วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (6)

“สงสัยวันนี้คงจะใช้เวทมนตร์มากไปหน่อย สภาพร่างกายเลยไม่ค่อยดีเลยครับ อาจารย์ ขอตัวกลับเข้าไปพักก่อนได้ไหมครับ?”

คำพูดนั้นทำเอาเลโอขมวดคิ้วมุ่น

‘สภาพร่างกายไม่ดีงั้นเหรอ?’

ตอนนี้หมอนั่นกำลังพูดจาเหลวไหล

เวทมนตร์กระจ้อยร่อยเมื่อกี้เป็นแค่การแสดง

หมอนั่นไม่ได้ปลดปล่อยพลังออกมาแม้แต่ 1 ใน 100 ส่วนของพลังทั้งหมดที่ตัวเองมี

ถ้าหมอนั่นไม่ใช้เวทมนตร์เลยสักนิด แล้วเอาแต่ยืนเอ้อระเหยอยู่ตรงนั้นก็ว่าไปอย่าง แต่ในเมื่อปล่อยเวทมนตร์ออกมาแล้วครั้งนึง ยังไงก็ปิดบังไม่ได้ พรสวรรค์จากสวรรค์ประทานแบบนั้น ต่อให้พยายามซ่อนยังไงก็ไม่มีทางซ่อนพ้น

‘อาจารย์ก็น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอ?’

อาจารย์เองก็ทำหน้าเหวอเหมือนกับนักเรียนคนอื่น ๆ แต่สุดท้ายก็พยักหน้าหงึก ๆ อย่างงง ๆ

“…อืม ได้สิ กลับไปพักผ่อนเถอะ”

“ขอบคุณครับ อาจารย์”

‘หึ’

เลโอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เหมือนกับว่ารู้สึกเหลือเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น ลูคัสโค้งศีรษะทักทายอาจารย์ด้วยรอยยิ้มละไม และเดินกลับไปยังที่นั่งของตัวเอง

สถานการณ์มันหน้าหัวเสียสิ้นดี

ในคาบเรียนวิชาทั่วไปอย่างประวัติศาสตร์ก็อุตส่าห์ออกหน้ารีบตอบคำถาม แต่ในคาบเรียนเวทมนตร์กลับจงใจลดพลังเวทลง?

‘นี่เล่นตลกอะไรอยู่กันเนี่ย’

เลโอจ้องเขม็งไปที่ลูคัสด้วยสายตาที่เย็นชาจนยะเยือก

หลังจากกล่าวทักทายอาจารย์ ฉันก็เดินกลับไปยังที่นั่งของตัวเอง สายตาคมกริบของเลโอเอาแต่จับจ้องมาที่ฉันไม่ยอมปล่อย

เวลาผ่านไปพักใหญ่ จนกระทั่งใกล้จะหมดเวลาเรียน ฉันก็เหลือบมองไปยังที่นั่งของเลโอ เลโอก็ยังคงจ้องเขม็งมาที่ฉันด้วยสายตาอาฆาตมาดร้ายเหมือนเดิม

‘เป็นไปตามแผน’

ดูเหมือนว่าเลโอจะเริ่มไหวตัวทันแล้ว

ก็แหงล่ะ ระดับเลโอแล้ว คงจะสามารถสัมผัสได้ถึงพลังเวทมนตร์เบา ๆ ที่ไหลวนอยู่รอบตัวฉัน

คงจะรู้แล้วว่าฉันจงใจปิดบังพลังของตัวเอง และพูดโกหก

ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่นึกเลยว่าเลโอจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟได้ขนาดนี้

ฉันแอบเช็คค่าความนิยม ค่าเดิมที่เคยอยู่ที่ -8 ลดลงไปอยู่ที่ -9 เรียบร้อย

เป็นการตอบสนองที่รวดเร็วทันใจจนฉันอดขำออกมาไม่ได้

'ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก'

แค่การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ คงจะไม่สามารถทำให้พี่ชายรีบร้อนเดินทางจากเขตปกครองของสันตะปาปามาถึงที่นี่ได้ง่าย ๆ หรอก

