เหตุการณ์ในร้านน้ำชา
หลังจากเก็บสมุนไพรเข้าที่เรียบร้อย อันจิงก็อดที่จะยืดเส้นยืดสายด้วยความขี้เกียจไม่ได้
“คงไม่มีคนไข้แล้วกระมัง อ่า..เดี๋ยวไปนั่งดื่มชาแล้วฟังเรื่องเล่าที่ร้านน้ำชาข้างๆสักหน่อยแล้วกัน”
อันจิงเก็บสมุดบัญชีและลูกคิดเข้าที่ เขายกเก้าอี้ไม้ขึ้นโต๊ะเพื่อเก็บร้านก่อนจะปิดประตูและเดินออกจากโรงหมอ
ฝั่งตรงข้ามของโรงหมอคือแม่น้ำหยู เมื่อก้าวออกจากร้านก็จะเห็นราวบันไดแกะสลักอันวิจิตรงดงามพร้อมกับผืนน้ำที่ส่องประกายระยิบระยับ สองฝั่งของแม่น้ำหยูต่างเรียงรายไปด้วยร้านค้าต่างๆและ ร้านน้ำชาก็ตั้งอยู่ข้างๆโรงหมอของเขา
“อ้าว นั่นท่านหมออันไม่ใช่รึ”
“ท่านหมออัน เข้ามาก่อน!”
ผู้คนในร้านน้ำชาต่างเอ่ยทักทายอันจิงอย่างอบอุ่นเมื่อเห็นเขาเดินเข้าร้าน หลังจากทักทายทุกคนพอเป็นพิธี อันจิงก็เลื่อนเก้าอี้ออกและนั่งลง เสี่ยวเอ้อรีบมาตั้งเตาจนถ่านไฟร้อนแดงก่อนจะวางกาน้ำชาที่ทำด้วยทองแดงลงบนแผ่นเหล็กที่เต็มไปด้วยรูบนเตา จากนั้นก็ขยับไปจัดโต๊ะเพื่อให้ลูกค้าสะดวกในการดื่มด่ำชา เขาใส่ชาดอกไม้ราคาไม่กี่อีแปะลงในถ้วยกระเบื้องสีขาว
“ท่านหมออัน เชิญดื่มชาได้ขอรับ”
เสี่ยวเอ้อวางถ้วยชาดอกไม้ลงบนโต๊ะตรงหน้าของอันจิง
“ขอบคุณมาก” อันจิงหยิบเงิน 10 อีแปะส่งให้เสี่ยวเอ้อ อีกฝ่ายรับไว้ ก่อนจะพยักหน้าให้เขาว่าตามสบายและจากไปบริการโต๊ะอื่นทันที
เสี่ยวเอ้อประจำร้านน้ำชาต้าถงทราบดีว่านอกจากจะเชี่ยวชาญด้านการแพทย์แล้ว ทุกครั้งที่มีเวลาว่างท่านหมออันยังชอบมาที่ร้านน้ำชาเพื่อดื่มด่ำรสชาติชาและฟังเรื่องเล่านิทาน ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นเหล่าบัณฑิต ชาวนา ช่างฝีมือหรือพ่อค้าก็มักจะแวะเวียนเข้าเป็นลูกค้าร้านน้ำชาต้าถงเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน บ้างก็หารือเรื่องการค้าหรือปัญหาระหว่างแคว้น
ร้านน้ำชาต้าถงมีบรรยากาศร้านที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและไม่จำกัดเวลาในการใช้บริการ ทำให้มีทั้งลูกค้าประจำและขาจรแวะเวียนกันมาไม่ขาดสาย หากใครต้องการดื่มเพียงชา ฟังเรื่องเล่านิทานก็สามารถจับจ้องโต๊ะด้านล่างหรือห้องส่วนตัวได้ หากใครต้องการสูบฝิ่นก็มีจุดเฉพาะไว้ให้บริการ
อันจิงจับจองโต๊ะด้านล่าง เขาจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อยก่อนจะยกชาดอกไม้ขึ้นจิบ
“การได้ใช้ชีวิตธรรมดาๆแบบนี้ช่างเป็นพรที่แสนวิเศษจริงๆ”
ภายในร้านน้ำชาจะมีจุดที่จัดเป็นโถงว่าง มันมีเวทีที่ยกสูงขึ้นเล็กน้อย บนเวทีนั้นมีโต๊ะและเก้าอี้วางเอาไว้เพียงชุดเดียว บนโต๊ะถูกจัดวางไว้ด้วยพัด แท่งไม้สำหรับเคาะให้จังหวะและถ้วยชา ส่วนเก้าอี้ถูกจับจองด้วยชายวัยกลางคน ‘แซ่โจว’เขาเป็นนักเล่านิทานประจำร้านน้ำชาต้าถง
ชายแซ่โจวดื่มชาเขาไปอึกใหญ่เพื่อให้ชุ่มคอ จากนั้นก็หยิบแท่งไม้มาเคาะจังหวะหนึ่งครั้ง
เคร้ง!
