กลิ่นคาวเลือด
ตอนที่ 282 กลิ่นคาวเลือด
“อ่า…”
ขณะที่เพลิงซวีอู๋พยายามกลืนกินเพลิงอีกาดำทั้งห้าอย่างตะกละตะกลาม
ฮุยอวี่ผู้เงียบงันซึ่งเกาะอยู่บนไหล่ของหลัวฉางเฟิงก็จ้องมองด้วยสายตาเคียดแค้นเล็กน้อย มองไปทางเพลิงซวีอู๋ที่กำลังร่าเริง
ในช่วงเวลาสั้นๆ เพลิงซวีอู๋เกิดความลังเล
แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น จากนั้น มันก็แสร้งทำเป็นหูหนวกต่อเสียงของฮุยอวี่
ยุ่งอยู่กับการกิน กลืนกินเพลิงอีกาดำทั้งห้าอย่างไม่ลดละ ขณะที่อีกฝ่ายพยายามจะหลบหนีแต่ก็ไม่อาจทำได้ เนื่องจากความต่างชั้นของพลัง
หลังจากนั้น ประมาณสามนาที
เพลิงซวีอู๋ก็ได้กินเพลิงอีกาดำทั้งห้าไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวเดียวเอาไว้ และกลับมาล่องลอยอยู่ตรงหน้าหลัวฉางเฟิง
เปลวไฟสีดำสนิทของมันลุกไหม้อย่างชัดๆ
ราวกับต้องการบอกหลัวฉางเฟิงว่า มันกำลังพอใจเป็นที่สุด
“ความแข็งแกร่งของเพลิงซวีอู๋ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย?”
“ห้าหมื่นหินวิญญาณระดับต่ำ เพียงเพื่อเพิ่มพลังนิดหน่อย…”
“เป็นหลุมลึกไร้ก้นบึ้งจริงๆ ไม่รู้ว่าต้องใช้หินวิญญาณมากเพียงใดกว่าจะเติมเต็ม…”
เมื่อมองดูเพลิงซวีอู๋ที่ดูเหมือนจะพึงพอใจ และมีความสุข
หลัวฉางเฟิงก็เม้มปาก แล้วพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ฮุยอวี่ที่เกาะอยู่บนไหล่ของเขา เมื่อได้ยินคำพูดของเจ้านาย
มันก็ชี้ไปทางเพลิงซวีอู๋ด้วยปีกข้างหนึ่ง
โดยเลียนเสียงที่ดูไร้เรี่ยวแรงของหลัวฉางเฟิง แต่ขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัว
ซ่าๆ ซ่าๆ ซ่าๆ
เห็นได้ชัดว่า เพลิงซวีอู๋รู้สึกไม่ค่อยพอใจ
ทำให้เปลวไฟของมันปะทุ และสั่นไหวอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิรอบๆ ก็เพิ่มสูงขึ้นพอสมควรเช่นกัน
แม้ว่ามันจะไม่กล้าแสดงท่าทีปีนเกลียวต่อหลัวฉางเฟิง แต่สำหรับเจ้านกน้อยตัวนั้น มันไม่คิดจะไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย
ท่าทางของมันเหมือนกับเป็นสัญญาณว่า
หากเจ้ายังทำแบบนั้นอีก เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถกลืนเจ้าลงไปได้ในคำเดียว?
