ร่วงหล่น
ตอนที่ 317 ร่วงหล่น
“เรียนท่านผู้นำตระกูล ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วัน”
“ผู้คนจากแคว้นต้าหยานได้ยึดครองดินแดนที่เดิมทีเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเราไปหลายแห่ง”
“และกองทัพของพวกเขาก็เข้ามาแทนที่ และควบคุมดูแลในการบริหารจัดการต่างๆ”
“แม้แต่เมืองที่ตระกูลเค่อของเราพำนักอยู่…”
“ก็ถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นต้าหยานแล้ว!”
มณฑลซุนหยาง ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลเค่อ
ณ ห้องหนังสือ
ในเวลานี้ เค่อเซียวเหวิน ผู้นำตระกูลตระกูลเค่อคนปัจจุบันกำลังนั่งอย่างสง่างามบนที่นั่งหลัก
ส่วนผู้อาวุโสใหญ่แห่งตระกูลเค่อ เขากำลังยืนด้วยสีหน้าหมดหนทาง เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยและพูดเสียงเบากับเค่อเซียวเหวินที่อยู่ตรงหน้า
“มันก็เป็นไปตามที่ข้าคาดการณ์เอาไว้…”
เค่อเซียวเหวินเหลือบมองผู้อาวุโสใหญ่ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ทอดถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดว่า
“แม้ว่าการกระทำของแคว้นต้าหยานจะอยู่ในขอบเขตที่พวกเราคาดการณ์เอาไว้ แต่สิ่งที่ข้าคาดไม่ถึงก็คือ พวกเขาจะรีบเข้ามาแทนที่ ควบคุมดินแดนทั้งหมดที่เดิมทีเป็นของตระกูลเรา และควบคุมกองทัพอย่างสมบูรณ์ก่อนทำสิ่งอื่นใด”
“แม้แต่เมืองของเรา แคว้นต้าหยานก็ยังไม่คิดจะละเว้น…”
“ตอนนี้ อำนาจอิทธิพลของตระกูลเราถือว่าล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว”
“ความอยู่รอดของเราจึงขึ้นอยู่กับท่าทีของแคว้นต้าหยานอย่างสมบูรณ์”
“ก่อนหน้านี้ ข้าเชื่อเสมอมาว่าหยิบยืมพลังของแคว้นต้าหยานมาใช้ การได้รับความช่วยเหลือจากพวกเขา เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ตระกูลเค่อของเราอยู่รอดต่อไปได้”
“แต่บัดนี้ดูเหมือนว่า…”
“ตัวข้าเองก็เริ่มไม่แน่ใจ และสูญเสียความชัดเจนไปแล้วว่า…”
“มันเป็นเส้นทางสู่การเอาชีวิตรอด เส้นทางสู่อนาคต หรือเส้นทางสู่การล่มสลายกันแน่”
ในห้องหนังสือ บนที่นั่งหลัก
เค่อเซียวเหวินอดไม่ได้ที่จะพูดแบบนั้นออกมาด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่น
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น ผู้อาวุโสใหญ่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรมาปลอบโยน นอกจากถอนหายใจด้วยความจำยอม
ตระกูลเค่อปกครองดินแดนมากถึงสามมณฑลเป็นเวลานาน
แม้ว่ารากฐานของพวกเขายังคงอยู่
แต่ถ้าหากแคว้นต้าหยานคิดจะทำลายล้างตระกูลเค่อจริงๆ พวกเขาก็ยังคงพบว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะหลีกหนีจากความตายไปได้
สถานการณ์ปัจจุบันจึงขึ้นอยู่กับท่าทีของแคว้นต้าหยานโดยสิ้นเชิง
การฝากชีวิต และความตายของตระกูลไว้ในกำมือของผู้อื่นอาจถูกไร้สาระก็จริง
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าตระกูลเค่อจะไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่อีกแล้ว
ตระกูลเค่อจะต้องเผชิญกับการล่มสลายอย่างช้าๆ หรือไม่ พวกเขาก็ต้องเอาทุกอย่างมาเสี่ยง และเดิมพันหมดหน้าตัก
เดิมพันว่าแคว้นต้าหยานไม่อยากเสียพลังชีวิตของพวกเขาไป ไม่มาเสียเวลาทำลายล้างตระกูลเค่อของพวกเขา ซึ่งไม่ได้ถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงใดๆ
…
เพียงพริบตาเดียว เวลาผ่านไปอีกประมาณหนึ่งเดือนแล้ว
ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนมานี้ แคว้นต้าหยานได้เข้ามาแทนที่ตระกูลเค่อ
และอำนาจควบคุมของพวกเขาก็ค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นตามกาลเวลาที่ผ่านไป
กองทัพส่วนหนึ่งของแคว้นต้าหยานก็ได้เข้ามาในดินแดนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเค่ออย่างต่อเนื่อง
จากนั้น ก็เดินทัพต่อมายังริมชายแดนของมณฑลว่านซาน