แต่ถ้าเป็นข่าวเรื่อง ‘เวทมนตร์ของจริง’ หรือข่าวเรื่องที่ว่าฉันไม่ได้กินยาอีกต่อไป เรื่องก็คงจะเปลี่ยนไป

ช่วงเวลาที่พี่ชายสามารถรับรู้เรื่องที่ฉันไม่ได้กินยาอีกต่อไป ควรจะเป็นหลังจากที่ฉันค้นพบยาถอนพิษแล้วต่างหาก

ไม่จำเป็นต้องโชว์พลังเวททั้งหมดออกมาอย่างโจ่งแจ้งแบบคนโง่ สิ่งที่ฉันต้องการก็แค่ดึงเลโอมาเป็นพวกก็เท่านั้น เพราะงั้น ตอนนี้คนที่ควรจะได้เห็นเวทมนตร์ของฉันก็ควรจะมีแค่เลโอคนเดียวเท่านั้น

ตอนนี้ก็เหลือแค่ขั้นตอนสุดท้าย

ฉันแค่ต้องรอให้เลโอทนความโกรธไม่ไหว แล้วมาหาฉันก็พอ

ฉันลุกขึ้นยืนจากที่นั่งในตอนที่เสียงระฆังบอกหมดเวลาเรียนดังขึ้น

เวทมนตร์ที่เคยเห็นเมื่อสิบปีก่อนปรากฏขึ้นตรงหน้าในรูปแบบเดิม ไม่ใช่แค่ในความฝัน แต่เป็นเรื่องจริง

หลังจากกลับมาถึงหอพัก เลโอก็ปิดประตู และยืนเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น ก่อนจะทรุดตัวลงพิงประตู

วันนี้ทั้งวันเขาใช้เวลาไปกับการทำอะไรก็ไม่รู้ สิ่งที่ยังคงติดอยู่ในหัวก็มีแต่เวทมนตร์ที่เห็นตอนกลางวัน

'หมอนั่นไม่ได้ใช้เวทมนตร์ไม่ได้'

ตอนนี้เขาไม่ได้แค่คาดเดาเอาเองอีกต่อไป

แต่ความตกตะลึงและความตื่นเต้นที่ได้รับจากการเห็นเวทมนตร์ของหมอนั่นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว

หมอนั่นไม่ได้ใช้เวทมนตร์ไม่ได้ แต่จงใจที่จะ 'ไม่' ใช้เวทมนตร์อย่างแน่นอน

เขาไม่เข้าใจเหตุผลของการกระทำนั้น

ทำไมถึงต้องปิดบังพลังเวทมนตร์ที่ใคร ๆ ต่างก็ใฝ่ฝันอยากจะมี ทั้ง ๆ ที่มีพลังเวทมนตร์มากมายขนาดนั้น? ถ้าไม่ได้สนุกกับการใช้ชีวิตแบบคนไร้ค่า ก็ไม่มีเหตุผลอื่นที่จะอธิบายสถานการณ์นี้ได้

ลูคัสในวันนี้ เปลี่ยนไปจากลูคัสคนเดิมอย่างสิ้นเชิง จากคนที่เคยตอบคำถามง่าย ๆ ยังไม่ได้ แถมยังก้มหน้าหลบตาแทบไม่ทันเวลาสบตาคนอื่น ตอนนี้กลับกลายเป็นคนที่ถึงขั้นแสยะยิ้มเยาะเย้ย และจ้องหน้าคู่สนทนาอย่างไม่เกรงกลัวใคร

คนที่เปลี่ยนไปถึงขนาดนั้น ทำไมถึงยังคงทำตัวเหมือนเดิมในเรื่องเวทมนตร์? ทำไมต้องอุตส่าห์ใช้เวทมนตร์ให้คนอื่นเห็น แล้วแก้ตัวแบบขอไปทีว่าสภาพร่างกายไม่ดี เพื่อที่จะเลี่ยงสถานการณ์ตรงนั้น? เขาไม่เข้าใจเหตุผลจริง ๆ

