อของเขา



เขาไม่สามารถปล่อยผ่านมันไป โดยไม่ทำอะไรเลยได้



อย่างไรก็ตาม เขาสงสัยว่าเขาจะสามารถสร้างสมดุลให้กับเรื่องทั้งหมดนี้ได้อย่างไร



ในขณะนี้ เค่อเซียวเหวินดูเหมือนจะยังมองหาหนทางไม่เจอ





มณฑลหลัวซาน เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลหลัว



ภายในห้องหนังสือ



ขณะนั้น ชายวัยกลางคนจำนวนมากกำลังนั่งอยู่รอบโต๊ะไม้อย่างเงียบๆ



พวกเขาก้มหน้าลงเล็กน้อย และดูเหมือนจะจริงจังมากกับการจัดการกับเอกสารที่กองพะเนิน



ส่วนหลัวผิงที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ กำลังจิบชาอย่างช้าๆ ผ่อนคลายกับชีวิต



ขณะที่กำลังจิบชา เขาก็เหลือบมองผู้คนตรงหน้าอย่างเงียบๆ



เมื่อใดก็ตามที่สายตาของหลัวผิงจับจ้องไป ชายวัยกลางคนเหล่านั้นก็จะยืดหลังตรง



ดูเหมือนว่าพวกเขาคิดที่จะสร้างความประทับใจอันดีในสายตาของหลัวผิง



“ฟู่…”



หลัวผิงหยิบกาน้ำชาขึ้นมา และเทชาร้อนๆ ลงไปในถ้วย จากนั้นเขาก็ยกถ้วยชาขึ้นมา และเป่าลมเบาๆ



ขณะนี้ ประตูสู่มณฑลชิงเฉิงเปิดกว้างแล้ว



จักรพรรดิต้าเฟิง เฟิงอู่เหมียนก็ได้เร่งส่งกองทัพหลวงบุกตะลุยเข้าไป ยึดครองดินแดนอย่างรวดเร็ว



ส่วนเฟิงหวู่เหรินซึ่งกำลังเฝ้าดูอย่างกระตือรือร้น ก็หวังว่าจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากสถานการณ์นี้ให้ได้มากที่สุด



เขาจะได้ส่งกองทัพของตนบุกเข้าไปในมณฑลชิงเฉิงในเวลาไล่เลี่ยกัน



แน่นอนว่าตระกูลหลัวของซึ่งปกครองสามมณฑลก็ไม่เป็นข้อยกเว้น



อย่างไรก็ตาม ต่างจากสิ่งที่คนอื่นคาดเดาเอาไว้



เป้าหมายของตระกูลหลัวในคราวนี้ไม่ใช่มุ่งหวังที่จะขยายดินแดนของตัวเองให้ได้มากที่สุด แต่เป็นการชะลอการเคลื่อนไหวของกองทัพหลวงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้



พวกเขามุ่งหวังที่จะป้องกันไม่ให้เฟิงอู่เหมียนขยายอำนาจ และยึดครองดินแดนส่วนใหญ่



เมื่อทำได้ตามแผน ตระกูลหลัวก็จะถือว่าตัวเองได้บรรลุจุดประสงค์ที่วางเอาไว้แล้ว



“นายท่าน…”



ทันใดนั้น ฟางเฉาหวู่ที่นั่งข้างๆ หลัวผิงก็ยืนขึ้น



เขาโค้งคำนับเล็กน้อย ท่าทีเต็มไปด้วยความนอบน้อม



“ว่ามา”



หลัวผิงวางถ้วยชาลงอย่างเงียบๆ และหันไปมองฟางเฉาหวู่ก่อนที่เขาจะถามด้วยเสียงต่ำ



“เมื่อไม่นานมานี้ พระจากวัดต้าเสวียนได้มาเยือนถึงหน้าประตู พร้อมกับบอกว่าต้องการพบท่าน…”



“เขากล่าวว่าภัยคุกคาม และความน่าสะพรึงกลัวของวัดพรหมขาวที่เป็นหนึ่งในสามสำนักมารพุทธนั้นเกินกว่าที่ใครๆ จะจินตนาการได้ หากรีบจัดการก่อนเวลาอันควร…”



“มันอาจจะนำไปสู่มหันตภัยครั้งใหญ่…”



ฟางเฉาหวู่พูดเบาๆ และก้มหัวลงเล็กน้อย



“วัดต้าเสวียน?”



“พวกเขาต้องการพบข้าเหรอ?”



“ภัยคุกคามที่เกินกว่าใครๆ จะจินตนาการได้… มหันตภัยครั้งใหญ่?”



เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลัวผิงก็อดหัวเราะ และส่ายหัวไม่ได้



เขาจะไม่ทราบถึงภัยคุกคามจากวัดพรหมขาวได้อย่างไร?