เปิดฉากโจมตีอย่างบ้าคลั่งครั้งแล้วครั้งเล่า
อย่างไรก็ตาม แนวป้องกันของมณฑลว่านซานก็ยังคงแข็งแกร่งดุจขุนเขา
ไม่ว่าการโจมตีจากกองทัพต้าหยานจะรุนแรงหรือบ้าคลั่งมากเพียงใด
แนวป้องกันของพวกเขาก็ไม่เคยสั่นไหว และแสดงสัญญาณของความอ่อนแอเลย
แม้ว่าบางครั้ง
เนื่องจากเหตุผลหลายอย่าง แคว้นต้าหยานจะสามารถยึดครองเมืองได้หนึ่งหรือสองเมืองหรืออย่างมากก็สามเมือง
แต่ก็ดูเหมือนว่าความสำเร็จของพวกเขาจะถูกจำกัดอยู่เพียงแค่นั้น
หากพวกเขาปรารถนาไปจะรุกคืบเข้าไปลึกกว่านั้น พยายามยึดครองดินแดนทั้งหมดของมณฑลว่านซานโดยสมบูรณ์
เว้นแต่กองทัพต้าหยานจะยินยอมสละชีวิตของทหารจำนวนมาก
ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่สามารถบรรลุผลลัพธ์ดังกล่าวได้ในช่วงเวลาสั้นๆ
ส่วนตระกูลเค่อแห่งซุนหยาง…
ตระกูลเค่อ ณ ตอนนี้ แม้จะสูญเสียดินแดน และอำนาจปกครองไปจนหมดสิ้นแล้วก็ตาม
แต่พวกเขาก็ได้รับผลตอบแทนกลับคืนมา นั่นคือ ความสงบสุข
ในปัจจุบัน ตระกูลเค่อไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของตัวเองอีกต่อไป และไม่ต้องกังวลเรื่องปิดล้อมของสองมหาอำนาจอย่างตระกูลหลัว และวัดพรหมขาว
ในเวลาเดียวกัน ตระกูลเค่อก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกวิตกกังวลหรือหงุดหงิดเกี่ยวกับปัญหาเกี่ยวกับการขาดแคลนเสบียง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำศึกสงคราม
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน การเดิมพันของตระกูลเค่อถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากอย่างไม่ต้องสงสัย
คำถามเดียวคือ พวกเขาสูญเสียหรือได้รับกันแน่ในระหว่างกระบวนการนั้น
ดูเหมือนว่านอกเหนือจากตระกูลเค่อเองแล้ว ไม่มีใครมีคุณสมบัติมากพอที่จะตัดสินได้
…
มณฑลหลัวซาน เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
ณ ห้องหนังสือ
ขณะนั้น หลัวผิง ผู้นำตระกูลหลัวคนปัจจุบันกำลังนั่งอยู่บนที่นั่งหลัก
เขาจิบชาในมือ ขณะนั่งอ่านเอกสารรายงานต่างๆ
หลังจากที่เขาตรวจสอบเรื่องต่างๆ บนโต๊ะของตัวเองแล้ว
เขาก็หันไปหาลู่จุนซึ่งกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องบางอย่าง และพูดด้วยเสียงเบาว่า “คิดไม่ถึงเลยว่าในช่วงเวลาสั้นๆ เช่นนี้ ตระกูลเค่อซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นหนึ่งในห้ามหาอำนาจของแคว้นต้าเฟิงจะหายไปเฉยๆ…”
“แม้ว่าข้าจะคิดว่าตระกูลเค่อคงเลือกที่จะประนีประนอมในสักวันหนึ่ง”
“ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาก็ต้องยอมสยบต่อแคว้นต้าหยาน”
“อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ข้าคาดไม่ถึงก็คือ…”
“ตระกูลเค่อจะยอมจำนนอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้”
“และแคว้นต้าหยานก็เข้ายึดครองดินแดน และกองทัพทั้งหมดที่เดิมทีเป็นของตระกูลเค่อด้วยความกระตือรือร้นอย่างยิ่ง”
“ยิ่งไปกว่านั้น ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็เปิดสงครามกับตระกูลหลัวของเรา”
“การพัฒนาของเหตุการณ์ต่างๆ อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของข้าไปเล็กน้อย…”
ภายในห้องหนังสือ
คำกล่าวของหลัวผิงดังก้องไปทั่ว
ขณะที่ลู่จุนนั่งฟัง เขาก็เร่งมือ จัดการเอกสารในมือให้เสร็จเร็วมากขึ้น
เมื่อเขาเกือบจะจัดการกับมันจนแล้วเสร็จ
เขาก็เงยหน้าขึ้น มองไปทางหลัวผิงที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วพูดว่า “เรื่องระหว่างแคว้นต้าหยานและตระกูลเค่ออาจจะเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง แต่ก็อยู่ในขอบเขตที่สมเหตุสมผล…”
“อิทธิพลของตระกูลเค่อ สูญหายไปอย่างสิ้นเชิง”
“อำนาจอิทธิพลของแคว้นต้าหยานก็ได้เข้ามาแทนที่ และเริ่มที่จะแทรกแซงสถานการณ์ในแคว้นต้าเฟิง”
“ตัวแปรที่เราเคยพูดถึงได้เข้าร่วมกระดานหมากแล้ว”
“คำถามก็คือ แคว้นต้าหยานคิดจะทำอย่างไรต่อไป?”
