มรดกเซียน
ตอนที่ 352 มรดกเซียน
เมื่อระดับการบ่มเพาะของหลัวฉางเฟิงก้าวเข้าสู่ระดับหลุดพ้นขั้นกลาง
รวมถึงตัวเขาที่มีตัวช่วย และไพ่ตามากมายอยู่ในมือ
การสังหารผู้ฝึกตนสักคนที่อ่อนแอกว่านั้น เป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
ฉ่า ฉ่า ฉ่า ฉ่า…
ทันใดนั้น เสียงเปลวเพลิงลุกไหม้ก็ดังขึ้นเรื่อยๆ
เพลิงสีดำสนิทลุกไหม้ และอาบทั่วร่างของเค่อเฉิงซ่งอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้น ราวๆ สองถึงสามลมหายใจ
เรื่องราวของเค่อเฉิงซ่ง บรรพบุรุษตระกูลเค่อ ผู้ที่คนตัดมรดกสายเลือดของตระกูลตัวเองก็ได้สิ้นสุดลง ณ ที่แห่งนี้
ภายใต้การแผดเผาของเพลิงซวีอู๋
ร่างของเขากลายเป็นเพียงกลุ่มควัน ก่อนจะค่อยๆ สลายหายไปในความว่างเปล่า
แม้ในขณะที่เพลิงซวีอู๋กำลังลุกโหม และสังหารศัตรู
เค่อเฉิงซ่งก็แทบไม่มีโอกาสได้กรีดร้องอะไรออกมาเลย
ส่วนแหวนมิติบนร่างของเค่อเฉิงซ่ง ขณะที่เพลิงซวีอู๋กำลังเผาร่างของอีกฝ่ายอยู่
หลัวฉางเฟิงได้หยิบมันมาอยู่ในมือก่อน แล้วเล่นกับมันอย่างไม่ค่อยใส่ใจแล้ว
...
หลังจากเค่อเฉิงซ่งเสียชีวิต
แหวนมิติวงนั้นก็กลายเป็นทรัพย์สินที่ไร้เจ้าของ
แต่ต่อให้แหวนมิติจะมีตราประทับ และเจ้าของเดิมของมันยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม
หลัวฉางเฟิงก็มีวิธีที่จะชิงมันมาเป็นของตัวเองได้อยู่ดี
“เรื่องที่เหลือพวกเจ้าจัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย…”
ณ ประตูใหญ่ของดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
หลัวฉางเฟิงเหลือบมองผู้บัญชาการของหน่วยองครักษ์เงาทั้งสามที่ยืนอยู่ข้างๆ กาย
ออกคำสั่งเพียงประโยคสั้นๆ จากนั้นร่างของเขาก็หายวับไปในทันที
ราวกับว่าเขาไม่เคยยืนอยู่ที่นั่นมาก่อน
...
เมืองศิลาคราม ดินแดนบรรพบุรุษตระกูลหลัว
หลังจากกลับมาถึงลานบ้านของตัวเองแล้ว
หลัวฉางเฟิงก็ส่งจิตสัมผัสเข้าไปในแหวนมิติเพื่อเปิดดู และมองหาสิ่งของต่างๆ ภายในนั้น
เขาต้องการดูว่าเค่อเฉิงซ่งที่เป็นถึงกึ่งเซียนได้เก็บสะสมสมบัติอะไรเอาไว้บ้าง?
“หืม? โอสถหรือ?”
“ปริมาณก็ไม่น้อย…”
หลัวฉางเฟิงหยิบขวดโอสถออกมาจากแหวนมิติอย่างง่ายดาย และตรวจสอบมัน “ปริมาณของโอสถค่อนข้างมาก แต่ระดับและคุณภาพดูจะต่ำเกินไปสักหน่อย…”
“มันดูไร้ประโยชน์สำหรับข้า”
“ช่างเถอะ ข้าแค่ต้องนำไปมอบให้กับหลัวผิงแล้วให้เขาไปหาวิธีใช้ประโยชน์เอาเอง”
หลังจากส่ายหัวเบาๆ
หลัวฉางเฟิงยังคงตรวจสอบสิ่งของอื่นๆ ในแหวนมิติต่อไป
นอกจากโอสถแล้ว ยังมียันต์ และอาวุธวิญญาณอีกจำนวนหนึ่งภายในนั้นอีกด้วย
แน่นอนว่ายังมีทักษะบ่มเพาะบางอย่างรวมอยู่ด้วย
แต่ระดับของพวกมันดูธรรมดา และแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรกับตัวเขาเลย
"หืม?"
“นั่นมันอะไรน่ะ?”