เมื่อวัดพรหมขาวเผยตัว เขาได้สอบถามเรื่องนี้กับบรรพบุรุษฉางเฟิงแล้ว



เขาได้สอบถามความเห็นของบรรพบุรุษเกี่ยวกับวัดพรหมขาว



แต่คำตอบที่เขาได้รับคือ ไม่ต้องกังวล



นอกจากนี้ ตระกูลเฟิงซึ่งเป็นผู้ปกครองแคว้นต้าเฟิงก็ยังคงเฉยเมยต่อวัดพรหมขาว ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ



แล้วเลือกที่จะทุ่มเทความพยายามมหาศาลเพื่อแย่งชิงดินแดนของมณฑลชิงเฉิง



เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เหตุใดตระกูลหลัวของเขาจึงต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย



แม้ว่าสิ่งต่างๆ จะเลวร้ายอย่างที่ว่าเอาไว้ก็ตาม



อย่างมากก็แค่ทุกคนต้องตายไปพร้อมๆ กัน



แน่นอนว่าตระกูลหลัวไม่ใช่ฝ่ายเดียวที่จะต้องพินาศอย่างแน่นอน



ดังนั้น เมื่อพิจารณาดูแล้ว เขาก็ไม่ได้หวาดกลัววัดพรหมขาวเลย



“พวกเขาเป็นเพียงเศษซากของวัดต้าเสวียนคง ไม่จำเป็นต้องสนใจ…”



หลัวผิงพูดกับฟางเฉาหวู่ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ และยังคงจิบช้าอย่างเพลิดเพลินต่อไป





เพียงพริบตา อีกหลายวันก็ผ่านไป



แคว้นต้าเฟิง มณฑลชิงเฉิง



เวลานี้กองทัพใหญ่ทั้งสามยังคงรุกคืบเข้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง



กองทัพหลวงของจักรพรรดิต้าเฟิง เฟิงอู่เหมียนบุกตีเมืองแล้วเมืองเล่า และได้รับชัยชนะอย่างต่อเนื่อง



ดูเหมือนว่าพวกเขาพยายามกอบโกยผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยแข่งกับเวลา



อีกด้านหนึ่ง เฟิงหวู่เหรินกลับก้าวไปในทิศทางที่แตกต่างออกไป



เมื่อเฟิงอู่เหมียนงัดเปิดประตูสู่มณฑลชิงเฉิง ก็เป็นธรรมดาที่เขาอยากจะเดินตามหลังพี่ชายของตน และลิ้มรสชาติกับสิ่งของที่ปล้นชิงมาได้



หากไม่ทำเช่นนั้น ก็จะเป็นการเสียโอกาสดีๆ ไปโดยเปล่าประโยชน์



ต่อให้การทำเช่นนั้นจะมีผลพวงมากมายที่ตามมา และระดับความเคียดแค้นที่อีกฝ่ายมีต่อเขาก็จะพุ่งสูงขึ้น



มันก็เป็นสิ่งที่เขา เฟิงหวู่เหรินไม่คิดจะสนใจ



นอกจากกองทัพหลวงของจักรพรรดิต้าเฟิง เฟิงอู่เหมียน และกองทัพฉางชิงของเฟิงหวู่เหรินแล้ว



ตระกูลหลัวที่พวกเขาให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ กลับทำสิ่งที่ไม่คาดฝันสำหรับทุกคน



หากจะพูดตามหลักเหตุผล หลังจากที่เฟิงอู่เหมียนเปิดประตูสู่มณฑลชิงเฉิงด้วยกำลัง



เฟิงหวู่เหริน และตระกูลหลัวควรจะพยายามยึดครองดินแดนให้ได้มากที่สุดในเวลาอันสั้น



จากนั้น พวกเขาก็ได้รับผลประโยชน์ที่มากพอสำหรับตัวเอง



ต้องทำแบบนั้นเท่านั้น ทุกคนจึงสามารถรักษาความแข็งแกร่งมากพอที่จะรับมือกับมหาสงครามที่จะมาถึงได้



แต่...ตระกูลหลัวดูเหมือนจะคิดต่างออกไป



นับตั้งแต่กองทัพตระกูลหลัวก้าวเข้าสู่มณฑลชิงเฉิง การเดินทัพของพวกเขาไม่ได้หยุดชะงักเลย



พวกเขาไม่ได้เปิดฉากโจมตีเมืองใดๆ ระหว่างเส้นทาง



พวกเขาก็ไม่ได้สนใจทรัพยากรสำคัญบางอย่างของมณฑลชิงเฉิง



แต่พวกเขากลับเดินทัพตรงไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับศรที่ตัดผ่านท้องฟ้า



พฤติกรรมดังกล่าวทำให้หลายๆ ฝ่ายเกิดความสับสน



หลายๆ คนกำลังครุ่นคิดอยู่ว่าตระกูลหลัวคิดจะทำอะไรกันแน่






ตอนก่อน

จบบทที่ ติดหล่ม

ตอนถัดไป