บทที่ 130 พูดออกมาตรงๆ เลย ผมสงสัยว่าคุณให้การเท็จ! (ฟรี)
ปัง ปัง ปัง!
บนบัลลังก์พิจารณาคดี หลังจากที่หวังเจี้ยนจวินฟังคำชี้แจงของซูไป๋แล้ว เขาก้มลงดูหลักฐานเอกสารในการพิจารณาคดี จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองไปยังฝ่ายจำเลยและพูดขึ้นว่า
“สำหรับประเด็นที่ฝ่ายโจทก์ยกขึ้นมา ฝ่ายจำเลยมีอะไรจะชี้แจงไหม...?”
เป็นการโยนแรงกดดันให้เหยียนเซี่ยงซ่างโดยตรง
เหยียนเซี่ยงซ่างสูดหายใจลึก
หลังจากนั้นก็ตระหนักได้ว่าไม่สามารถปล่อยให้เรื่องนี้ถูกพูดถึงต่อไป หรือให้ฝ่ายตรงข้ามขุดคุ้ยได้อีก
จึงเลือกเปลี่ยนหัวข้อโดยตรง พยายามดึงประเด็นไปเรื่องอื่น
“ท่านผู้พิพากษา”
“ผมไม่เห็นด้วยกับมุมมองของฝ่ายโจทก์...”
“ชี้แจงมุมมองของฝ่ายจำเลย”
หวังเจี้ยนจวินสั่งให้เหยียนเซี่ยงซ่างชี้แจง
เหยียนเซี่ยงซ่างจัดเอกสารของฝ่ายตนเองเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มพูดขึ้นว่า
“ตามที่ทนายความฝ่ายโจทก์ได้กล่าวมา”
“ทนายความฝ่ายโจทก์พยายามเบี่ยงประเด็นในคดีที่หลินฮ่าวเสวียถูกตัดสิน”
“ประเด็นแรก”
“ตามหลักฐานในตอนนั้น... ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าผู้ต้องสงสัยทุกคนชี้มาที่หลินฮ่าวเสวีย ไม่ใช่อย่างที่ฝ่ายโจทก์กล่าวว่าหลินฮ่าวเสวียเพียงแค่พบศพเหยื่อแล้วจึงถูกกล่าวหาให้เป็นผู้ต้องสงสัย”
“แต่เป็นเพราะเราได้ใช้เวลาคัดกรองผู้ต้องสงสัยจำนวนมาก และสุดท้ายยืนยันได้ว่าหลินฮ่าวเสวียคือผู้ต้องสงสัยที่เป็นไปได้มากที่สุด ณ เวลานั้น จึงยืนยันได้ว่าเขาคือผู้ต้องสงสัย”
คำอธิบายข้อนี้ของเหยียนเซี่ยงซ่าง ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของซูไป๋โดยตรง
ความตั้งใจของซูไป๋คือ เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายกล่าวหาหลินฮ่าวเสวียเพียงเพราะเขาพบศพผู้หญิง จึงดำเนินการกล่าวโทษและส่งสำนวนให้อัยการ
ไม่ว่าจะสถานการณ์เดิมเป็นอย่างไร แต่เรื่องนี้หากยอมรับตามที่อีกฝ่ายพูด อาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าทางเจ้าหน้าที่ขัดต่อหลักเกณฑ์ กล่าวหาโดยพลการ สุดท้ายจะยิ่งยุ่งยากขึ้นไปอีก จึงต้องปฏิเสธ
เมื่อชี้แจงประเด็นนี้แล้ว
เหยียนเซี่ยงซ่างยังได้ตอบคำถามเจาะจงอื่นๆ ที่ซูไป๋หยิบยกขึ้นมา
“สำหรับที่ฝ่ายโจทก์ตั้งข้อสงสัยว่าฝ่ายเรายื่นเรื่องฟ้องหลินฮ่าวเสวียให้อัยการโดยไม่มีหลักฐานแน่นหนา เราไม่เห็นด้วยเช่นกัน”
“ประเด็นแรก”
“ในขณะนั้น หลักฐานและข้อสงสัยทุกอย่างล้วนชี้ให้เห็นว่าการก่อเหตุเกิดจากหลินฮ่าวเสวีย และยังมีคำให้การของเจ้าตัว”
“ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดของหลินฮ่าวเสวีย เป็นสิ่งที่ฝ่ายเราตรวจสอบค้นหาหลักฐานหลายรอบแล้วจนแน่ใจ จึงส่งสำนวนให้อัยการ ส่วนการยืนยันหลักฐานเป็นหน้าที่ของอัยการ และการตัดสินเป็นหน้าที่ของศาล ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับฝ่ายเรา”
“ฝ่ายโจทก์กล่าวโทษว่าฝ่ายเราละเลยหรือทำผิดพลาด เราเห็นว่าไม่สมเหตุสมผล”
“อีกทั้ง ตามบทบัญญัติทางกฎหมาย มีเพียงการพิจารณาและตัดสินของศาลเท่านั้นที่สามารถตัดสินได้ว่า ข้อเท็จจริงในการกระทำผิดมีอยู่หรือไม่”
“บัดนี้ยังไม่มีคำพิพากษาจากศาล ฝ่ายโจทก์กลับบอกว่าการฟ้องหลินฮ่าวเสวียของฝ่ายเรามีความบกพร่อง คุณมีสิทธิ์อะไรไปท้าทายคำจำกัดความตามกฎหมายแบบนั้น”
“คุณเอาอะไรมายืนยันว่าตอนนี้หลินฮ่าวเสวียไม่ใช่อาชญากร ในเมื่อศาลยังไม่ได้ตัดสินเลย”
“ส่วนที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าฝ่ายเราไม่มีหลักฐานชัดเจนในตอนนั้น ท่านผู้พิพากษา ฝ่ายเราเห็นว่าฝ่ายโจทก์เพียงแค่นำข้อมูลด้านเดียวมาก่อให้เกิดกระแสโน้มน้าวทิศทางของการพิจารณาคดี”
“ที่ฝ่ายโจทก์บอกว่าไม่มีหลักฐานชัดเจน เป็นการพูดที่เหลวไหลมาก”
“เพราะความจริงที่ตัดสินว่าหลินฮ่าวเสวียทำผิด มาจากการตรวจดีเอ็นเอที่พบในเล็บของเหยื่อ ซึ่งมีดีเอ็นเอของหลินฮ่าวเสวียอยู่”
“นี่ไม่ใช่หลักฐานสำคัญหรืออย่างไร”
เพื่อไม่ให้ความผิดกลับมาตกที่ฝ่ายตน
เหยียนเซี่ยงซ่างจึงโยนประเด็นนี้ไปด้านอื่น และยังถามกลับซูไป๋สองสามประเด็น
ซูไป๋มองเหยียนเซี่ยงซ่างอย่างสนใจ
รู้สึกว่าที่อีกฝ่ายพูดมานั้นไม่แปลกใจเลยที่จะมานั่งเป็นทนายฝ่ายตรงข้ามในวันนี้
แค่ไม่กี่ประโยคที่โต้กลับมาก็อาจทำให้ทนายทั่วไปตั้งรับไม่อยู่
ถ้าทำตามแนวทางอีกฝ่าย ที่ตัดสินมาได้นี้ก็ต้องเป็นความรับผิดชอบของทั้งสามฝ่าย คือ ฝ่ายตำรวจ อัยการ และศาล เพราะทั้งสามเกี่ยวพันกัน
อย่างไรก็ตาม ซูไป๋ก็ไม่ชัดเจนว่าเหยียนเซี่ยงซ่างเจตนาอะไร
เขาอาจแค่บอกเป็นนัยว่าอย่าเพิ่งมองมาที่ฝ่ายเขาฝ่ายเดียว ให้ลองมองไปที่ฝ่ายอื่นด้วยหรือเปล่า
ซูไป๋ไม่แน่ใจว่ามีความนัยอื่นซ่อนอยู่ไหม เพียงแต่คำพูดนั้นไม่ค่อยดีกับคณะผู้พิพากษาบนบัลลังก์เท่าไร
‘คุณเป็นทนายความ ก็โต้เถียงว่าคุณบริสุทธิ์ไปสิ แต่จะลากฝ่ายอื่นเข้ามาด้วยทำไม หรือจะพยายามปัดความรับผิดชอบ’
หวังเจี้ยนจวินคิดในใจ
คุณคิดว่าจะใช้คำพูดแบบนี้มามีอิทธิพลต่อคำตัดสินของผมหรือ ผมตัดสินตามข้อเท็จจริงทางกฎหมาย
สุดท้ายแล้วใครแพ้คดีก็ต้องแพ้ จะกระทบอะไร
ทำไมศาลสูงถึงให้รองประธานศาลอย่างผมมาพิจารณาคดีนี้ เพราะผมก็จะตัดสินไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