ขณะที่หลัวฉางเฟิงเริ่มรู้สึกผิดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ
จู่ๆ จิตสัมผัสของเขาก็ถูกดึงดูดไปที่หนังสัตว์โบราณแผ่นหนึ่ง
หนังสัตว์แผ่นนี้ดูเหมือนจะมีเนื้อหาลึกลับบางอย่างเขียนเอาไว้
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหนังสัตว์อยู่ภายในวงแหวนมิติ
หลัวฉางเฟิงจึงไม่อาจมองเห็น หรืออ่านมันได้อย่างชัดเจนนัก
ดังนั้น เขาจึงโบกมือ
หยิบชิ้นหนังสัตว์โบราณออกจากแหวนมิติ วางไว้บนโต๊ะหินตรงหน้าเพื่อพยายามตรวจสอบอย่างละเอียดด้วยตาตัวเอง
“ดูจากเนื้อหาที่เขียนอยู่บนนี้…”
“มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ถูกเรียกว่า ‘ภูเขาหมาป่า’ แล้วดูเหมือนที่นั่นจะมีมรดกของเซียนซ่อนอยู่”
“ยิ่งกว่านั้น มรดกของเซียนผู้นั้น ยังมีทักษะศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังทำลายล้างอย่างรุนแรงอยู่อีกด้วย”
เมื่ออ่านเนื้อหาในหนังสัตว์โบราณอย่างละเอียด
แม้ว่าบางส่วนจะเลือนรางไปแล้ว เขาก็ยังมองเห็นแผนที่ๆ วาดอยู่บนนั้นได้
หลัวฉางเฟิงจึงยื่นมือขวาออกมา และลูบคางของตัวเองพลางครุ่นคิด
“ภูเขาหมาป่าหรือ?”
“ไม่เห็นจะเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย…”
“แต่ภูมิประเทศบนแผนที่นี้ดูคุ้นเคยอยู่นิดหน่อย…”
หลัวฉางเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย
เขาครุ่นคิดเกี่ยวกับข้อมูลเกี่ยวกับบนแผนที่อย่างเงียบๆ
หลังจากผ่านไปมาสักพักหนึ่ง
ดวงตาของหลัวฉางเฟิงก็เปล่งประกาย
เขาจำได้แล้วว่าทำไมแผนที่ตรงหน้าถึงได้ดูคุ้นเคยนัก
ภูมิประเทศนั่นมันเหมือนกับภูมิประเทศของมณฑลเยว่หมิงของแคว้นต้าหยานไม่น้อยเลยทีเดียว
จริงอยู่ที่ในตอนแรกเขาเพียงแค่เหลือบมองแผนที่ของแคว้นต้าหยานแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
แต่เมื่อระดับการบ่มเพาะสูงขึ้น ความทรงจำของเขาก็เหมือนกับภาพถ่าย สิ่งที่เคยเห็นจะจำได้ไม่มีวันลืม
“หนังสัตว์นี่ เขาไปหามาจากที่ไหนกันนะ?”
หลัวฉางเฟิงครุ่นคิดอย่างเงียบๆ อยู่เพียงลำพัง
นอกจากคำถามนี้แล้ว
ยังมีอีกอันหนึ่งซึ่งเป็นความแท้จริงของเนื้อหาที่บันทึกไว้บนหนังสัตว์แผ่นนี้
นั่นคือ มรดกของเซียนผู้นั้น
มีใครได้เข้าไปสำรวจแล้วหรือยัง หรือว่าจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครได้ย่างกรายเข้าไปเลย
หลังจากที่การบ่มเพาะของเขาได้ก้าวเข้าสู่ระดับหลุดพ้นขั้นกลางแล้ว
มรดกของเซียนสามัญธรรมดาทั่วไปก็ไม่อาจดึงดูดความสนใจของเขาได้อีกต่อไป
ถ้าแค่นั้น หลัวฉางเฟิงก็อาจจะไม่มีสนใจเรื่องนี้มากนัก
แต่หากในที่แห่งนั้น มรดกที่ว่านั้นมีทักษะศักดิ์สิทธิ์อันทรงพลังอยู่จริง
มันก็ดึงดูดความสนใจของเขาได้มากเลยทีเดียว
ทักษะบ่มเพาะ ทักษะศักดิ์สิทธิ์
ทั้งสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน
ทักษะบ่มเพาะสามารถเขียนลงไป และสอนสั่งให้กับผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ได้
แต่ทักษะศักดิ์สิทธิ์นั้นแตกต่างออกไป
ทักษะศักดิ์สิทธิ์ เป็นเหมือนเอกลักษณ์เฉพาะที่มีเพียงผู้ฝึกตนระดับหลุดพ้น ระดับอมตะ หรือสูงกว่าเท่านั้นจึงจะสามารถเรียนรู้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าตัวเองจะมีความรู้ ความเข้าใจแล้วก็ตาม
แต่ก็ไม่สามารถบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรได้
ทำให้ไม่ต้องพูดถึงการสอนผู้ฝึกตนคนอื่น