เลโอจ้องมองไปยังความว่างเปล่าอันมืดมิด

จากท่าทีและสีหน้าของหมอนั่นในวันนี้ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน มันเป็นการกระทำที่มีเจตนาแอบแฝง

ถ้าหมอนั่นไม่ยอมเปิดเผยเจตนาออกมา ก็คงจะมีแต่วิธีเดียว

'ฉันจะต้องหาเหตุผลที่แท้จริงด้วยตัวเองให้ได้'

………………………………………………………………………………

วันนั้นเรื่องที่ฉันใช้เวทมนตร์กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่แพร่กระจายไปทั่วโรงเรียน

แต่ด้วยความที่เวทมนตร์ที่ฉันใช้มีพลังอ่อนด้อยเกินไป ข่าวลือเลยไม่สามารถคงอยู่ได้นานนัก

ถ้าว่ากันตามตรง เวทมนตร์ระดับนั้นก็เป็นแค่พื้นฐานทั่วไปเท่านั้นเอง

ต่อให้ไม่ใช่ตระกูลใหญ่โตอะไร แค่เป็นครอบครัวขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์ติดตัว ก็สามารถใช้เวทมนตร์ระดับนั้นได้ทุกคน

ข่าวลือเลยจบลงที่ ‘หมอนั่นก็เป็นลูกหลานตระกูลนักเวทมนตร์เหมือนกันนี่นา’ หรือ ‘หรือว่าหมอนั่นคิดจะตั้งใจเรียนจริง ๆ แล้ว’ เท่านั้นเอง ไม่ได้มีกระแสตอบรับในเชิงบวกมากพอที่จะลบล้างภาพลักษณ์ในแง่ลบจากระบบรับนักเรียนบริจาคได้

ถึงแม้ว่าจะมีคนบางกลุ่มที่ปล่อยทฤษฎีสมคบคิดว่า หรือจริง ๆ แล้วฉันอาจจะจงใจเปิดเผยตัวตนในฐานะพวกเฟลโรมากันแน่ แต่ข่าวลือพวกนั้นก็ไม่ได้แพร่หลายไปนานนัก

'เป็นไปตามแผนที่วางไว้เป๊ะ'

ความสนใจของนักเรียนคนอื่น ๆ ลดลงอย่างรวดเร็ว เหลือแค่เลโอที่ยังคงจับตาดูฉันอย่างใกล้ชิด

การยั่วยุเลโอโดยที่พี่ชายยังไม่รู้ตัว

นั่นคือเป้าหมายของฉันในครั้งนี้ และจนถึงตอนนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี

'หน้าต่างสถานะ'

ลูคัส เรเน่ อัสคาเนียน

ฉายา: ไอ้โง่เขลาอันดับหนึ่งแห่งจักรวรรดิ

พลังกาย: -5

พลังจิต: -10

พลังเวท: ?

ทักษะ: +0.015 (+0.013)

ภาพลักษณ์: -10

โชค: -9.985 (+0.013)

คุณสมบัติ: รุ่งอรุณ 777, พลังศักดิ์สิทธิ์

เป็นไปตามคาด

ยังดีที่ค่าภาพลักษณ์ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเรื่องเมื่อวาน

ไม่ใช่ว่าการที่ค่าภาพลักษณ์เพิ่มขึ้นจะเป็นปัญหาอะไร

การที่ค่าภาพลักษณ์เพิ่มขึ้น หมายความว่าภาพรวมการประเมินจากคนรอบข้างเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ดี

แต่สิ่งที่น่ากังวลในตอนนี้ก็คือ ‘วิธีการ’ ในการปรับปรุงภาพลักษณ์ต่างหาก

ถ้าฉันแสดงพลังเวทเต็มที่ในคาบเรียนเวทมนตร์ หรือพิสูจน์ให้เห็นว่าข่าวลือเรื่องเฟลโรมาเป็นเรื่องโกหก การทำคะแนนค่าภาพลักษณ์ให้เพิ่มขึ้นคงจะเป็นเรื่องง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ

