บทที่ 5 ขึ้นศาลฟ้องธนาคารกลับ
หลี่เสวี่ยเจินเข้ามาทำงานในสำนักงานกฎหมายแห่งนี้เพราะเธอต้องการเริ่มต้นจากสำนักงานขนาดเล็ก ใช้ความสามารถที่แท้จริงของตัวเองเพื่อก้าวขึ้นมาโดดเด่นในวงการกฎหมายทีละก้าว
หากเธอสามารถมีส่วนร่วมในคดีฟ้องร้องธนาคารและชนะคดีนี้ได้ก็นับว่าเธอได้ฝากชื่อเสียงไว้ในฐานะทนายฝึกหัดเช่นกัน
ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น มีแรงฮึดสู้มากขึ้นทุกที
เธอวิ่งวุ่นไปมาระหว่างสำนักงานและศาลทุกวัน
แม้ว่าจะไม่ได้รับค่าจ้างก็ตาม แต่กลับรู้สึกเต็มไปด้วยพลัง
ซูไป๋ทำได้เพียงถอนหายใจ นึกชื่นชมคนหนุ่มสาวในวัยนี้ โดยเฉพาะทนายฝึกหัด ที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและไฟแรงกล้า
เขาจิบชาเหมาฉียนราคา 999 หยวน 3 จิน แล้วรู้สึกว่าความรู้สึกผิดในฐานะนายทุนลดลงไปเล็กน้อย
ไม่นานนักการยื่นอุทธรณ์ครั้งสุดท้ายของคดีหวังลี่ ลูกชายของหวังจื้อจงก็ได้รับการอนุมัติ
ในขณะเดียวกัน หมายเรียกจากศาลก็มาถึงฝ่ายกฎหมายของธนาคาร
ทางฝั่งธนาคารเมื่อได้รับแจ้งจากศาลก็รู้สึกประหลาดใจ
"ฟ้องธนาคารเรื่องการดำเนินการที่ไม่เป็นธรรม ส่งผลให้หวังลี่ถูกตัดสินจำคุก ขอเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายทางร่างกายและจิตใจเป็นเงิน 200,000 หยวน?"
อะไรนะ!?
นี่มันหมายความว่ายังไง!?
ในคดีของหวังลี่ ธนาคารเป็นฝ่ายเสียหายแท้ ๆ พวกเขายังไม่ได้เรียกร้องให้ศาลลงโทษหนักกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้กลับได้รับหมายเรียกจากฝ่ายตรงข้ามที่มาฟ้องพวกเขาเสียเอง
นี่มันเรื่องตลกหรือไง!?
โจรปล้นธนาคารยังมีสิทธิ์เรียกร้องด้วยหรือ!?
ผู้บริหารธนาคารหนานตูโกรธมาก พวกเขารู้สึกว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังย่ำยีศักดิ์ศรีของธนาคารอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
แบบนี้มันเกินไปแล้ว!
พวกเขาจึงรีบติดต่อฝ่ายกฎหมายให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ทันทีที่ได้รับคำสั่งจากผู้บริหาร ฝ่ายกฎหมายของธนาคารก็เรียกประชุมเร่งด่วนเพื่อหารือเกี่ยวกับคดีความนี้
ตอนแรกทนายของฝ่ายกฎหมายหนานตูยังคิดว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นสำนักงานกฎหมายใหญ่โตที่ไหน พอได้ตรวจสอบก็พบว่ามันเป็นแค่สำนักงานกฎหมายที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการแต่งงานเท่านั้น
พอรู้ดังนั้น พวกเขาก็พากันหัวเราะเยาะ
“นี่มันเรื่องอะไรเนี่ย? พวกนั้นบ้าหรือเปล่า? สำนักงานที่ปรึกษาด้านการแต่งงานดันมารับคดีอาญา แล้วตอนนี้ยังกล้าฟ้องธนาคารเราอีก? พวกมันคงอยากดังมากสินะ!”
“ฮ่า ๆ ๆ นี่มันตลกที่สุดเลย พวกนั้นคงหมดหวังถึงขนาดต้องใช้วิธีการสุดโต่งเพื่อเรียกร้องความสนใจ”
“ฉันไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ทนายที่ทำแต่คดีแต่งงานเอาความกล้าจากไหนมารับคดีอาญา? หรือเป็นพวกหลอกเงินลูกค้า?”
