เพลงดาบปีศาจขวัญผวา ปลุกแสงให้คืนชีพจากสวรรค์

‘หลิวฮ่าวผิง’ หัวหน้าพรรคเฉาสาขาเมืองหยู ตั้งแต่พรรคเฉาก่อตั้งมา นอกจากประมุขใหญ่ของพรรคแล้วยังมีหัวหน้าสาขาของพรรคอีก 36 คนแต่ละคนล้วนมีพลังยุทธ์สูงส่ง เป็นระดับปรมาจารย์ในยุทธภพซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีอำนาจและศักดิ์ศรีในสายตาของคนทั่วไป

ในบรรดาหัวหน้าพรรคสาขาทั้ง 36 คน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองจนเป็นที่ประจักษ์ในยุทธภพเจียงหู หลิวฮ่าวผิงก็เป็นหนึ่งในนั้น

เดิมทีเขาเป็นเพียงขอทานในเมืองลี่เจียง กิน-นอนข้างถนนและขอทานมาตั้งแต่เด็กๆ ด้วยความบังเอิญทำให้เขาได้เข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกของพรรคเฉา ด้วยพรสวรรค์ ความโหดเหี้ยมและความเด็ดขาดของเขาทำให้เขาสามารถสร้างผลงานและมีชื่อเสียงในลำต้นๆของพรรค จนในที่สุดก็สะดุดตา ‘หลิวชิงซาน’ ประมุขใหญ่ของพรรคเฉาได้สำเร็จ เขาจึงถูกอีกฝ่ายรับเป็นบุตรบุญธรรม

หลิวชิงซานปฏิบัติต่อเขาราวกับลูกแท้ๆ อบรมเลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดีประกอบกับความสามารถที่โดดเด่นของหลิวฮ่าวผิง ในไม่ช้าเขาก็ได้รับตำแหน่งเป็นหนึ่งใน 36 คนของหัวหน้าพรรคสาขา

ในยุทธภพเอง เขาก็ได้รับความเคารพจากผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชื่อเสียงของเขาในโลกมืดที่ใครได้ยินชื่อเขาต่างก็หวาดกลัวไปตามๆกัน

พรรคเฉาต่อสู้กับพรรคนูจิ้งเป็นเวลา 3 ปี ในที่สุดก็สามารถยึดครองอาณาเขตของพวกเขาได้ทั้งหมดซึ่งหลิวฮ่าวผิงคือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ แม้ว่าวิธีของเขาจะโหดร้ายและรุนแรงก็ตาม ลือกันว่าฮูหยินของประมุขพรรคนูจิ้งถูกเขาทรมานจนตาย

ไร้ความปราณี มากพิษสง เด็ดขาดและเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ นี่คือบุคคลที่เป็นกำลังสำคัญของพรรคเฉาทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

เนื่องจากหลิวฮ่าวผิงเป็นบุตรบุญธรรมของหลิวชิงซาน เขาจึงได้รับการสืบทอดวิชา‘ผนึกฝ่ามือ’ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะการต่อสู้สัจจิงจากหลิวชิงซานอีกด้วย เขาสามารถฝึกฝนทักษะ‘ผนึกฝ่ามือ’จนเชี่ยวชาญและอยู่ในขั้น 3 ได้สำเร็จ

ถ้าร่างกายของเจียงซานเจียอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เขาจะไม่กลัวหลิวฮ่าวผิงแม้แต่น้อย แตตอนนี้พลังชีวิตของเขาลดน้อยลง ร่างกายก็อ่อนแอจากการบาดเจ็บและเสียเลือด ทำให้เขาไม่สามารประมือกับหลิวฮ่าวผิงได้

ความคิดมายมายแล่นเข้ามาในใจของเขา

‘นี่คือจุดจบของข้างั้นรึ?’