แต่การทำแบบนั้นก็เหมือนกับการเอาหัวไปซุกหีบให้พี่ชายเชือดคอตัวเอง เพราะพี่ชายเป็นคนที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของฉันมากที่สุด

'ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่ได้คิดที่จะปล่อยให้ค่าลบ 10 เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ หรอกนะ'

ถ้าเปิดเผยตัวตนเพื่อเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ก็ทำแบบลับ ๆ ล่อ ๆ แทน

หลังจากที่ดึงเลโอมาเป็นพวก และพัฒนาทักษะของตัวเองจนแกร่งกล้าแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นฉันค่อยคิดเรื่องปรับปรุงค่าภาพลักษณ์อีกที

ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไปอย่างลับ ๆ ไม่ให้ใครรู้

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดี

นี่เป็นคาบเรียนปฏิบัติเวทมนตร์คาบที่ 4 แล้วนับตั้งแต่ต้นสัปดาห์

ตลอด 3 วันที่ผ่านมา ฉันเอาแต่ปล่อยแสงเรือง ๆ ออกมาจากไม้กายสิทธิ์ แต่มาวันนี้ฉันลองดึงพลังเวทออกมาจนถึงปลายไม้กายสิทธิ์ และดึงพลังเวทกลับเข้าร่างในทันที

ภายนอกเลยดูเหมือนว่าฉันไม่ได้ปล่อยพลังเวทอะไรออกมาเลย

ฉันลดไม้กายสิทธิ์ที่เคยยกขึ้นเหนือศีรษะลง และเริ่มพูด

"อาจารย์ครับ วันนี้ผมรู้สึกไม่ค่อยมีแรงเลยครับ"

"งั้นก็กลับไปพักเถอะ"

ความสนใจของอาจารย์ที่มีต่อฉันลดลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่เมื่อวาน

ก็แน่ล่ะ ในเมื่อฉันไม่มีพัฒนาการอะไรให้เห็น ก็เป็นเรื่องธรรมดา

ยังดีที่อาจารย์คนนี้ไม่ใช่คนประเภทบ้างาน แถมยังไม่ได้เอ็นดูลูคัสเป็นพิเศษอะไรด้วย

ในตอนที่เดินกลับไปยังที่นั่ง ฉันก็กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้อง

เป็นเพราะวันนี้ฉันทำได้ไม่ดีเท่าวันก่อนหรือเปล่าก็ไม่รู้ สายตาของเลโอเลยยิ่งดูคมกริบกว่าเดิม

เสียงระฆังบอกหมดเวลาเรียนดังขึ้น

ในตอนที่ฉันกำลังเก็บไม้กายสิทธิ์ และลุกขึ้นจากที่นั่ง เงาดำทมิฬก็ทาบทับลงบนร่างของฉัน

ฉันเงยหน้าขึ้นมอง เลโอกำลังยืนก้มหน้ามองฉันด้วยสีหน้าถมึงทึง

"นี่ ตามฉันมาหน่อย"

'มาจนได้'

ฉันคิดเอาไว้แล้วว่าเลโอจะต้องมาหาฉันในช่วงเวลานี้ และก็เป็นไปตามคาด

ในนิยาย เลโอก็เป็นคนแบบนี้มาโดยตลอด

ถึงพลังเวทจะอ่อนด้อย—เมื่อเทียบกับกลุ่มตัวเอก—แต่มีความมุ่งมั่นในเวทมนตร์อย่างแรงกล้า

เป็นคนที่ไม่เลือกทางลัด แต่เลือกที่จะยึดมั่นในวิถีทางของตัวเอง

คนแบบเลโอไม่มีทางทนเห็นใครมาเล่นตลกกับเวทมนตร์ได้ง่าย ๆ แน่

ยิ่งเป็นการกระทำของคนที่เคยนำทางเขาเข้าสู่เส้นทางแห่งเวทมนตร์ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นไปไม่ได้

ถึงจะรู้สึกผิดอยู่บ้าง… แต่ตอนนี้ก็คงต้องทำแบบนี้ไปก่อน

ฉันถามกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบโดยที่ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา

"ทำไม"

"ไปที่สนามฝึกตอนเที่ยงคืน"