เสียงแท่งไม้ดังแหวกอากาศขึ้นทำให้เหล่าลูกค้าร้านชามองมาที่เขาเป็นตาเดียว
“คราวที่แล้ว เราได้พูดถึงผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสิบอันดับแรกของรายชื่อพยัคฆ์หมอบซ่อนมังกรไปแล้วใช่หรือไม่ พวกเขาเป็นวีรบุรุษที่ยอดเยี่ยม มีความแข็งแกร่งอันทรงพลัง ว่ากันว่าพลังของพวกเขาอาจอยู่ระดับ 1 กันแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ยากมากในหมู่คนคนฝึกยุทธ์ทั่วไปและวันนี้เราจะมาพูดถึงอีก 5 พรรคและ7สำนักของยุทธภพเจียงหูในปัจจุบันกันบ้าง”
ชายแช่โจวเอ่ยเสียงดังฟังชัดเต็มไปด้วยพลัง ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความฮึกเหิมดึงดูดความสนใจของทุกคน เมื่อผู้ชมได้ยินเช่นนี้ ทุกคนก็นั่งหลังตรงและตั้งใจฟังทันที
นักเล่าเรื่องแซ่โจวกล่าวต่อ“ทั้ง5พรรคและ7สำนัก นับรวมเป็น 12 กลุ่มที่ทรงอำนาจและมีชื่อเสียงมากที่สุดในยุทธภพเจียงหูของเรา วันนี้..เราจะเริ่มต้นที่พรรคซานหูกันก่อน”
“พรรคซานหู..จากชื่อก็คงบอกได้แล้วว่าถูกก่อตั้งเมื่อหลายร้อยปีก่อนโดยกลุ่มวีรบุรุษผืนป่านำทัพโดยกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์จากทะเลสาบขาว ทะเสสาบเทียนซิงและทะเลสาบจินซาน หลังจากพัฒนาพรรคมาตลอดหลายร้อยปี พรรคนี้ก็มีสมาชิกพรรคเป็นจำนวนหลายหมื่นคนและเต็มไปด้วยยอดฝีมือและเต็มไปด้วยพรสวรรค์ที่ซ่อนเร้นอยู่ พรรคนี้มีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุทธภพ เพียงแค่ตะโกนว่าพรรคซานหู ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเล็กหรือใหญ่ก็สามารถแก้ปัญหาได้ทันที”
“พรรคซานหูมีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากและมีลำดับชั้นที่เข้มงวด ทั้งจอมยุทธ์ ปรมาจารย์และประมุขพรรค”
มีคนถามแทรกขึ้นมา “ท่านโจว ไม่ใช่ว่าครั้งที่แล้วท่านบอกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 1 นั้นเป็นระดับที่หาได้ยากไม่ใช่รึ? เช่นนั้นแล้ว..พรรคซานหูจะมีผู้ฝึกยุทธ์ในระดับ 1 บ้างหรือไม่?”
ชายแซ่โจวตอบกลับโดยไม่มีติดขัด “ผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 1 ย่อมหายากเป็นพิเศษและถือเป็นระดับสูงสุดของแคว้นเจียงหู แม้แต่ประมุขพรรคซานหูก็น่าจะอยู่ในระดับ 4 เท่านั้น”
สิ้นประโยคของเขา ผู้คนในร้านน้ำชาต่างก็หันไปสนทนากันเอง
“พรรรคซานหูไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 1 แล้วจะถือเป็นหนึ่งใน 5 พรรคและ7สำนักได้อย่างไร ขนาดท่านเทียนหลิวผู้อาวุโสของพรรคเฉายังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 2 เลย มีใครในเมืองหยูแห่งนี้ที่ไม่นับถือพรรคเฉาบ้าง”
“ข้าคิดว่าพรรคซานหูจะมีอะไรพิเศษเสียอีก แต่อย่างว่าล่ะในบรรดา 5 พรรคต้องมีสักพรรคที่อ่อนแอกว่าพรรคอื่น”
พรึ่บ! เสียงพัดในมือของนักเล่านิทานถูกเปิดและปิดฉับจนเกิดเสียงดัง เสียงหัวเราะน้อยๆของเขาดังทั่วร้าน
“พวกที่เดินทางท่องยุทธภพและดูถูกพรรคซานหูมักไม่ค่อยมีจุดจบที่ดีนัก ท่านอาจเห็นว่าพวกเขาไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงๆแล้วจะเห็นว่าพวกเขาอ่อนแอเช่นนั้นรึ ท่านรู้หรือไม่ว่าใครหนุนหลังพรรคซานหู”
“มีคนหนุนหลังพรรคซานหูอย่างนั้นรึ?”