เจียงซานเจียสูดหายใจเข้าลึก เตรียมรวบรวมกำลังภายในของตนทั้งหมดเพื่อและกับการต่อสู้ในครั้งนี้ ตอนนั้นเองที่สายตาของเขราเหลือบไปมองชายที่เข้ามาช่วยเขาในคุกใต้ดิน ผ้าคลุมสีดำยังคงปิดบังใบหน้าส่วนล่างเอาไว้ทำให้เขาเห็นดวงตาของอีกฝ่าย ดวงตาของชายผู้นี้ยังคงสงบนิ่งราวกับสายน้ำ มันสงบนิ่งเกินไป ราวกับหมู่บ้านอันเงียบสงบในยามพลบค่ำ มันเงียบสงบจนน่าขนลุก

แต่ความสงบนิ่งดังกล่าวย่อมไร้ประโยชน์ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความแข็งแกร่งตรงหน้า ทุกสิ่งก็เป็นเพียงภาพลวงตา

เจียงซานเจียส่ายหน้า เขาถอนหายใจและเอ่ยขึ้น “การรู้จักดาบทะยานร้อยขั้นแล้วอย่างไร? การรู้ที่อยู่ของหินใบโพธิ์แล้วอย่างไร? ในเมื่อสุดท้าย..มันก็ไร้ประโยชน์”

ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นมือของชายผู้นี้กำลังลูบฝักดาบของตนอยู่

อะไรกัน?

เขาคิดจะต่อสู้ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังแบบนี้นะรึ?

หรือว่าเขากลัวจนสติแตกไปแล้ว?

“ทุกคนหลบไปให้หมด!” หลิวฮ่าวผิงตะโกนเสียงต่ำราวกับสัตว์ร้ายคำราม ร่างใหญ่กำยำของเขาราวกับภูเขาลูกเล็ก ทุกครั้งที่เขาก้าวเดินราวกับคุกใต้ดินกำลังสั่นสะเทือน แน่นอนว่านั่นคือภาพมโนของหลายๆคน คุกใต้ดินนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าจะสั่นสะเทือนภายใต้น้ำหนักไม่กี่ร้อยจิน

นี้คือกลิ่นอายสังหารของหลิวฮ่าวผิง!

สายตาเย็นชาของเขาจ้องไปที่เจียงซายเจีย มันเยือกเย็นพอที่จะทำให้คนๆหนึ่งตายได้ ชายชราผู้นี้ถูกบิดาบุญธรรมของเขาฝากฝังให้จับตาอย่างใกล้ชิด เขาไม่มีทางผิดพลาดได้

เขาเตรียมยื่นมือไปคว้าร่างของเจียงซานเจียเอาไว้แต่สายตาไปปะทะกับชายชุดดำที่อยู่ข้างๆอีกฝ่ายเสียก่อน ดวงตาคู่ที่มองสบมาเฉยเมยราวกับก้นเหวลึก

“กล้าที่จะบุกเข้ามาในคุก เจ้ามันรนหาที่ตายชัดๆ”

หลิวฮ่าวผิงยิ้มเยาะและตวัดมือไปยังชายข้างๆเจียงซานเจียแทน หากเจียงซานเจียสามารถแหกคุกออกไปได้จริงเท่ากับงานที่เขาได้รับผิดชอบเกิดข้อผิดพลาด เขาคงทำให้บิดาบุญธรรมผิดหวัง ดังนั้นชายผู้นี้ต้องตาย!

ปั้ง!

มือขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางอากาศ มันร่วงหล่นมาราวกับภูเขาถล่ม

เมื่อมือขนาดมหึมาคล้อยต่ำลงเรื่อยๆก็เป็นจังหวะที่อันจิงเริ่มเคลื่อนไหว

“เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้น ทุกอย่างจะต้องรวดเร็วที่สุด”

พรึ่บ!

แสงจ้าโผล่ออกจากฝักดาบ มันส่องสว่างไปทั่วคุกใต้ดินอันมืดมิด ดาบเล่มนี้เปรียบเหมือนรุ่งอรุณที่กำลังส่องประกายในราตรีอันมืดมิด คมดาบคมกริบสะท้อนออกมา มันส่องสว่างไปทั่วใบหน้าของอันจิง

“นี่มัน...”

หลิวฮ่าวผิวไม่สามารถมองเห็นกระทั่งวิถีดาบที่ฟาดลงมา แต่เขาสามารถเข้าใจได้อย่างแน่ชัดว่าชีวิตของเขาได้ดับสูญไปพร้อมกับแสงอรุณในความมืดมิดแล้ว

.