หากต้องการถ่ายทอดทักษะศักดิ์สิทธิ์ของตนให้คนอื่นๆ จริงๆ
งั้นก็มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือ การลอกตราประทับของทักษะศักดิ์สิทธิ์ออกจากร่างของตัวเองด้วยกำลัง
จากนั้น จึงจะสามารถสอนทักษะที่ถูกลอกออกมาให้กับคนที่ต้องการได้
อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ปกติ
แทบไม่มีเซียนระดับอมตะคนใดเลยที่คิดจะทำเช่นนั้น
ยกเว้นผู้ที่มีอายุขัยเหลือน้อย และเพื่อให้แน่ใจว่าลูกหลานของตนจะปลอดภัย เพื่อรับประกันความแข็งแกร่ง และความมั่นคงของตระกูลหรือนิกายของตน
ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นเท่านั้น เหล่าเซียนจึงมีความคิดที่จะส่งต่อทักษะศักดิ์สิทธิ์ให้กับคนอื่น
ไม่เช่นนั้น ปกติแล้วพวกเขาก็คงจะไม่ทำสิ่งที่เป็นผลเสียกับตัวเองอย่างแน่นอน
“ทักษะศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง…”
“เรื่องนี้ถือว่าค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว”
“แต่คงจะต้องรออีกสักพักใหญ่ รอจนกว่าความวุ่นวายในแคว้นต้าเฟิงจะจบลงเสียก่อน ข้าถึงจะมีเวลาไปดู”
“อยากรู้เหมือนกันว่ามรดกที่ว่านั้นมีอยู่จริงหรือเปล่า แล้วมันเป็นเรื่องจริงหรือไม่กันแน่”
...
หลังจากตัดสินใจ และวางแผนคร่าวๆ
หลัวฉางเฟิงก็เก็บแผ่นหนังสัตว์โบราณเข้าไปในแหวนมิติของตัวเอง
จากนั้น เขาค้นหาสิ่งของอื่นๆ ที่จัดเก็บอยู่ในแหวนมิติอีกวงที่เดิมทีเป็นของเค่อเฉิงซ่ง
เขาอยากดูว่านอกเหนือจากหนังสัตว์โบราณแผ่นนั้นแล้ว ยังมีสิ่งของอื่นใดที่พอจะมีประโยชน์หลงเหลืออยู่อีกหรือเปล่า
ผลลัพธ์ก็ค่อนข้างชัดเจน
สิ่งของที่เหลืออยู่ภายในแหวนมิติวงนั้น ถือว่าค่อนข้างธรรมดามาก
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแค่มุมมองของหลัวฉางเฟิงเท่านั้น
หากเป็นผู้ฝึกตนระดับหลุดพ้นคนอื่นๆ แล้วล่ะก็
ภายในแหวนมิติ นอกเหนือจากหนังสัตว์โบราณแผ่นนั้นแล้ว ก็ยังถือว่ามีสมบัติดีๆ อยู่อีกหลายชิ้นอย่างแน่นอน
“ในเมื่อปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว”
“ต่อไปก็ถึงเวลาที่ข้าต้องปิดด่านไปอีกสักพักหนึ่ง”
“พยายามยกระดับการบ่มเพาะให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
“แม้ว่าพลังที่ข้าสามารถปลดปล่อยออกมาได้ในตอนนี้นั้นจะไม่ได้ถือว่าอ่อนแอกว่ากึ่งเซียนขั้นสูงแล้วก็ตาม แล้วถ้าหากเพิ่มไพ่ตายต่างๆ เข้าไปด้วย ต่อให้เป็นกึ่งเซียนขั้นสูงสุด ข้าก็ยังสามารถคุกคาม และหมายเอาชีวิตได้”
“แต่ปลอดภัยไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอ เพราะยังถือว่ามีความเสี่ยงอยู่”
“หากกึ่งเซียนลึกลับจากวัดพรหมขาวพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเองได้อย่างรวดเร็วโดยอาศัยพลังจิตพิสุทธิ์ของดอกบัวพรหมขาว”
“มันอาจกลายเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้นมาจริงๆ”
ในลานบ้านเล็กๆ
ใต้ศาลาหิน
หลัวฉางเฟิงกำลังใคร่ครวญเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ
แน่นอนว่า ณ ขณะนี้
เขาไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับปัญหาจากวัดพรหมขาว
เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าตระกูลหลัว ยังมีแคว้นต้าหยานที่คอยแบกรับแรงกดดันจากอีกฝ่ายเอาไว้อยู่
แม้จะไม่รู้ว่าแคว้นต้าหยานจะยืนหยัดต่อไปได้อีกนานแค่ไหน
แต่ถ้าหากถ่วงเวลามาได้สักสามหรือห้าปีก็คงจะเป็นเรื่องดีเลยทีเดียว