"ทำไมฉันต้องไปด้วย บอกเหตุผลมาก่อน"

คำพูดนั้นทำเอาเลโอแค่นหัวเราะเยาะ

สีหน้าเหมือนกับว่าต่อให้บอกเหตุผลไป ฉันก็คงจะไม่เข้าใจอยู่ดี

"ช่างเถอะ ต่อให้นายไม่ไป ฉันก็จะลากตัวนายไปอยู่ดี จะยอมมาเอง หรือจะให้ฉันลากตัวไปก็เลือกเอา"

'นิสัยเสียจริง ๆ …'

ใช่แล้ว คนแบบนี้แหละคือเลโอในวัยนี้

จะมีอะไรราบรื่นไปกว่านี้อีกไหมนะ

ข้อเสนอ: จงทำให้ ‘เลโอนาร์ด วิเทลส์บัค’ กลายเป็นพวกพ้องของคุณ (0/1) (เหลือเวลา 20 ชั่วโมง 07 นาที 44 วินาที)

'20 ชั่วโมง'

เหลือเฟือ

ฉันจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่เย็นชาของเลโอ และคลี่ยิ้มออกมา

……………………………………………………..

เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน ฉันก็เดินออกจากหอพัก

ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเลื่อนโอกาสทองที่ลอยมาอยู่ตรงหน้าออกไป

จากลักษณะนิสัยของเลโอที่เคยอ่านเจอในนิยาย เลโอจะต้องทำตามคำพูดที่ตัวเองพูดเอาไว้จริง ๆ ต่อให้ต้องพังหอพักทิ้งก็ยอม ในเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่หวังไว้แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้เรื่องมันบานปลายไปกว่านี้

'…แต่การที่ฉันยอมออกมาตามคำสั่งง่าย ๆ แบบนี้ มันก็ดูแปลก ๆ เหมือนกันนะ'

แต่ตอนนี้หมอนั่นคงจะไม่ได้ใส่ใจเรื่องหยุมหยิมพวกนั้นหรอกมั้ง ป่านนี้คงจะหงุดหงิดน่าดูที่ฉันมาถึงสนามฝึกช้ากว่าเวลานัดหมาย

ฉันมองไปยังหอนาฬิกาที่ตั้งอยู่ไกล ๆ

12:11 น.

ฉันเดินมาถึงบริเวณสนามฝึกที่ภาควิชาเวทมนตร์ใช้โดยประมาณ เลโอมีสนามฝึกส่วนตัวเป็นของตัวเอง เพราะงั้นฉันคงจะต้องไปหาหมอนั่นที่สนามฝึกส่วนตัว

แต่ว่านะ…

'พอลองคิดดูแล้ว หมอนั่นคงจะคิดไปเองว่าฉันรู้สนามฝึกส่วนตัวของหมอนั่นอยู่แล้วแน่ ๆ เลยมั้ง…'

ลูคัสที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในหอพักทุกวัน ไม่มีทางรู้เรื่องพวกนั้น

ในเมื่อไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วอยู่ดี ๆ ก็สั่งให้ฉันไปหา นี่มันคนมั่นใจในตัวเองสูง หรือไม่ก็คิดน้อยไปหน่อยกันแน่นะ

เอาเถอะ ถึงฉันจะไม่ไปหา หมอนั่นก็บอกว่าจะตามมาลากตัวฉันไปอยู่ดี ในเมื่อหมอนั่นอุตส่าห์ลงทุนมาถึงที่นี่แล้ว ฉันก็แค่ไปตามน้ำก็แล้วกัน

ฉันเปลี่ยนทิศทางไปยังลานฝึกที่อยู่ใจกลางสนามฝึก กะว่าจะไปนั่งรอฆ่าเวลาอยู่แถวนั้น

ในตอนนั้นเอง ก็มีใครบางคนเข้ามาช้อนคอเสื้อของฉันจากด้านหลัง

“มัวแต่ยืนเอ๋ออะไรอยู่ตรงนี้ ก็ต้องเข้ามาข้างในสิ ทำอะไรของนายเนี่ย?”