เหมือนกับการกินเพลิงอีกาดำเหล่านั้น
ถูกต้อง ในสายตาของหลัวฉางเฟิง
ดูเหมือนว่าเพลิงซวีอู๋กำลังคุกคามฮุยอวี่ด้วยวิธีนี้
และถึงแม้ว่าฮุยอวี่จะยังคงยืนตัวตรงด้วยความสง่างาม จ้องมองไปยังเพลิงซวีอู๋อย่างไม่สะทกสะท้าน
มันก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
“พวกเจ้านี่นะ…”
หลัวฉางเฟิงเหลือบมองเพลิงซวีอู๋ จากนั้นหันมามองฮุยอวี่ผู้ไม่ยอมแพ้ซึ่งเกาะอยู่บนไหล่ของเขา
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เขาก็ต้องพยายามปลอบเด็กน้อยทั้งสองพร้อมๆ กัน
หลังจากนั้น เมื่อเพลิงซวีอู๋กลับเข้ามาในร่างของเขา
หลัวฉางเฟิงก็ถอนหายใจออกเบาๆ และรินชาอุ่นๆ ให้กับตัวเองหนึ่งถ้วย
ในขณะที่จิบชา เขาก็ทอดสายตามองออกไปไกล
ขณะนี้ดินแดน และทรัพยากรส่วนใหญ่ของมณฑลชิงเฉิงถูกเฟิงหวู่เหรินยึดครองไปแล้ว
กองทัพหลวงของเฟิงอู่เหมียนที่ถูกหลัวหย่งลอบตลบหลัง ก็สูญเสียทหารชั้นยอดไปกว่าสามแสนนายเลยทีเดียว
ทำให้ทหารที่เหลือรอด ขวัญกำลังใจลดลงเป็นอย่างมาก เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการจัดทัพใหม่ และเปิดศึกอีกครั้งในเวลาอันสั้น
และเมื่อถึงเวลาที่กองทัพหลวงของเฟิงอู่เหมียนฟื้นคืนขวัญกำลังใจกลับมาได้
เวลานั้น เฟิงหวู่เหรินก็น่าจะผนวกมณฑลชิงเฉิง และปกครองดินแดนแห่งนั้นได้อย่างมั่นคง
เมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว
จักรพรรดิต้าเฟิง ผู้สืบทอดตามทำนองคลองธรรมของแคว้นต้าเฟิง เฟิงอู่เหมียนคิดจะทำอย่างไรต่อ?
เขาจะเลือกที่จะมุ่งเน้นไปตัวเอง เพื่อทำให้แคว้นต้าเฟิงประสบกับช่วงเวลาแห่งความสันติเป็นการชั่วคราว
หรือเขาจะเปิดสงครามอีกครั้ง พาทุกคนเข้าสู่วังวนแห่งการต่อสู้
สำหรับเรื่องนี้ หลัวฉางเฟิงอยากรู้มากจริงๆ
…
เมื่อเวลาผ่านไป ท้องฟ้าก็ค่อยๆ มืดลงเรื่อยๆ
เมื่อดวงอาทิตย์กำลังตกดิน
แสงตะวันอัสดงสาดส่องไปทั่วแผ่นดิน และอุณหภูมิภายนอกก็เปลี่ยนจากความร้อนในยามกลางวัน ลดลงมาถึงระดับที่พอจะรับไหว
แม้ว่าพื้นดินซึ่งดูดซับความร้อนไว้เป็นจำนวนมากจะยังคงแผ่คลื่นความร้อนออกมา ทำให้เท้ารู้สึกแสบร้อนก็ตาม
อย่างน้อย มันก็ดีขึ้นกว่าช่วงเวลาเที่ยงวันหลายเท่า…
“นายท่าน…”
ภายในลานบ้านเล็กๆ อันลึกลับของดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
ขณะที่หลัวฉางเฟิงซึ่งนั่งอยู่ใต้ศาลาหินกำลังจะยืนขึ้น และยืดตัว
หยวนหลิวหลีที่ซ่อนอยู่ในลานบ้านก็ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ เขา
“ว่ามา”
หลัวฉางเฟิงมองไปยังหยวนหลิวหลีที่อยู่ข้างๆ กาย สีหน้าของเธอยังคงบอบบาง เย็นชา และไร้อารมณ์ ร่างกายของเธอก็แผ่กลิ่นอายที่หนาวสะท้านออกมาเป็นระยะ
“องครักษ์เงาชุดใหม่พร้อมแล้วเจ้าค่ะ คราวนี้เหลืออยู่ประมาณสามสิบสามคน”
หยวนหลิวหลีตอบด้วยความเคารพพลางก้มหน้าลง
“องครักษ์เงาชุดใหม่งั้นรึ?”
