บทที่ 57 ยื่นฟ้องและไกล่เกลี่ย
** บทนี้มีการใช้คำหยาบคายนิดหน่อยนะครับ
หลังจากออกจากบ้านของว่านเหิงฮ่าว
ซูไป๋ถอนหายใจยาว ตอนนี้เขาได้รับทราบข้อเรียกร้องของว่านเหิงฮ่าวแล้ว ได้รับความยินยอมจากลูกความและลงนามในสัญญาว่าความเรียบร้อย
ข้อเรียกร้องของว่านเหิงฮ่าวนั้นง่ายมาก
เขาแค่อยากได้เงินของตัวเองคืน!
ส่วนเรื่องการส่งเจ้าของบริษัทเข้าคุก ถ้าทำได้ก็ดี ถ้าทำไม่ได้แต่ได้เงินคืนก็ถือว่าพอใจแล้ว
หลังจากเซ็นสัญญาว่าความเสร็จ
ระหว่างทางกลับสำนักงานกฎหมาย
หลี่เสวี่ยเจินมองซูไป๋ด้วยความอยากรู้อยากเห็น "คดีนี้ เราจะสามารถส่งเจ้าของบริษัทเข้าคุกได้ไหม?"
ซูไป๋: "?"
ไม่สิ... ทำไมเธอเอาแต่คิดเรื่องส่งเจ้าของบริษัทเข้าคุกอยู่ตลอด?
จากหลักฐานที่ว่านเหิงฮ่าวส่งมา คดีนี้ชนะแน่นอน
แต่เรื่องการส่งเจ้าของบริษัทเข้าคุกนั้น ซูไป๋ยังไม่มั่นใจ เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญคือเราจะสามารถนำคดีเข้าสู่การพิจารณาคดีได้หรือไม่?
มีโอกาสสูงที่คู่กรณีจะเลือกไกล่เกลี่ยก่อนขึ้นศาล
หากไกล่เกลี่ยสำเร็จ ว่านเหิงฮ่าวได้เงินคืน ทุกอย่างจบลงด้วยดีและสำนักงานกฎหมายก็ได้รับค่าทนาย
วิน-วินกันทุกฝ่าย!
แต่ถ้าฝ่ายตรงข้ามยังคงดื้อดึงจนต้องขึ้นศาลจริง ๆ
ด้วยหลักฐานที่มีอยู่ตอนนี้ การส่งเจ้าของบริษัทเข้าคุกไม่ใช่เรื่องยาก
ปัญหาเดียวคือจะทำให้เขาโดนโทษหนักที่สุดได้อย่างไร?
เพราะโดยปกติแล้ว "การเจตนาไม่จ่ายค่าจ้าง" โทษทางอาญานั้น ไม่ได้รุนแรงมาก
ซูไป๋หันไปมองหลี่เสวี่ยเจินที่มีแววตาใสซื่อ
วันนี้เธอใส่เสื้อยืดลายปิกาจู ตาโต ๆ ของปิกาจูเข้ากันได้ดีกับบุคลิกของเธอที่ดูซื่อ ๆ น่ารัก
"วันนี้จะสอนเธอบทเรียนที่หก เธอยังจำห้าบทแรกได้ไหม?"
หลี่เสวี่ยเจินทำหน้าจริงจัง รีบพยักหน้า "จำได้ ๆ"
"บทเรียนที่ 1: มนุษยสัมพันธ์สำคัญที่สุด"
"บทเรียนที่ 2: ทำงานตามค่าจ้างที่ได้รับ"
"บทเรียนที่ 3: ฝ่ายตรงข้ามยิ่งโกรธ ฝ่ายเรายิ่งได้เปรียบ"
"บทเรียนที่ 4: ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์"
"บทเรียนที่ 5: ไม่มีความยุติธรรมที่สมบูรณ์แบบ"
หลังจากพูดจบ เธอก็กะพริบตาปริบ ๆ มองซูไป๋ สีหน้าบอกชัดเจนว่า "ชมฉันเร็ว ๆ สิ"
ซูไป๋หัวเราะเบา ๆ "เก่งมาก!"
"ตอนนี้จะสอนบทเรียนที่หกให้เธอ"
"ทุกอย่างต้องยึดตามความต้องการของลูกความเป็นหลัก!"
"ลองคิดดูสิ คดีที่เราทำมาแต่ละคดี เราสามารถแก้ปัญหาให้ลูกความได้ไหม?"
"ได้ค่ะ"
หลี่เสวี่ยเจินตอบโดยไม่ลังเล
"แล้วข้อเรียกร้องของว่านเหิงฮ่าวคืออะไร?"