.

.

โรงละครสวนดอกท้อ เมืองหยู

ราตรีเริ่มเข้ามาเยือน แสงจันทร์เริ่มสาดส่องลงมาราวสายน้ำไหล

<“บุปผาหลากสีในวสันตฤดูบานสะพรั่งงามตาแต่กลับร่วงหล่นลงสู่บ่อน้ำที่แห้งขอดและกำแพงที่พังทลาย แล้วใครเล่าปรารถนาจะชมทิวทัศน์เช่นนี้?”>

<“ไม่ว่าใครก็ปรารถนาที่จะชื่นชมทิวทัศน์อันสวยงาม..ยามทิวาย่างเข้าสู่ยามสายัณห์ เมฆเคลื่อนคล้อยตัดกับภาพศาลาสีสดใส สายฝนพร้อมกับลมพัดโชย เรือแล่นในสายน้ำพร้อมเกิดระรอกคลื่น..ฉากสวยงามเหล่านี้ทำให้เวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วดูผ่อนคลายขึ้น.. ”>

บนลานเวทีด้านล่าง เสียงไพเราะของนักแสดงงิ้วยังดังขึ้นต่อเนื่อง ตามมาด้วยเสียงปรบมือและเสียงตะโกนดังสนั่นจากผู้ชม

“คุณหนู หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เจียงซานเจียจะปรากฏต่อหน้าท่านในวันมะรืนนี้” ทันหยุนกล่าวด้วยความมั่นใจ

“จะดีที่สุด ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด” คิ้วของจ้าวชิงเหมยขมวดเข้าหากัน สีหน้าของนางยังคงราบเรียบแต่ก็ไม่ทำให้ความงามของนางลดลงแม้แต่น้อย

“เจ้าค่ะ” ทันหยุนยิ้ม “อิทธิพลของพรรคเฉาเพิ่งมามีช่วงปีหลังๆนี่เอง เราควรทำให้พวกเขารู้จักจุดยืนของตัวเองเสียบ้าง”

ทันหยุนไม่พอใจพรรคเฉาเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ที่พรรคมารออกจากยุทธภพไปก็ยังไม่มีพรรคไหนที่จะอ้างสิทธิ์ความเป็นพรรคอันดับ 1 ได้เท่าพวกเขาแล้ว

“เอาล่ะ ถึงเวลาที่พวกเราต้องกลับบ้านแล้ว” จ้าวชิงเหมยเหลือบมองแสงจันทร์บนท้องฟ้าและอดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆออกมา

ทันใดนั้นก็เกิดสายลมพัดเข้ามา ถ้วยน้ำชาบนโต๊ะเริ่มสั่นสะเทือน การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี้ทำให้จ้าวชิงเหมยเลิกคิ้ว

“คุณหนู มีอะไรหรือเจ้าคะ?”

ทันหยุนเอ่ยถามด้วยความสงสัย จ้าวชิงเหมยไม่ได้ตอบอะไร นางเพียงทอดสายตาไปยังทิศหนึ่งในระยะไกล

เพียงชั่วพริบตาก็เกิดลมกระโชกแรงขึ้นอย่างกะทันหัน จากนั้นก็เกิดแสงจ้าพุ่งขึ้นจากพื้นดินทะลุขึ้นไปบนท้องฟ้า ราวกับแสงดังกล่าวผุดขึ้นจากขุมนรกทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์

พรึ่บ!

แสงสะท้อนไปทั่วท้องฟ้า รัศมีของมันครอบงำไปทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ที่พบกเห็น

“นี่มัน..วิชาดาบที่ทรงพลังมาก!”

ทันหยุนอ้าปากค้าง มีร่องรอยความตกใจอยู่ในดวงตาของนาง แสงจ้านั้นทำให้ร่างกายของนางสั่นสะท้านและขนลุกไปทั่วร่าง ทักษะการใช้ดาบและแสงจ้าของดาบนี้ แม้จะไม่ใช่สิ่งที่ไม่เกิดขึ้นมาก่อนแต่มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากเช่นกัน

.