“แล้วฉันจะรู้ไหมว่าสนามฝึกของนายนี่มันอยู่ตรงไหน? อุตส่าห์มาตามนัดแล้ว ยังจะมาโวยวายอีก”

เลโอไม่ได้ตอบอะไร แต่ลากตัวฉันเข้าไปข้างใน และล็อคประตู

เลโอร่ายเวทมนตร์ล็อคประตูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะเริ่มพูด

“พวกเราดูโง่ในสายตานายมากเลยเหรอ?”

“อะไร?”

“คิดว่าพวกเราไม่รู้เลยเหรอ? ถึงได้ทำตัวแบบนั้น?”

“ไม่รู้ว่านายพูดเรื่องอะไร”

คำพูดนั้นทำเอาเลโอหันกลับมามองด้วยสายตาเย็นชา

“คิดว่าฉันไม่รู้จริง ๆ เหรอว่านายจงใจใช้เวทมนตร์แค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ น่ะ? ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียว อาจารย์ เพื่อน ๆ ทุกคนก็รู้!”

ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณ

ในเมื่อเลโอไม่มีทีท่าว่าจะลดราวาศอก ฉันเลยยักไหล่ และพูดอย่างไม่ใส่ใจ

“อาจารย์น่ะดูออกอยู่แล้ว แต่ว่า… พวกเด็ก ๆ ไม่เห็นรู้เรื่องเลยนี่นา?”

คำพูดนั้นทำเอาเลโอแค่นเสียงหัวเราะเยาะ

สีหน้าของหมอนั่นเหมือนกับจะบอกว่าคำถามเมื่อกี้มันไร้สาระสิ้นดี หมอนั่นไม่ได้คิดที่จะซ่อนเรื่องที่ฉันจงใจลดพลังเวทลงเลยสักนิด ท่าทีสบาย ๆ ของฉันทำเอาเลโอหน้ามืด

“ถ้าจะทำตัวแบบนี้ ก็ออกไปจากโรงเรียนนี้ซะ”

“ทำไมฉันต้องออกไปด้วย?”

“ที่นี่คือที่ที่เอาไว้เรียนเวทมนตร์ ไม่ใช่ที่ที่เอาไว้ทำตัวเหลาะแหละ อยากจะทำอะไรก็ทำตามใจชอบ ฉันน่าจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ควรรับเด็กเส้นอย่างนายเข้ามาเรียนที่นี่”

คำพูดนั้นทำเอาฉันพยักหน้าช้า ๆ

“แสดงว่านายคิดว่าฉันกำลังทำลายบรรยากาศการเรียนรู้ของคนอื่น ๆ งั้นเหรอ?”

“ก็รู้นี่นา ถ้าไม่ได้ตั้งใจจะเรียนจริง ๆ จัง ๆ ก็ออกไปจากที่นี่ซะ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนแบบนายจะมาอยู่ได้”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย?”

“อะไรนะ?”

สีหน้าของเลโอแข็งทื่อกว่าเดิม

ฉันจ้องมองไปที่เลโอตรง ๆ

ฉันเองก็ไม่อยากจะทำแบบนี้เท่าไหร่ แต่มันก็ช่วยไม่ได้ ถ้าไม่อยากให้เลโอเป็นศัตรู ก็คงจะต้องทำแบบนี้

ฉันแสร้งทำเป็นคนไร้เหตุผล และเริ่มโต้เถียง

“ทำไมฉันต้องแคร์เรื่องที่อาจารย์ไม่ได้ว่าอะไรด้วย?”

“โรงเรียนนี้เป็นของนักเรียนทุกคน นายคิดว่าการปล่อยปละละเลยของอาจารย์ที่เอาแต่รอวันเกษียณมันถูกต้องแล้วงั้นเหรอ? การที่อาจารย์รู้ทั้งรู้แต่ก็เลือกที่จะเงียบ ไม่สนใจว่านักเรียนจะตั้งใจเรียนหรือไม่ตั้งใจเรียน มันสำคัญตรงไหนกัน?”