ผู้คนในร้านต่างตื่นตกใจ เป็นที่ทราบกันดีว่าพรรคซานหูเป็นหนึ่งใน 5 พรรคและ7สำนัก ซึ่งนับว่าทรงอำนาจในระดับหนึ่งแล้วแต่ถ้าจะมีใครสักคนที่มีอำนาจหนุนหลังพวกเขาอีกก็คงจะเป็นขุมพลังที่น่ากลัวไม่น้อย
อันจิงสูดกลิ่นชาดอกไม้ ดวงตาของเขามีแววอยากรู้เช่นกัน
“สวรรค์ด่านนอก”
พูดจบนักเล่านิทานแซ่โจวก็เคาะแท่งไม้ลงบนโต๊ะ เสียงก้องทั่วร้านน้ำชาทำให้ทุกคนเงียบเสียงลง
“สวรรค์ด่านนอก? เป็นขุมอำนาจของใครกัน?” มีคนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“พวกท่านอาจไม่รู้จัก‘สวรรค์ด่านนอก’ แต่ถ้าข้าพูดอีกชื่อของมัน ท่านอาจจะจำมันได้ทันที” นักเล่านิทานกล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนจะเอ่ยออกมาสั้นๆเพียงสองคำ “พรรคมาร”
ทุกคนต่างอุทานด้วยความตกใจ ร้านน้ำชาปกคลุมไปด้วยความเงียบเพราะทุกคนต่างอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน เพียงได้ยินแค่สองคำนี้ก็ทำให้แผ่นหลังของพวกเขาหนาวสั่นได้ นามนี้คือนามที่ทำให้ทั่วทั้งยุทธภพสั่นสะเทือน
“พรรคมาร?”
นั่นเป็นนามที่ชวนสะพรึง คนในสังกัดพรรคมารต่างถูกไล่ล่าจากคนในยุทธภพแม้แต่คนในครอบครัวของพวกเขาก็ได้รับผลกระทบนั้นไปด้วย
อันจิงยกชาขึ้นจิบ เขานึกในใจว่าเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการถึงชีวิตคนในครอบครัวของสมาชิกพรรคมารได้ พวกเขาคงใช้ชีวิตอย่างลำบากและไม่สามารถมีชีวิตเหมือนคนธรรมดาๆได้
“ท่านหมออัน หวังจื้อผิงจากเรือนสีชาดมาขอพบขอรับ”
ในขณะนั้นเสียงแหบแห้งก็ดังขึ้นข้างโต๊ะ
“หวังจื้อผิง?”
อันจิงหรี่ตาลง ‘เรือนสีชาด’คือกิจการหอนางโลมที่ควบรวมกับกิจการสมุนไพรขนาดใหญ่ของเมืองหยูที่ดำเนินการโดยพรรคเฉาและคนดูแลในสาขาเมืองหยูก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก‘หวังเหอ’หัวหน้าพรรคสาขาผู้โด่งดังเมื่อไม่นานมานี้
พรรคเฉาเป็น 1 ใน 5 พรรคและ 7 สำนัก พวกเขาได้กลายเป็นหนึ่งในพรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุทธภพโดยใช้เวลาเพียง 30 ปีเท่านั้นและเมื่อหนึ่งปีก่อนหลังจากยึดครองพรรค ‘นูจิ้ง’ ได้สำเร็จ อำนาจของพวกเขาก็พุ่งสูงขึ้น มันพัฒนาอย่างรวดเร็วจนผู้คนต่างตื่นตกใจ
‘หวังเหอ’ เป็นสมาชิกคนสำคัญของพรรคเฉา ตำแหน่งของเขาในพรรคเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยความสามารถอันโดดเด่นและวิธีการที่ไร้ความปราณีของเขาทำให้ได้รับความไว้ใจจากประมุขพรรคเฉาให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าสาขาเมืองหยูควบกับการดูแลเรือนสีชาดได้สำเร็จ ก่อนที่เขาจะขึ้นเป็นหัวหน้าสาขา หวังเหอได้รับผิดชอบดูแลสวนสมุนไพรของพรรคเฉาซึ่งโรงหมอของอันจิงก็จัดซื้อสมุนไพรของพรรคเฉาเป็นหลัก ทำให้ทั้งสองคุ้นเคยกันพอสมควร แต่พออีกฝ่ายขึ้นเป็นหัวหน้าสาขาก็ทำให้พวกเขาติดต่อกันน้อยลง
ทุกสายตาในร้านน้ำชาต่างมองไปที่หวังจื้อผิงเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคือหลานชายของหัวหน้าสาขาหวังเหอ
“มีอะไรให้ข้าช่วยอย่างนั้นรึ?”