“ถ้าพวกเขาคิดว่าสามารถยึดครองดินแดนของมณฑลว่านซานได้ด้วยพลังที่พวกเขาถือครองอยู่ตอนนี้ มันก็ไม่ต่างจากความเพ้อฝันของคนเขลา”
“และหากแคว้นต้าหยานทุ่มเทความแข็งแกร่งทั้งหมดออกมา”
“รากฐานของพวกเขาก็จะสั่นคลอน เพราะบ้านของพวกเขาเองก็ใช่ว่าจะสงบสุข”
“หากทำเช่นนั้นจริง แคว้นต้าหยานก็อาจพบว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมเหมือนกับตระกูลเค่อ ต้องสู้พร้อมกับสองแนวรบ และไม่อาจถอนตัวออกมาได้”
“พวกเราต่างรู้ดีกว่าสถานการณ์ปัจจุบันของแคว้นต้าเฟิงนั้นก็เหมือนกับหนองบึง”
“มันอาจดูไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าหากก้าวเข้าไปแล้วติดอยู่ในนั้น ก็ไม่ง่ายเลยที่จะหลุดออกไป…”
หลัวผิงพยักหน้าเงียบๆ ด้วยท่าทางสงบ
ดูเหมือนเขาจะเห็นด้วยกับคำกล่าวของลู่จูน
“เจ้าพูดถูก”
หลัวผิงหันไปมองลู่จุนที่นั่งอยู่ข้างๆ อีกครั้ง จากนั้นจึงค่อยๆ หยิบถ้วยชาบนโต๊ะที่เทเอาไว้แล้ว และเย็นลงขึ้นมา
จิบชาอึกหนึ่ง
จากนั้นพูดเสียงเบาว่า “เป็นเรื่องจริงที่สถานการณ์ของแคว้นต้าเฟิงไม่จากหนองบึง ใครที่ก้าวเข้ามาพัวพัน น้อยคนนักที่จะรอดออกไปโดยไม่ต้องสูญเสียสิ่งใดเลย…”
ในขณะที่เขาพูด หลัวผิงก็วางถ้วยชาลง เงยหน้าขึ้น ทอดสายตามองออกไปไกล
เขาหรี่ตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า “สถานการณ์ปัจจุบันของแคว้นต้าเฟิงนั้นสับสนวุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง แคว้นต้าหยานที่ถูกบดบังด้วยผลประโยชน์ตรงหน้าจึงต้องการเข้ามาแทรกแซง แต่พวกเขาก็คงจะนึกไม่ถึงว่าแม้จะได้รับการสนับสนุนจากนิกายห้าธาตุ การถอนตัวจากสงครามของแคว้นต้าเฟิงหลังจากเข้ามายุ่งเกี่ยวแล้วก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย”
“ดังนั้น ณ ตอนนี้ สิ่งที่เราทำได้คือ เฝ้าดูอย่างเงียบๆ และดูว่าแคว้นต้าหยานจะเดินไปถึงสุดทางที่ตรงไหน”
หลังจากกล่าวถ้อยคำเหล่านั้น หลัวผิงก็เงียบไป
เขาเพียงหรี่ตา ทอดสายตามองออกไปไกล และจิบชาอีกครั้ง
ในขณะเดียวกัน ลู่จุน และคนอื่นๆ ในห้องหนังสือ
บางคนก็ก้มหน้าครุ่นคิด ส่วนบางคนก็ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขยันขันแข็ง
พวกเขาต่างนิ่งเงียบ แน่นอนว่าไม่มีใครกล้ารบกวนหลัวผิงที่กำลังคิดถึงเรื่องบางอย่างอยู่
…