ซูไป๋ถามต่ออย่างใจเย็น
หลี่เสวี่ยเจินเงียบไปสองวินาที ก่อนจะตอบว่า
"เอาเงินคืน… แล้วก็ส่งเจ้าของบริษัทเข้าคุก"
"ทนายซู คุณลองคิดดูสิ เจ้าของบริษัทค้างค่าจ้างเขามาสองปีเต็ม คุณคิดว่าเขาจะไม่อยากเอาคืนเหรอ?"
ซูไป๋: "..."
ฟังแบบนี้ก็ดูมีเหตุผลแฮะ!
เดี๋ยว ๆ ไม่สิ!
ทำไมเขาถึงเผลอคล้อยตามเด็กคนนี้ไปได้ล่ะ?!
"ทนายซู ฉันพูดถูกใช่ไหม?"
หลี่เสวี่ยเจินยิ้มอย่างมั่นใจ
ซูไป๋มองเธออย่างจริงจังแล้วพยักหน้า "ใช่! เธอพูดถูกมาก!"
ในใจเขาคิด… อย่างน้อยหลี่เสวี่ยเจินก็มี "เล่ห์เหลี่ยม" เพิ่มขึ้นอีกครึ่งขั้นแล้ว!
สำหรับคดีของว่านเหิงฮ่าว ตอนนี้เข้าสู่กระบวนการยื่นฟ้องแล้ว
ในแง่ของกฎหมาย การจงใจไม่จ่ายค่าจ้างถือเป็นคดีที่ยากต่อการดำเนินคดี
เพราะข้อกล่าวหาทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือ "ความผิดฐานปฏิเสธการจ่ายค่าจ้าง"
อย่างไรก็ตาม…
ว่านเหิงฮ่าวเคยยื่นเรื่องร้องเรียนกับสำนักงานแรงงานมาก่อนแล้ว
และในเอกสารมีหลักฐานชัดเจนว่า "อู๋ฉี" จงใจปฏิเสธการจ่ายค่าจ้าง แม้จะถูกสั่งให้จ่ายแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ กระบวนการไกล่เกลี่ยจากหน่วยงานรัฐได้ถูกดำเนินการไปแล้ว
ดังนั้น…
ซูไป๋สามารถยื่นคำร้องขอดำเนินคดีทางอาญาได้โดยตรง!
หลังจากยื่นฟ้องเสร็จสิ้น
ศาลแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายเตรียมเข้าสู่กระบวนการ ไกล่เกลี่ยก่อนขึ้นศาล
ไม่นานนัก หนังสือแจ้งเตือนการไกล่เกลี่ยจากศาลก็มาถึงบ้านของอู๋ฉี
เมื่ออู๋ฉีรับสายจากศาล
"ครับ ๆ ศาลใช่ไหมครับ ผมเข้าใจครับ ผมจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการไกล่เกลี่ย ไม่ต้องห่วงครับ"
แต่พอวางสายปุ๊บ…
"ไอ้ห่า!! ว่านเหิงฮ่าวมันกล้าฟ้องกูถึงศาลเลยเหรอ!?"
"กูมีเงิน! แล้วไง!? กูมีเงินก็เพราะกูหามาด้วยตัวเอง!"
นี่แหละ… คนที่มีความคิดแบบ "ยืมแล้วไม่ต้องคืน!"
"กูไม่คืนโว้ย!!"
อู๋ฉีหรี่ตาลง "ต่อให้ต้องเสียเงินจ้างทนาย กูก็ไม่คืนเงินพวกมัน!"
"กูไม่เชื่อหรอกว่ากูจะต้องจ่ายจริง ๆ!!"
หลังจากใจเย็นลง อู๋ฉีจึงโทรหาเพื่อนสนิท
"เฮ้ย เหล่าฟาง กูถามหน่อย คดีที่มึงเคยว่าความก่อนหน้านี้ มึงใช้สำนักงานกฎหมายไหนวะ?"
"อ้อ... ใช่"
"แม่งก็พวกคนงานพวกนี้แหละ กูไม่มีเงินแล้วพวกมันจะให้กูคืนอีก กูโดนลากไปศาลเฉยเลย มึงว่ามันใช่เรื่องไหม?"
"เฮ้อ กูมีเงินกูให้ไปแล้วสิ แต่กูไม่มีเงินไง! ในนามของกูไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย กูจะเอาอะไรไปคืนให้พวกมัน?"
"เงินของบริษัทก็เป็นหนี้ของบริษัท ไม่ใช่หนี้ส่วนตัวของกู พวกมันมาทวงจากกูได้ไง?!"
