บทที่ 3 แพ้เหรอ จะเป็นไปได้ยังไง?!
บนหน้าจอโทรศัพท์แสดงยอดเงิน 50,000 หยวนที่เพิ่งโอนเข้ามาอย่างเรียบร้อย
เงินเข้าบัญชีแบบถูกต้องตามกฎหมาย สมบูรณ์แบบ
โอเค ระบบแม่งโคตรเจ๋ง! เดาทางล่วงหน้าได้ขนาดนี้เลย
ซูไป๋รับเงิน 50,000 หยวนมาโดยไม่ลังเลและส่งข้อความขอบคุณลูกค้านิดหน่อย
จากนั้นก็เตรียมเอกสารไปศาลเพื่อคัดลอกเอกสารคดี
แต่พอดีในตอนนั้นมีคนเดินเข้ามาในสำนักงาน
เป็นเด็กสาววัยรุ่นมัดผมทรงดังโงะ เดินเด้งดึ๋ง ๆ ดูมีชีวิตชีวา ดูเผิน ๆ น่าจะอายุยังไม่มาก
หรือว่าเป็นเคสหย่าอีกแล้ว? แต่ก็ดูไม่น่าจะใช่...
ยังไม่ทันที่ซูไป๋จะพูดอะไร เด็กสาวก็โน้มตัวทำมุม 70 องศา แล้วกล่าวเสียงดังฟังชัด
"สวัสดีค่ะทนายซู! หนูมารายงานตัวค่ะ!"
ซูไป๋ขมวดคิ้ว พยายามค้นหาความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม
แล้วก็จำได้ว่า...
เด็กสาวตรงหน้าชื่อ "หลี่เสวี่ยเจิน" เป็นนักศึกษากฎหมายจากมหาวิทยาลัยกฎหมายหนานตู
และยังเป็น "ทนายฝึกงาน" ที่เจ้าของร่างเดิมเคยรับไว้ก่อนหน้านี้ แต่เป็นการฝึกงานแบบไม่ได้เงินเดือน
วันนี้เป็นวันแรกที่เธอเข้ามาฝึกงาน แต่ซูไป๋ลืมสนิท...
"อ้อ มาแล้วเหรอ? ดีเลย! จัดโต๊ะทำงานสักหน่อยแล้วไปศาลกับฉัน"
หลี่เสวี่ยเจินไม่ใช่นักศึกษาธรรมดาแต่เธอเป็นนักศึกษาหัวกะทิจากคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยกฎหมายหนานตู
เธอมีอาจารย์ที่เป็นระดับ "เทพเจ้าแห่งวงการกฎหมาย" และพี่ ๆ ศิษย์ร่วมสำนักของเธอต่างทำงานอยู่ในสำนักงานกฎหมายชั้นนำ ศาลหรือแม้แต่บริษัทระดับแนวหน้าของประเทศ
ด้วยสถานะของเธอจะเข้าฝึกงานที่ไหนก็ได้
แต่เธอมีความคิดเป็นของตัวเอง เธอไม่ต้องการใช้เส้นสายของอาจารย์หรือพี่ ๆ
เธออยากพิสูจน์ตัวเอง อยากสร้างเส้นทางของตัวเองในวงการกฎหมาย
และเพื่อหลีกเลี่ยงการเจอพี่ ๆ ของเธอที่อาจบังคับให้เธอกลับไป เธอจึงเลือกสำนักงานเล็ก ๆ ในเมืองและยอมทำงานฟรี!
เมื่อได้ยินว่าต้องไปศาลตั้งแต่วันแรก ดวงตาของหลี่เสวี่ยเจินก็เปล่งประกายเป็นประกายไฟ
"ได้ค่ะทนายซู!"
เธอตื่นเต้นมาก เพราะนี่เป็นโอกาสแรกที่เธอจะได้ทำงานจริง!
...
ระหว่างเดินทางไปศาลกลางเมืองหนานตู
"ทนายซู คดีที่เราจะจัดการคือคดีอะไรเหรอคะ? ไปศาลเพื่อไกล่เกลี่ยเหรอ?"