“ใครจะไปรู้?”
“พอได้แล้ว! หยุดพูดกันได้แล้ว!”
เสียงของสวี่จื้อเฉียง หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของธนาคารหนานตูดังขึ้น เขามีใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมและเปล่งอำนาจแห่งความเด็ดขาดออกมา ทันทีที่เขาพูดจบห้องประชุมที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะก็เงียบสนิท
“ผู้บริหารธนาคารให้ความสำคัญกับคดีนี้อย่างมาก พวกเราต้องชนะและไม่ใช่แค่ชนะธรรมดา ต้องชนะให้สวยงามที่สุดและที่สำคัญคือทำให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับโทษหนักกว่าเดิม เข้าใจไหม?”
ภายในห้องประชุมล้วนแต่เป็นนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญกฎหมายธนาคาร พวกเขาไม่ได้มองสำนักงานกฎหมายไป๋จวินเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวเลยแม้แต่น้อย
“ท่านหัวหน้า ตามข้อมูลที่เราได้มา สำนักงานไป๋จวินเป็นแค่สำนักงานกฎหมายส่วนตัวที่เน้นให้คำปรึกษาเรื่องการแต่งงานเป็นหลัก
ส่วนทนายที่รับผิดชอบคดีนี้คือซูไป๋ เขามีใบอนุญาตมาห้าปี เคยว่าความมาแค่ห้าคดี แพ้ไปสี่คดี อีกคดีหนึ่งชนะก็จริงแต่ลูกความของเขากลับถูกตัดสินจำคุกฐานสมรสซ้อน
ถ้าพวกเราแพ้ให้กับคนแบบนี้ล่ะก็ มันจะเป็นการเสียชื่อเสียงของฝ่ายกฎหมายธนาคารอย่างมาก!”
ทนายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ เอ่ยขึ้นอย่างโอหัง
เสียงเห็นด้วยดังระงมไปทั่วห้อง
“ถ้าพวกนั้นชนะ ธนาคารเราคงหมดความน่าเชื่อถือกันพอดี!”
“ชนะ? พวกนั้นเอาอะไรมาชนะ!?”
ฝ่ายกฎหมายของธนาคารแสดงออกอย่างชัดเจนว่าดูถูกสำนักงานเล็ก ๆ นั้นอย่างสิ้นเชิง
พวกเขายังยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้มีการถ่ายทอดสดการพิจารณาคดีและเสนอให้รวมการพิจารณาคดีของหวังลี่เข้ากับคดีฟ้องร้องธนาคารเพื่อพิจารณาคดีร่วมกัน
คดีนี้เป็นกรณีที่ไม่ค่อยพบเห็นได้บ่อยนัก ทำให้ศาลสูงของหนานตูให้ความสนใจและอนุมัติคำร้องนี้อย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีนี้เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของธนาคารโดยตรงและมีความสำคัญต่อระบบการเงินอย่างยิ่ง
...
ในขณะเดียวกัน
เนื่องจากจุดพิเศษของคดีนี้ "ปล้นเงินเพื่อช่วยพ่อแต่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี" ทำให้หัวข้อนี้กลายเป็นกระแสร้อนแรงในโลกออนไลน์ได้ง่ายมาก
ในช่วงไต่สวนรอบแรกและรอบสองของคดีหวังลี่ก็เคยเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนอินเทอร์เน็ตมาแล้ว
ตอนนี้เมื่อถึงรอบตัดสินสุดท้าย กระแสสังคมออนไลน์ก็เริ่มกลับมาพูดถึงคดีของหวังลี่อีกครั้ง
"บ้าเอ๊ย! ทำไมตอนนี้ธนาคารถึงกลายเป็นฝ่ายที่ถูกเอาเปรียบได้วะ!? ตอนถอนเงินนี่ขอเอกสารเยอะชิบหาย แต่ตอนขายบัตรเครดิตนี่โคตรจะกระตือรือร้นเลย! กูสนับสนุนหวังลี่ว่ะ! ถ้าไม่ใช่เพราะธนาคารเรื่องเยอะ ป่านนี้เขาคงถอนเงินไปช่วยพ่อได้แล้ว ไม่ต้องไปปล้นธนาคารด้วยซ้ำ!"
"จริงโว้ย! ตอนฝากเงิน พนักงานธนาคารเป็นเหมือนหลานเรา แต่ตอนถอนเงิน เรากลายเป็นหลานของพนักงานแทน! สนับสนุนหวังลี่เต็มที่!"