เลโอเน้นเสียง และพูดตอบกลับมาทีละคำ ๆ

‘อืม’

เรื่องนี้ฉันเห็นด้วยกับเลโอ

การที่อาจารย์ไม่ใส่ใจมันก็เลยเป็นผลดีกับฉัน แต่ในความเป็นจริง มันไม่ใช่สิ่งที่อาจารย์ที่ดีควรทำ

'สมกับเป็นเพื่อนพระเอกจริง ๆ'

ไม่นึกเลยว่าในโลกแฟนตาซีแบบนี้จะได้ยินคำพูดที่ว่าโรงเรียนเป็นของนักเรียน

แต่ถึงแม้ว่าคุณค่าของฉันจะตรงกับหมอนั่น มันก็ไม่ได้หมายความว่าความคิดของหมอนั่นจะถูกต้องเสมอไป

ตอนนี้ฉันต้องแสดงออกไปในทิศทางตรงกันข้าม

“ไม่ใช่แค่พวกนักเรียนเท่านั้นที่ถือว่าเป็นเจ้าของโรงเรียน อาจารย์ก็ถือว่าเป็นเจ้าของโรงเรียนเหมือนกัน การที่นายไม่พยายามที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเองให้อาจารย์ได้รับรู้ แต่กลับเลือกที่จะเพิกเฉยอาจารย์ไปเลยตั้งแต่แรก มันถูกต้องแล้วจริง ๆ เหรอ? ถ้านายไม่พอใจกับการที่อาจารย์เอาแต่เงียบ สิ่งที่นายควรทำก็คือการยื่นข้อเสนอให้อาจารย์ปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนให้ดีขึ้นสิ มันถึงจะถูกไม่ใช่เหรอ?”

“……”

“การที่นายเรียกฉันออกมาข้างนอกตอนเที่ยงคืนแบบนี้โดยที่ไม่บอกเหตุผลอะไร มันดูสมเหตุสมผลกว่าตั้งเยอะนี่ ว่าไหม?”

เลโอเอาแต่จ้องหน้าฉันเงียบ ๆ

สีหน้าของหมอนั่นยังดูเหมือนอยากจะพูดอะไรอีกเยอะแยะ แต่ตอนนี้ก็คงจะไม่ได้คิดที่จะต่อบทสนทนาอะไรให้มันยืดยาวไปกว่านี้แล้ว

‘ก็ดีเหมือนกัน ฉันเองก็เหมือนกัน’

ลองยั่วโทสะคนใจร้อนแบบหมอนี่อีกสักหน่อยดีกว่า

ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ และส่ายหน้า

“ไม่เข้าใจจริง ๆ เรียกฉันออกมาถึงที่นี่เพื่อที่จะพูดเรื่องแค่นี้เนี่ยนะ? ถ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ฉันกลับแล้วนะ”

“หยิบไม้กายสิทธิ์ขึ้นมา”

เสียงทุ้มต่ำดังมาจากด้านหลัง

ฉันหันกลับไปมองเลโอโดยที่ไม่ได้พูดอะไร เลโอหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาจากเอว และจ้องมาที่ฉันเขม็ง

“ถ้านายชนะ ฉันจะหุบปากเงียบ นายอยากจะทำอะไรก็เชิญ จะเล่นตลกในห้องเรียนยังไงฉันก็จะยอมรับให้หมด แต่ถ้าฉันชนะ นายต้องออกไปจากโรงเรียนนี้ซะ”

“……”

“ตลกสิ้นดี เมื่อกี้ยังปากดีอยู่เลย หรือว่าตอนนี้เริ่มไม่มั่นใจขึ้นมาแล้ว?”

ในที่สุดก็มาถึงจุดที่รอคอย

เป็นไปตามที่หวังเอาไว้ ริมฝีปากของฉันค่อย ๆ บิดเบี้ยวกลายเป็นรอยยิ้ม

“ไม่มีทางซะหรอก”

ตอนก่อน

จบบทที่ วิธีเอาชีวิตรอดในฐานะลูกชายคนที่สองของตระกูลขุนนางเวทมนตร์ (6)

ตอนถัดไป