หลี่เสวี่ยเจินเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเพราะนี่เป็นคดีแรกของเธอ
ซูไป๋ไม่ได้รำคาญ เพราะยังไงเสีย เขาก็ต้องให้เธอช่วยงานวิ่งเต้นหลายอย่างอยู่แล้ว
โดยเฉพาะเธอมาทำงานฟรี! มันทำให้ซูไป๋รู้สึกผิดแบบเล็กน้อยที่กำลังกลายเป็น "นายทุนผู้โหดเหี้ยม"
"คดีอาญา ฉันเพิ่งรับมาวันนี้เป็นการพิจารณาคดีรอบสุดท้ายแล้ว"
"คดีอาญา?!"
ครั้งแรกที่ได้ฝึกงานก็เจอคดีอาญาเลย?!
หลี่เสวี่ยเจินที่เคยใฝ่ฝันอยากเป็นทนายความคดีอาญารู้สึกเลือดสูบฉีด
แต่เธอก็พยายามระงับอารมณ์ไว้ แล้วเดินตามซูไป๋ไปที่ศาลอย่างเงียบ ๆ
ซูไป๋คุ้นเคยกับกระบวนการของศาลเป็นอย่างดี
เขาตรงไปที่ฝ่ายเอกสารและจงใจเลือกเจ้าหน้าที่สาวเป็นคนดำเนินการ
"สวัสดีครับ ผมต้องการคัดลอกเอกสารคดี"
เจ้าหน้าที่สาวที่ตอนแรกทำหน้าหงุดหงิด พอเห็นทนายความหน้าตาหล่อเหลายืนอยู่ตรงหน้าก็ยิ้มหวานออกมาแทบจะทันที
"อ๊ะ! ได้เลยค่ะ! รอสักครู่นะคะ ขอเอกสารยืนยันตัวตนด้วยค่ะ"
หลังจากซูไป๋ส่งเอกสารให้ไม่ถึง 30 นาที เอกสารทั้งหมดก็ถูกคัดลอกเรียบร้อย
หล่อก็มีประโยชน์เหมือนกัน!
ช่วยประหยัดเวลาต่อคิวไปได้เยอะ!
หลังจากได้รับเอกสาร ซูไป๋ก็โยนให้หลี่เสวี่ยเจินแบบไม่คิดมาก
"เก็บไว้ดี ๆ อย่าทำหายนะ ค่อยกลับไปอ่านที่สำนักงาน"
"รับทราบค่ะทนายซู!"
หลี่เสวี่ยเจินถือเอกสารคดีอย่างระมัดระวังแล้วเก็บเข้าไปในกระเป๋าของตัวเอง
หลังจากกลับถึงสำนักงาน ซูไป๋หยิบเอกสารคดีของศาลชั้นต้นออกมา ส่วนเอกสารของศาลอุทธรณ์นั้น เขาส่งให้หลี่เสวี่ยเจิน
"เธอช่วยสรุปประเด็นข้อกล่าวหาของฝ่ายอัยการมาให้หน่อย เดี๋ยวฉันจะดูต่อ"
"ได้ค่ะทนายซู! แต่ข้อโต้แย้งของทนายฝ่ายเราก็สำคัญนะคะ ไม่ต้องสรุปไว้ด้วยเหรอ?"
เด็กสาวพูดด้วยแววตาใสแจ๋ว ประหนึ่งลูกสุนัขที่เต็มไปด้วยความสงสัย
ซูไป๋ส่ายหัว "เธอดูเอกสารไปก่อนเถอะ"
หลี่เสวี่ยเจินพยักหน้าและไม่ถามอะไรต่อ เธอก้มหน้าก้มตาเปิดเอกสารอ่าน
แต่ทันทีที่เธอเปิดอ่านหน้าแรก เธอก็เข้าใจทันทีว่าทำไมซูไป๋ถึงไม่ให้เธอสรุปข้อโต้แย้งของทนายฝ่ายจำเลย...
เพราะมันแทบไม่มีอะไรเลย!
เธอเคยเห็นคดีนี้มาก่อน!
และเธอรู้จักคนที่เป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ด้วย!