สามสิบสามคน…
หลัวฉางเฟิงเงยหน้าขึ้น และคิดอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้น ก็ยืนขึ้นและพูดเบาๆ กับหยวนหลิวหลี “ถ้าอย่างนั้น ก็ไปดูกันเถอะ”
เมื่อเร็วๆ นี้ ข้าได้พัฒนาโอสถทลายฟ้ารุ่นที่สามที่สามารถดึงศักยภาพออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น
ตอนนี้คงเป็นเวลาที่ดีที่จะทดสอบมันกับองครักษ์เงาที่เพิ่งเสร็จสิ้นการฝึก
ในขณะที่เขาพูด หลัวฉางเฟิงออกเดินทาง ตรงไปยังลานฝึกบนผืนดินรกร้างนอกเมืองศิลาคราม
หยวนหลิวหลีก็ตามอยู่ข้างกายหลัวฉางเฟิงมาอย่างใกล้ชิด
เข้าใกล้ลานฝึกที่ตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนผืนดินรกร้างนอกเมืองศิลาคราม
…
นอกเมืองศิลาคราม บนผืนดินรกร้างว่างเปล่า
มีลานฝึกที่กว้างขวางครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ ราวกับว่าเป็นพื้นที่ลึกลับอีกแห่งที่แยกตัวออกจากโลกภายนอก
หลัวฉางเฟิงยืนนิ่งอยู่ตรงจุดนั้น โดยเอามือไพล่หลัง
หลังจากไม่ได้มาเยือนเป็นเวลานาน ลานฝึกที่ตั้งอยู่ท่ามกลางผืนดินรกร้างแห่งนี้ดูเหมือนว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ไม่ต้องพูดถึงสิ่งอื่นใดอีก แค่บรรยากาศที่น่ากดดันสุดๆ และอากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น
มันก็ทำให้หลัวฉางเฟิงหยุดฝีเท้า และเฝ้าสังเกตอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
“ไปกันเถอะ…”
หลังจากยืนอยู่นอกลานฝีก และกวาดตามองอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เดินเข้าไป
กระบวนการต่อจากนั้น ไม่มีความแตกต่างจากสองครั้งก่อนมากนัก
คนสามสิบสามคนก็ถือว่าไม่มาก
ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณโอสถทลายฟ้าที่หลัวฉางเฟิงครอบครองอยู่ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น เขาจึงไม่ได้กำจัดจำนวนขององครักษ์เงาอีกต่อไป
เขาได้นำโอสถทลายฟ้ารุ่นที่สามจำนวนสามสิบสามเม็ดออกมา ซึ่งเพิ่งกลั่นออกมาได้ไม่นานมานี้ ส่งให้กับกลุ่มคนที่ยืนตั้งแถวในลานฝึก
โอสถทลายฟ้ารุ่นแรกจะบีบคั้นเอาทุกสิ่งที่สามารถบีบได้ออกจากผู้กิน แลกกับความแข็งแกร่ง
อย่างเช่น อายุขัย พลังชีวิต พรสวรรค์ และศักยภาพ
ยิ่งไปกว่านั้น อัตราส่วนในการแปลงของโอสถทลายฟ้ารุ่นแรกก็ยังค่อนข้างต่ำ
ด้วยเหตุนี้ ในไม่ช้านี้ มันจึงถูกแทนที่ด้วยโอสถทลายฟ้ารุ่นที่สอง หลังจากหลัวฉางเฟิงได้ศึกษา และพัฒนา
สำหรับโอสถทลายฟ้ารุ่นที่สอง มันจะมุ่งเป้าไปที่พรสวรรค์ และศักยภาพ ไม่ได้กัดกินอายุขัยอีกต่อไป
และเนื่องจากอัตราส่วนการแปลงดีกว่ารุ่นแรกมาก นั่นก็ทำให้แม้จะบีบเค้นเฉพาะพรสวรรค์ และศักยภาพ ความแข็งแกร่งที่ได้รับเป็นของแลกเปลี่ยนก็สูงกว่ารุ่นแรกหลายเท่า
สำหรับโอสถทลายฟ้ารุ่นที่สามก็ยังเน้นหนักไปที่พรสวรรค์ และศักยภาพเหมือนรุ่นก่อน ไม่แตะต้องอายุขัยเหมือนเดิม
