ทันหยุนฝึกเขียนอักษรในยามราตรี

เสียงใสก้องกังวานทั่วโรงหมอจีซื่อ **“จางซานได้เงินมา 300 ตำลึงกลัวถูกขโมยจึงนำเงินไปฝังไว้” ทันหยุนฮัมเพลงพลางปัดฝุ่นบนชั้นวางสมุนไพร “เขียนป้ายติดว่าที่นี่ไม่มีเงิน 300 ตำลึง โถ่ถัง..หวังเอ๋อร์เพื่อนบ้านดันรู้ทันจึงลอบขุดเงินไป กลัวจางซานจับได้จึงทำป้ายสำทับว่าหวังแอ๋อร์ข้างบ้านไม่ได้ขโมย”

“ทันหยุน ข้ารู้สึกว่าเจ้าจะขยันขึ้นทุกวันเลยนะ”

ทันหยุนวางไม้ปัดฝุ่นลงแล้วมองไปที่บทกวีซึ่งถูกเขียนไว้บนผนังร้านพลางครุ่นคิด “ตัวอักษรพวกนี้ไม่ค่อยคุ้นนักหรือมันยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็ถือว่าใช้ได้กระมัง..”

“เจ้าอ่านมันออกหรือเปล่า?”

ทันหยุนหันขวับเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากทางด้านหลัง นางตกใจเมื่อเห็นว่าเป็นอันจิง นางลูบอกตัวเองอย่างคนขวัญหาย “นายท่าน! ข้าตกใจแทบแย่”

“นี่คือผลงานที่ข้าภูมิใจมาก”

อันจิงมองไปที่ผนังแล้วพูดต่อช้าๆ “อย่าให้เกิดความทุกข์กายบนโลกใบนี้ ปล่อยให้ยาถูกสะสมบนชั้นวางจนกลายเป็นฝุ่นไป” บทกวีนี้ถูกเขียนด้วยตัวอักษรที่ยากจะอ่านออก เมื่อเดือนที่แล้วบัณฑิตอาวุโสพยายามจะแกะตัวอักษรนี้แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

ทันหยุนเข้าร่วมพรรคมารตั้งแต่อายุยังน้อยและเหล่าศิษย์พี่ในพรรคก็คอยสอนทักษะการต่อสู้ให้แก่นาง การฆ่าคนเป็นเรื่องง่ายแต่การอ่านตัวอักษรเป็นเรื่องยากสำหรับนาง นางจำตัวอักษรที่เคยเห็นผ่านๆตาในพรรคมารเท่านั้น แล้วบทกวีที่ซับซ้อนตรงหน้านี้นางจะเข้าใจมันได้อย่างไร?

การไม่รู้หนังสือของสมาชิกพรรคมารไม่ใช่เรื่องแปลกและตำแหน่งสาวใช้ของนางเป็นเพียงตำแหน่งชั่วคราวที่ท่านประมุขมอบให้เท่านั้นแต่การเป็นสาวใช้ของคุณหนูจ้าวชิงเหมยที่เป็นถึงบุตรสาวขุนนาง ..ข้าไม่สามารถบอกนายท่านได้ว่าข้าไม่รู้หนังสือ หากเขารู้ต้องล้อข้าแน่ๆ

ทันหยุนหัวเราะแห้ง จากนั้นก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นายท่าน คุณหนูของข้ามาจากตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียง นางฝึกเขียนอักษรมาตั้งแต่เด็กๆและข้าติดตามมานางหลายปี การจำอักษรพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย”

“เยี่ยม!”

อันจิงยกนิ้วชมเชยทันหยุนจากใจจริง ไม่แปลกที่นางมาจากตระกูลขุนนางแม้แต่สาวใช้ก็มีความสามารถไม่น้อย ช่างน่าชื่นชมจริงๆ “สาวใช้ที่มีความสามารถเช่นเจ้า..”

“นายท่าน ฮูหยินเตรียมอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว ไปทานเถิดเจ้าคะ” ก่อนที่อันจิงจะพูดจบทันหยุนก็ขัดจังหวะขึ้นด้วยท่าทางร่าเริง

“ฮูหยินยุ่งตั้งแต่เช้า อย่าปล่อยให้ความพยายามของฮูหยินสูญเปล่านะเจ้าคะ”

“จริงรึ? เดี๋ยวข้าไปดูก่อน” ก่อนจะเดินไปเขาก็ยื่นถังหูลู่ให้ “นี่ถังหูลู่ ข้าซื้อมาฝาก” กล่าวจบก็เดินไปหลังร้านที่เป็นส่วนพักอาศัยด้วยรอยยิ้มคาดหวัง

เมื่อเห็นอันจิงเดินจากไป ทันหยุนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งออก “ชื่อเสียงของข้า..เกือบไปแล้วมั้ยละ?”

.

.

.

ธรรมเนียมการรับประทานอาหารของอันจิงและจ้าวชิงเหมยไม่มีแบ่งแยกนายบ่าว ทันหยุนจึงได้ร่วมโต๊ะทานอาหารด้วย ตอนนี้อันจิงนั่งรอบนโต๊ะอย่างกะตือรือร้นและในไม่ช้าจ้าวชิงเหมยและทันหยุนก็ลำเลียงอาหารขึ้นโต๊ะ อาหารประกอด้วยหมูตุ๋น หมูผัดหน่อไม้ ปลาเปรี้ยวหวานและเต้าหู้ผัด

“น้องหญิง นี่มันมากไปแล้ว นั่งลงทานกันเถิด”

อันจิงมองดูอาหารที่วางเรียงรายตรงหน้า เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

“ยังเหลือน้ำแกงซี่โครงหมูและแตงโมอีกเจ้าคะ” สุดท้ายจ้าวชิงเหมยก็กลับไปยกจานอาหารที่เหลือ นางโรยต้นหอมใส่น้ำแกงซี่โครงหมูเพื่อเพิ่มสีสัน ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย

“นายท่าน เดี๋ยวข้าเทเหล้าให้นะเจ้าคะ” ทันหยุนรีบหยิบไหเหล้าขึ้นมาเทใส่ถ้วยชาเล็กๆและยื่นส่งให้อันจิงอย่างนอบน้อม

อันจิงยกเหล้าขึ้นจิบ ความรู้สึกพึงพอใจแผ่ซานไปทั่วร่างกายของเขา เมื่อเดือนที่แล้วเขายังอยู่คนเดียว ใครจะไปคิดว่าตอนนี้เขาจะมีภรรยาผู้เพียบพร้อม ทั้งอ่อนโยนและสวยงามเช่นนี้

.”ท่านพี่ ลองชิมนี่ดูก่อนเจ้าค่ะ”

จ้าวชิงเหมยคีบหมูตุ๋นชิ้นหนึ่งใส่ชามของอันจิง “ข้าเคี่ยวหลายชั่วยามเลยนะเจ้าคะ รสชาติมันต้องดีแน่ๆ”

“อ่า..อร่อย มันละลายในปาก เข้มข้นแต่ไม่มันจนเลี่ยน” อันจิงกัดหมูตุ๋นเข้าไปหนึ่งคำ เขาประหลาดใจที่จ้าวชิงเหมยทำอาหารได้อร่อยขนาดนี้

เมื่อเห็นสีหน้าพึงพอใจของอันจิง จ้าวชิงเหมยก็ยิ้มอย่างมีความสุข

“ท่านพี่ ข้ามีบางอย่างจะคุยด้วย”

“พูดมาได้เลยน้องหญิง”

“โรงหมอจีซื่อมีหมอเพียงคนเดียวนั่นก็คือท่าน มันค่อนข้างยุ่งทีเดียวและถ้ามีคนไข้ผู้หญิงมารักษามันก็ไม่ค่อยสะดวกนัก ทำไมท่านพี่ไม่ลองให้ทันหยุนเรียนรู้ทักษะการแพทย์จากท่านละเจ้าค่ะ มันอาจแบ่งเบาภาระของท่านได้” จ้าวชิงเหมยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ทันหยุนที่กำลังทานอย่างเอร็ดอร่อยถึงกับชะงัก นางเงยหน้ามองจ้าวชิงเหมยด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

‘โธ่..ท่านประมุข ทำไมถึงหาเรื่องมาให้ข้าแบบนี้ล่ะเจ้าคะ?’