"อ้อๆ ใช่ ๆ"
"ยังใช้สำนักงานกฎหมายหนานหยวนเหรอ? โอเค ๆ เรื่องคดีแพ่งใช่ไหม? ได้ เดี๋ยวกูไปติดต่อ"
ปั่ก!
อู๋ฉีวางสาย แล้วรีบติดต่อไปยังสำนักงานกฎหมายหนานหยวนเพื่อหาทนายที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงาน
ตอนนี้สถานะของอู๋ฉีคือ "มีเงินแต่ไม่อยากจ่าย"
"ไม่ใช่กูไม่มีเงินจ่าย แต่กูไม่อยากจ่าย เพราะกูไม่อยากเสียหน้า!"
"ถ้ากูให้เงินไปง่าย ๆ เท่ากับว่ากูแพ้ กูยอมไม่ได้!"
"เงินที่กูให้คือเงินที่กูอยากให้ แต่ถ้าใครมาทวง กูจะดื้อด้านไม่ให้!"
นี่แหละ สันดานของพวกเจ้าของกิจการขี้โกง
...
สำนักงานกฎหมายหนานหยวน
อู๋ฉีเดินเข้ามาในสำนักงานกฎหมายพร้อมรอยยิ้ม
เขานั่งลงตรงหน้าทนายจางเสี่ยว
"ทนายจาง คดีแรงงานของผมนี่นะ มีลูกจ้างคนนึงมันมาทวงเงินผม แต่ผมไม่มีเงินจ่ายจริง ๆ ครับ!"
เขาพูดพลางยกมือขึ้นประกอบท่าทาง
"แล้วอีกอย่างนะ ไอ้ว่านเหิงฮ่าวมันเซ็นสัญญากับบริษัท! ตอนนี้ผมไม่ใช่เจ้าของบริษัทแล้ว หนี้สินของบริษัทไม่เกี่ยวกับผม!"
"จริงไหมทนายจาง?"
จางเสี่ยวฟังอู๋ฉีอย่างใจเย็นก่อนจะถามเพิ่ม
"ตอนนี้คุณไม่ได้เป็นเจ้าของหนี้ของบริษัทแล้วใช่ไหม?"
"ใช่ ผมโอนให้คนอื่นหมดแล้ว!"
"ตอนโอนหุ้น คุณได้แจ้งลูกหนี้หรือยัง?"
"แจ้งแล้วครับ ผมมีหลักฐานแชทด้วย!"
"สรุปก็คือคดีนี้เป็นหนี้ของบริษัท ไม่ใช่หนี้ส่วนตัวของคุณ ถูกต้องไหม?"
"ใช่ครับ! ทนายจาง นี่แหละคือสิ่งที่ผมอยากยื่นฟ้อง!"
"เข้าใจแล้ว ถ้าคุณต้องการให้เราว่าความ ก็สามารถเซ็นสัญญาว่าความได้เลย"
อู๋ฉีลังเลเล็กน้อยก่อนถามว่า
"ว่าแต่… ทนายจาง คุณคิดว่าคดีนี้เราจะชนะได้ไหม?"
ทนายจางไม่ตอบตรง ๆ แต่กลับถามกลับ
"ตอนนี้หนี้สินของบริษัทไม่เกี่ยวกับคุณแล้วใช่ไหม?"
"ใช่!"
"สัญญาที่ลูกจ้างเซ็น ก็เซ็นกับบริษัทไม่ใช่คุณ ถูกต้องไหม?"
"ถูกต้อง ๆ!"
จางเสี่ยวหัวเราะเล็กน้อย ก่อนพูดขึ้น
"ในเมื่อคุณไม่ได้เกี่ยวข้องกับหนี้สินของบริษัทแล้ว เขาจะมาทวงเงินจากคุณทำไม?"
หลังจากอู๋ฉีได้ยินแบบนั้นก็ตบเข่าฉาดใหญ่
"ใช่เลย!!"
"หนี้ของบริษัทก็คือหนี้ของบริษัท! กูไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัทแล้ว จะมาเรียกเงินจากกูได้ยังไง!?"
"จะให้กูจ่ายเงิน!?"
"ฝันไปเถอะ!!"
"อยากได้เงินกู? ไม่มีทางโว้ย!!"
ในใจอู๋ฉีคิดอย่างสะใจ
"อยากได้เงิน? ไม่มี!"
"อยากได้ชีวิตกู? ไม่ให้!"
"จะทำไมล่ะ!? กูไม่จ่ายแล้วจะทำไม!?"