"พวกนายไม่เข้าใจหรอกว่าธนาคารก็มีความทุกข์นะ~ ทำไมทุกครั้งที่มีปัญหาการถอนเงินหรือเงินหาย มันต้องเป็นความผิดของ 'พนักงานชั่วคราว' ตลอด? เรื่องนี้มันไม่ใช่ความผิดของธนาคารหรอก ต้องโทษพนักงานชั่วคราวสิ! (โพสต์นี้ได้ค่าคอมเมนต์ห้าหยวนไหมนะ?)"
"คนข้างบนขอร้องล่ะ! พาฉันเข้ากลุ่มด้วย! ฉันก็อยากได้เงินเหมือนกัน!"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในอินเทอร์เน็ตล้วนเป็นไปในทางเดียวกันคือต่อต้านธนาคาร
เมื่อผู้บริหารของธนาคารหนานตูได้เห็นกระแสออนไลน์ พวกเขาก็โกรธจนแทบกระอักเลือด
"งานนี้ต้องชนะคดีให้ได้! แล้วเราต้องคว้าชัยชนะบนกระแสสังคมด้วย!"
หากฝ่ายกฎหมายของธนาคารทำไม่ได้ก็เตรียมโดนปลดทั้งแผนกได้เลย!
...
สำนักงานกฎหมายไป๋จวิน
ซูไป๋กำลังเอนหลังนอนบนเก้าอี้พลางไถดูวิดีโอบนมือถือ เมื่อเห็นกระแสอินเทอร์เน็ตพุ่งไปในทิศทางเดียวกัน เขาก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ
"ดูเหมือนว่าคดีระหว่างเรากับธนาคารหนานตู และการพิจารณาคดีของหวังลี่ในครั้งนี้จะได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง"
"ถ้าชนะสำนักงานของเราจะโด่งดัง!"
"ถ้าแพ้... ก็เตรียมหายไปจากวงการได้เลย!"
หลี่เสวี่ยเจินมองกระแสออนไลน์ด้วยความรู้สึกที่ปะปนกัน
ดีใจที่คดีได้รับความสนใจ
แต่ก็วิตกกังวล หากแพ้คดีนี้ มันจะเป็นตราบาปครั้งใหญ่ของสำนักงานกฎหมายไป๋จวิน
"ทนายซู... เราสร้างกระแสขนาดนี้ ถ้าแพ้ขึ้นมาล่ะ?"
ซูไป๋ที่กำลังเอนหลังมองขึ้นมาแต่มีเสื้อผ้าบังสายตาไปบางส่วน เขาเอียงหัวเล็กน้อยถึงจะเห็นหน้าของหลี่เสวี่ยเจิน
"ไม่มีคำว่า 'ถ้า'! เรื่องที่ให้เธอรวบรวมข้อมูลคดีของธนาคารหนานตูตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงรายชื่อผู้ที่เคยเป็นฝ่ายเสียหาย เธอทำเสร็จหรือยัง?"
"เสร็จแล้วค่ะ"
"เอามาให้ฉันดู"
หลี่เสวี่ยเจินส่งเอกสารให้
ซูไป๋เปิดเอกสารไปยังหน้าที่มีรายชื่อและข้อมูลการติดต่อของผู้เสียหายที่เคยฟ้องธนาคาร
จากนั้นเขาก็เริ่มกดโทรศัพท์ โทรหาผู้เสียหายรายแรก
"สวัสดีครับ ผมเป็นทนายจากสำนักงานกฎหมายไป๋จวิน ได้ยินมาว่าคุณเคยฟ้องธนาคารหนานตูเมื่อ... แต่แพ้คดี คุณสนใจจะรู้ไหมครับว่าธนาคารหนานตูจะแพ้คดีนี้ได้ยังไง?"
"อ้อ ใช่ ๆ ใช่เลย!"
"..."
"โอเค ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือครับ"
หลังจากวางสาย เขาก็โทรไปหาผู้เสียหายรายต่อไป
ใช้วิธีพูดแบบเดียวกัน
หลี่เสวี่ยเจินที่ยืนมองอยู่ข้าง ๆ ถึงกับตกตะลึง
"แบบนี้ก็ได้เหรอ!? ใช้วิธีนี้หาพยานเนี่ยนะ!?"