อันจิงหัวเราะชอบใจ “ฮูหยินข้าเอ่ยปากขอทั้งที ข้าจะมีข้อโต้แย้งได้อย่างไร ทันหยุนเป็นคนฉลาดและรอบรู้ หากนางเต็มใจ นางต้องเป็นลูกศิษย์ที่ดีได้แน่ๆ”

“นางย่อมเต็มใจเจ้าค่ะท่านพี่” จ้าวชิงเหมยส่งยิ้มให้ทันหยุนอย่างอ่อนโยน

“ทันหยุนเต็มใจ..เจ้าค่ะ” ทันหยุนฝืนยิ้มและเอ่ยขึ้น “แต่นายท่านเพิ่งแต่งงาน ตอนนี้คงยุ่งมากทีเดียว เอาไว้เราค่อยเริ่มเรียนเดือนหน้านะเจ้าคะ?”

“อืม..แบบนั้นก็ดีเหมือนกัน” อันจิงหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนตอบตกลง

จ้าวชิงเหมยพยักหน้าด้วยความพอใจ เมื่อมีทันหยุนเข้าไปช่วยงานในการตรวจรักษาก็จะกันหญิงสาวที่หมายตาอันจิงได้มากขึ้นและนางยังมีหูตามาช่วยนางได้อีกคู่

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ หน้าที่เก็บล้างก็ตกเป็นของทันหยุนทันที

สองสามีภรรยาแยกตัวออกไปพักผ่อน คืนนี้ดวงจันทร์ทะยานขึ้นฟ้าเพียงเสี้ยว ดวงดาวก็มีเพียงน้อยนิด

“ท่านพี่...” เสียงหวานของจ้าวชิงเหมยร้องเรียกอันจิง สายตาของนางร้อนเร่าทำให้อันจิงขยับเท้าตามนางเข้าไปในห้องนอนโดยไม่รู้ตัว

อันจิงรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมา ร่างกายของเขาค่อยๆร้อนรุ่มขึ้น เมื่อมองไปที่ใบหน้าสวยงามในอ้อมแขนของเขา เข้าจะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น

.

.

.

ค่ำคืนนี้ช่างเงียบสงบชวนวังเวง

ภายในตรอกเล็กๆที่มีเพียงสายลมบางเบาพัดผ่าน

“นี่แค่กรึ่มๆ ข้ายังดื่มเหล้าได้อีกหลายจอก ฮ่าฮ่าฮ่า...” โจวเซียวหมินเดินโซเซกลับบ้านพร้อมกับไหเหล้าในมือ นอกจากโจวเซียวหมินจะเป็นนักเล่าเรื่องในร้านน้ำชาแล้ว เขายังเป็นอดีตบัณฑิตที่ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้ นอกจากรับจ้างเล่าเรื่องในร้านน้ำชาต้าถงเป็นประจำแล้ว อีกอย่างที่เขาทำเป็นประจำก็คือเข้าไปใช้บริการในหอนางโลมไม่เคยขาดสาย

ปั้ง!

เขาถีบประตูตรงลานบ้านให้เปิดออกและก้าวโซเซเข้าไปในบ้าน

“อย่าขยับ!”