แม้ว่าจะดูคล้ายคลึงกับโอสถทลายฟ้ารุ่นที่สอง
แต่อัตราการแปลงเป็นความแข็งแกร่งก็สูงกว่าเดิมอย่างน้อยสองหรือสามเท่า
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากบีบเค้นเอาพรสวรรค์ และศักยภาพออกมา โอสถทลายฟ้ารุ่นที่สองจะจำกัดเพดานการบ่มเพาะ และความแข็งแกร่งของคนที่กินมัน
ต่างจากรุ่นที่สาม ที่ไม่ได้จำกัดเพดานการบ่มเพาะอย่างสมบูรณ์ แม้จะเค้นเอาพรสวรรค์ และศักยภาพออกมา ก็ยังทิ้งโอกาสเล็กน้อยเอาไว้
หากมีความขยันหมั่นเพียร และโชคดีพอ
ก็สามารถก้าวผ่านขีดจำกัดจากโอสถทลายฟ้าสร้างม่านได้ ก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้น
มันจำเป็นต้องอาศัยการท้าทายสวรรค์เพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมตัวเอง
…
เพียงพริบตา
วันรุ่งขึ้นก็มาถึง
เช้าตรู่ขณะที่ท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทาหม่น
ภายในลานฝึกที่ตั้งอยู่บริเวณผืนดินรกร้างนอกเมืองศิลาคราม
บนที่ดินแปลงหนึ่งซึ่งมีผู้คนรวมตัวกันกว่าสามสิบคน
ในขณะนี้ อากาศเต็มไปด้วยหมอกสีแดงจางๆ
นี่คือ ทิวทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของลานฝึกแห่งนี้
ดูเหมือนว่าเนื่องจากมีการเข่นฆ่าสังหารมากเกินไป ลานแห่งนี้จึงจะเต็มไปด้วยหมอกสีเลือดที่ยากจะสลายทุกเช้า
“จบแล้วรึ?”
ทันใดนั้น หลัวฉางเฟิงก็ลืมตาขึ้น จ้องดูองครักษ์เงาที่เหลืออีกยี่สิบสองคนตรงหน้า
ความรู้สึกประหลาดใจฉายชัดในดวงตาของเขา
อัตราการสูญเสียดูเหมือนจะสูงไม่น้อย ประมาณสามส่วนเลยทีเดียว
โอสถทลายฟ้ารุ่นที่สามนั้นเหนือกว่ารุ่นที่สองอย่างแน่นอนในหลายๆ ด้าน
อย่างไรก็ตาม เพื่อแลกกับประสิทธิของมัน อัตราการสูญเสียย่อมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
“อย่างไรก็ตาม ก็ดูเหมือนจะคุ้มค่า…”
“คนที่เหลืออีกยี่สิบสองคน ล้วนอยู่ในระดับกลั่นอวัยวะ”
“ผู้ฝึกตนระดับกลั่นอวัยวะขั้นต่ำ 17 คน ผู้ฝึกตนระดับกลั่นอวัยวะขั้นกลาง 4 คน และหนึ่ง…”
หลัวฉางเฟิงมองไปรอบๆ แล้วค่อยๆ หันไปมองชายชราในชุดคลุมเทา
ชายชราผู้นั้นหลังค่อม ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา ผมขาว เคราขาว หุ่นผอมซูบ
เมื่อเห็นชายชรามาถึงระดับกลั่นอวัยวะขั้นสูงสุด และห่างจากระดับกลั่นโลหิตเพียงไม่กี่ก้าว
หลัวฉางเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลงเล็กน้อย
ไม่ว่าจะเป็นโอสถทลายฟ้ารุ่นที่สามหรือรุ่นที่สอง
ทั้งสองรุ่นล้วนไม่ได้กัดกินอายุขัยแม้แต่น้อย
หากพูดตามหลักเหตุผลแล้ว ไม่มีทางเลยที่เด็กหนุ่มจะกลายเป็นชายชราหลังจากได้กินโอสถทลายฟ้า
เมื่อเป็นแบบนั้น ก็เหลือความเป็นไปได้เดียวเท่า
นั่นคือ ชายชราตรงหน้านั้น แก่ชราถึงเพียงนี้มาตั้งแต่ต้นแล้ว
“น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ…”