พี่สาวร่วมสำนักของเธอเองเป็นผู้พิพากษาในคดีนี้!
ตอนนั้นพี่สาวของเธอก็คิดว่าศาลชั้นต้นลงโทษหนักเกินไป
พี่สาวของเธอเองยังคิดเลยว่าถ้าฝ่ายจำเลยสามารถให้ข้อโต้แย้งที่ดีขึ้นมาได้ ศาลอุทธรณ์อาจพิจารณาลดโทษได้
แต่ผลคือ...
"ครับ!"
"เข้าใจครับ!"
"ฝ่ายเรายอมรับคำตัดสินของศาลครับ!"
สามคำพูดจากทนาย "ปากทองคำ" คนนั้น ทำให้คำตัดสินยังคงเดิม!
นี่มันหลอกกินเงินกันชัด ๆ!
และเพราะคำตัดสินของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เหมือนกัน มันจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดีในศาลสูงสุด!
ถ้าไม่มีหลักฐานใหม่ที่สำคัญและพลิกสถานการณ์ได้ โอกาสชนะก็แทบไม่มี!
ต้องมีหลักฐานที่ทำให้ศาลต้องทบทวนคดีใหม่เท่านั้น!
ไม่อย่างนั้นศาลสูงสุดอาจจะยังคงคำพิพากษาเดิม!
หรือที่แย่กว่านั้น อาจจะเพิ่มโทษหนักขึ้นไปอีก!
นี่เป็นคดีแรกที่เธอได้ฝึกงาน... จะจบลงด้วยความล้มเหลวตั้งแต่แรกเลยเหรอ?!
เธอเริ่มรู้สึกท้อแท้ขึ้นมา...
และยิ่งไปกว่านั้น เธอเคยถามพี่ชายร่วมสำนักที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีอาญามาก่อน
พี่ชายเธอเคยบอกว่าทีมกฎหมายของธนาคารตั้งใจจะสู้สุดตัว
ถ้าไม่มีหลักฐานเด็ด ๆ หรือข้อโต้แย้งที่แข็งแกร่ง โอกาสแพ้สูงมาก!
ถ้าแพ้คดี ลูกชายของหวังจื้อจงอาจจะถูกลงโทษหนักกว่าเดิม!
"นี่ฉันมาฝึกงานครั้งแรก... แล้วจะเจอความล้มเหลวตั้งแต่ต้นเลยเหรอ?"
ความรู้สึกสิ้นหวังค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา...
แต่ในขณะที่เธอกำลังจมอยู่กับความคิดแย่ ๆ ซูไป๋ปิดเอกสารลง พร้อมกับลุกขึ้นยืน
"ไปกันเถอะ"
"ไป... ไปไหนคะ?"
"คดีนี้ฉันจับทางได้แล้ว เราต้องไปพบลูกชายของหวังจื้อจงและโจรปล้นธนาคารที่เกี่ยวข้องกัน ฟังจากปากพวกเขาโดยตรง"
"...หมายความว่า... แพ้แล้วเหรอคะ?"
"เรายังไม่ได้ว่าความเลยนะคะ คดีนี้มันยากก็จริง แต่ทนายซูต้องเข้มแข็งนะคะ..."
ซูไป๋ : ...
ล้อเล่นรึเปล่า? ในพจนานุกรมของเขาไม่มีคำว่า "แพ้"!
"แพ้? ลูกชายของหวังจื้อจงไม่ได้ปล้นธนาคารเลยสักนิด แล้วจะไปแพ้ได้ยังไง?"
"หา?! ไม่ได้ปล้น?! ทนายซู... หมายความว่ายังไงคะ?"
"เดี๋ยวรอวันขึ้นศาล แล้วเธอจะรู้เอง ตอนนี้ขออุบไว้ก่อน"
ซูไป๋ยิ้มมุมปากเต็มไปด้วยความมั่นใจแล้วเดินนำออกไป
ถึงแม้หลี่เสวี่ยเจินจะยังสงสัยอยู่แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อ
เธอรีบวิ่งตามซูไป๋ไปด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น...