หวังจื้อผิงหยิบกระดาษออกมาและส่งยิ้มให้เขา “ท่านหมออัน นี่คือรายการยาของเดือนที่แล้ว รบกวนท่านตรวจสอบอีกครั้งหากไม่มีปัญหาอะไร ข้าจะให้คนจัดส่งสมุนไพรให้ท่านในภายหลัง”
“ตกลง”
อันจิงรับรายการยามาถือไว้ เขาไม่ได้รีบตรวจสอบแต่หันไปมองหวังจื้อผิงที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
“ท่านมีอะไรอีกหรือเปล่า?”
หวังจื้อผิงยิ้มเมื่อเอ่ยขึ้น “มีอีกเรื่องที่ท่านลุงฝากข้ามา เขาให้ข้ามาถามท่านอีกครั้ง ท่านหมออัน..ท่านคิดจะขายโรงหมอของท่านหรือไม่? ท่านลุงของข้ารับปากว่าหากท่านยินดีขายให้ เขาจะช่วยหาที่ดินผืนใหญ่กว่าเดิมเพื่อให้ท่านสร้างโรงหมอแห่งใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม”
“อ้อ?”
อันจิงยังคงใจเย็น “ฝากบอกลุงของท่านด้วยว่าตอนนี้ข้ายังไม่คิดขาย แต่ถ้าเมื่อไหร่ข้าสนใจเดี๋ยวข้าจะติดต่อไปหาเขาเอง”
หวังเหอเป็นพวกเจ้าเล่ห์ที่มักจะหาผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆจากการค้าสมุนไพร วิธีที่เขาใช้ส่วนใหญ่ก็เป็นวิธีสกปรกไม่น้อย คำสัญญาที่ว่าจะหาที่ดินเพื่อสร้างโรงหมอที่ใหญ่กว่าเดิมให้เขาก็คงเป็นเพียงกลอุบายเพื่อให้ได้ร้านของเขามาง่ายๆเสียมากกว่า
หวังจื้อผิงลดเสียงลง “ท่านหมออัน ลุงของข้าบอกว่าเขาจะเพิ่มเงินให้ท่าน 30 ตำลึงทอง”
เมื่อได้ยินแบบนั้น อันจิงก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น โรงหมอของเขาอาจไม่ใหญ่มากนักแต่มันตั้งอยู่ริมแม่น้ำหยูซึ่งเป็นทำเลทองซึ่งไม่ใช่ราคาเพียง 30 ตำลึงทองอย่างแน่นอน หวังเหอคงอยากสร้างเรือนสีชาดขึ้นมาอีกแห่งบนที่ดินของเขาและก็คงทำกำไรกับมันได้ไม่น้อย
“ไม่ว่าจะให้ราคาสูงเพียงใด ข้าก็ยังไม่ขาย” อันจิงส่ายหน้าปฏิเสธ
หวังจื้อผิงสูดหายใจเข้าลึกอย่างระงับอารมณ์ เขาฝืนยิ้มส่งให้อันจิงแม้จะกำหมัดแน่น จากนั้นก็เดินเชิดออกไปทันที แม้จะไม่ได้พูดจาหยาบคายทิ้งทายแต่ทุกคนก็เห็นว่าหวังจื้อผิงไม่ยอมเลิกราเรื่องนี้ไปง่ายๆแน่
“หมออัน ท่านอย่าไปยุ่งกับพรรคเฉา..”
มีคนกระซิบเตือนเขา คนอื่นบ้างก็ส่ายหัวและถอนใจโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม
“เสียบรรยากาศชะมัด”
หลังจากถูกหวังจื้อผิงกวนอารมณ์ อันจิงก็หมดอารมณ์ฟังเรื่องเล่าต่อ เขาลุกออกจากโต๊ะและเดินกลับโรงหมอตนทันที
ผ่านไปครู่ใหญ่ สมาชิกพรรคเฉากลุ่มหนึ่งก็เข้ามาส่งสมุนไพรให้กับโรงหมอจีซื่อ
“ท่านหมออัน” ผู้ดูแลสวนสมุนไพรชั่งน้ำหนักถุงเงินในมือด้วยรอยยิ้มเหี้ยมพลางกล่าวต่อ
“พอดีราคาสมุนไพรเพิ่มขึ้นเกือบครึ่ง เงินในถุงนี้คงไม่พอหรอกกระมัง”