ทันใดนั้นดาบคมกริบก็จ่ออยู่ที่ลำคอของเขา หากเขาขยับเพียงก้าวเดียว ดาบเล่มนี้ต้องตัดหัวของเขาเป็นแน่ โจวเซียวสร่างเมาในทันที เหงื่อค่อยๆหยดลงมาอย่างตึงเครียด

“ท่านจอมยุทธ์ปลอ่ยข้าน้อยไปเถิดขอรับ”

“เข้าไปข้างใน”

โจวเซียวหมินกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เขาไม่กล้าตะโกนขอความช่วยเหลือได้แต่เดินเข้าไปในตัวบ้าน เขาถูกบังคับให้นั่งลงบนโต๊ะตรงกลางห้อง มีคนชุดดำถือดาบเล่มเมื่อครูจ่อเขาอยู่ข้างๆโต๊ะ

แม้ว่าเขาอาจเป็นนักเล่าเรื่องเกี่ยวกับยุทธภพแต่เขาก็ไม่ได้มีวรยุทธ์ ไม่มีแรงต่อสู้ ร่างกายของเขาอ่อนปวกเปียกเมื่อเห็นผู้ฝึกยุทธ์ตรงหน้า เขาพร่ำร้องขอชีวิตจากอีกฝ่าย “ท่านจอมยุทธ์ ปล่อยข้าไปเถิด ข้าเป็นเพียงบัณฑิตธรรมดา ไร้เรี่ยวแรงต่อสู้..”

“ถ้าเป็นบัณฑิต ข้าก็มาถูกแล้ว”

คนชุดดำตรงหน้าพูดเสียงกดต่ำ ยากจะได้ยินแต่โจวเซียวหมินก็จับประเด็นได้

“เขาตามหาบัณฑิต?” พวกโจรมักเลือกเหยื่อตามอาชีพหรืออย่างไร?

“เจ้าจำตำราเล่มนี้ได้หรือไม่” คนชุดดำหยิบตำราเล่มหนึ่งวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าเขา

“..ข้าจำได้ นี่เป็นตำราเริ่มต้นสำหรับนักเรียนที่เริ่มเรียนในหอศึกษา” โจวเซียวหมินหยิบหนังสือขึ้นจากโต๊ะและอธิบายอย่างตรงไปตรงมา

“สอนข้าที” คนชุดดำกล่าวขึ้น

“เอ๋?”

โจวเซียวหมินคิดว่าตัวเองฟังผิด คนชุดดำตรงหน้าต้องการให้เขาสอนตำราเล่มนี้ให้ นี่เป็นการทดสอบที่แปลกไปหรือไม่?

“ให้เจ้าสอนโดยเริ่มจากอักษรที่ง่ายที่สุด” คนชุดดำกล่าวเสียงเย็นชา

“ตกลงๆ” โจวเซียวหมินรีบพูดต่อ “ตราบใดที่ท่านไว้ชีวิตข้า ข้ายินดีทำทุกอย่างให้แก่ท่าน”

จากนั้นโจวเซียวหมินก็จุดเทียนและเปิดตำราเล่มนี้ขึ้น ภายใต้แสงเทียนสลัว โจวเซียหมินเริ่มสอนคนชุดดำ “เราจะเริ่มจากตัวเลขกันก่อนเพราะมันง่ายที่สุด ตัวอักษรนี้คือหนึ่ง”

“ข้าเข้าใจแล้ว”

“ตัวอักษรนี้คือสอง”

“ต่อไป”

“ตัวอักษรนี้คือสาม”

“ดูเหมือนการจำตัวอักษรจะไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่ ข้ารู้ตัวอักษรนี้ นี่คงเป็น‘สี่’สิท่า” คนในชุดดำหัวเราะคิกคัก ความภาคภูมิใจปรากฏชัดในน้ำเสียง

**เป็นที่มาของสำนวนการพยายามปกปิดความผิดที่ตนทำแต่ยิ่งพยายามปกปิดก็ยิ่งกลายเป็นเผยความจริง**

ตอนก่อน

จบบทที่ ทันหยุนฝึกเขียนอักษรในยามราตรี

ตอนถัดไป