.

.

บนเรือสังคีตแม่น้ำหยู ย่านหอโคมแดง

“หลี่เยว่ รีบไปรับแขกเถิด ครานี้เป็นถึงคุณชายน้อยตระกูลหมิง” แม่เล้าชราแต่งหน้าเข้มจัดยิ้มพลางยกม่านเรียกหญิงสาวที่อยู่ด้านใน

“เจ้าคะ ให้คุณชายหมิงรอสักครู่”

หลังม่านคือหญิงสาวรูปงาม รูปร่างบอบบางเย้ายวน ดวงตาของนางชวนหลงใหลราวผลท้อ ริมฝีปากเป็นกระจับน่าลิ้มลอง รูปร่างของนางมีส่วนเว้าส่วนโค้งน่าสัมผัส ด้วยรอยยิ้มของนางเพียงครั้งเดียวก็สามารถกระชากวิญญาณของใครหลายๆคนได้

หญิงสาวนางนี้นามว่า ‘หลี่เยว่’ หญิงคณิกาชั้นสูงของเรือนสีชาดและเป็นหนึ่งในหญิงคณิกาที่โด่งดังที่สุดในมณฑลเจียงหนาน

“เจ้าจะให้คุณชายหมิงรอนานเท่าไหร่เล่า นั่นทายาทตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองหยูเลยนะ” แม่เล้ายังคงเอ่ยเร่งด้วยความกังวล

“ข้าทราบเจ้าค่ะ” หญิงสาวค่อยๆปักปิ่นบนด้วยท่าทางอ่อนช้อย ไม่ได้เร่งรีบแต่อย่างใด

หญิงคณิกาโดยเฉพาะระดับเช่นหลี่เยว่ไม่ใช่คนไร้ความสามารถ พรสวรรค์ของนางเทียบได้กับคุณหนูในตระกูลเศรษฐีซึ่งต้องเชี่ยวชาญศาสตร์ทั้งสี่ทั้งดีดฉิน หมากล้อม เขียนอักษรและวาดภาพ ที่สำคัญที่สุดนางคือคนที่เข้าใจธรรมชาติของและจิตใจของผู้ชายเป็นอย่างดี

“เฮ้อ..ก็ได้ ข้าจะไปบอกคุณชายหวังให้รอก่อน” แม่เล้าถอนหายใจและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

หลี่เยว่ยิ้มก่อนจะจัดแต่งทรงผมของนางต่อ นางจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะเตรียมลงจากเรือ ทันใดนั้นลมก็พัดแรงขึ้น ทำให้เรือทั้งหมดบนแม่น้ำหยูเริ่มโคลงเคลง

“เกิดอะไรขึ้น?”

“ทำไมเรือถึงสั่นแบบนี้?”

ผู้คนบนเรือไม่ว่าจะเป็นเรือล่องของหอโคมแดง เรือสัญจรหรือเรือบรรทุกสินค้าต่างเกิดความสงสัย พวกเขาต่างกวาดสายตาไปรอบแม่น้ำหยู

‘หมิงเฟย’ นายน้อยตะรกูลหมิงก็เดินขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือด้วยความตื่นตระหนกและสงสัย นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

“ดูท้องฟ้านั่นสิ!” มีเสียงคนตะโกนขึ้น

ทุกคนต่างหันไปมองยังจุดที่คนผู้นั้นชี้ หมิงเฟยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เขามองไปยังจุดที่คนผู้นั้นซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่หลี่เยว่ที่เพิ่งยกม่านขึ้น

ทันใดนั้นเอง

แสงจ้าก็ทะยานถึงจุดสูงสุด

มันทะลุผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน ราวกับท้องฟ้ากำลังฉีกกระชากออกจากกัน ความมืดบนท้องฟ้าถูกแส

งจ้ากลบและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ราวกับท้องฟ้าในตอนนี้คือท้องฟ้ายามรุ่งอรุณ

ตอนก่อน

จบบทที่ เพลงดาบปีศาจขวัญผวา ปลุกแสงให้คืนชีพจากสวรรค์

ตอนถัดไป