แม้หวังเจี้ยนจวินจะขุ่นเล็กน้อย แต่ไม่ได้ปล่อยให้มีอคติจนกระทบต่อการพิจารณาคดี
เขายึดหลักว่า ควรตัดสินอย่างไร ก็ต้องตัดสินเช่นนั้น
แต่ทว่าพอเหยียนเซี่ยงซ่างตั้งคำถามนี้
ซูไป๋ก็ยิ้มเย็นในใจ เพราะนี่คือเรื่องที่อีกฝ่ายเป็นผู้โยนมาเอง
เดิมทีเขาคิดจะไว้เป็นไม้ตายตอนหลัง
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายพูดขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ต้องเกรงใจ
ใช่ หลักฐานดีเอ็นเอในเล็บของเหยื่ออาจเป็นหลักฐานสำคัญ
แต่การใช้หลักฐานเพียงชิ้นเดียวมากล่าวโทษคนหนึ่งว่าทำผิด จะยึดเอาอะไรเป็นเกณฑ์ตัดสิน
กฎหมายระบุไว้อย่างไร ต้องตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างรอบด้านใช่หรือไม่
ดีเอ็นเออย่างเดียวตัดสินคดีได้เหรอ
ไม่ใช่แค่มีดีเอ็นเอแล้วจะจบ
เรื่องที่ว่าดีเอ็นเอมาได้อย่างไร อีกฝ่ายไม่สงสัยเหรอ
การพิจารณาคดีเดินทางมาถึงจุดที่คู่ความเริ่มโต้แย้งกันด้วยประเด็นเรื่องพยานหลักฐาน และว่าพยานหลักฐานนั้นถูกต้องตามกระบวนการหรือไม่
ปัง ปัง!
“ขอให้ฝ่ายโจทก์แถลง”
“ครับ ท่านผู้พิพากษา”
ซูไป๋พูดขึ้นว่า
“ขอถามฝ่ายจำเลย คุณบอกว่าคุณได้ลงพื้นที่สอบถามคนมากมาย และคัดกรองผู้ต้องสงสัยจนมาลงที่หลินฮ่าวเสวีย มีหลักฐานยืนยันเรื่องนี้หรือไม่”
“และฝ่ายเราไม่ได้จงใจโน้มน้าวคดีจากข้อมูลด้านเดียว ฝ่ายจำเลยบอกว่ามีหลักฐานแน่นหนาคือผลการตรวจดีเอ็นเอ”
“ตามปกติ ในหลายๆ คดี รายงานการตรวจดีเอ็นเอเป็นหลักฐานสำคัญก็จริง แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 50 ได้ระบุถึงความหมายของพยานหลักฐานและประเภทที่กฎหมายกำหนด”
“มีใจความว่า สิ่งใดก็ตามที่สามารถใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดีได้ล้วนเป็นพยานหลักฐาน รวมถึง วัตถุพยาน เอกสารพยาน คำให้การพยาน คำให้การผู้เสียหาย คำรับสารภาพหรือคำแก้ต่างของผู้ต้องสงสัยหรือจำเลย ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ บันทึกการตรวจสถานที่ การชี้ตัว และการทดลองจำลองเหตุการณ์ รวมไปถึงสื่อบันทึกภาพและข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ”
“ผลตรวจดีเอ็นเอถือเป็นพยานหลักฐาน แต่ตามมาตรา 50 ก็ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ‘พยานหลักฐานต้องผ่านการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจึงจะสามารถใช้ตัดสินคดีได้’ การตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอก็ไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย แต่ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและศาลตรวจสอบร่วมกับหลักฐานอื่นๆ ทั้งหมด จนแน่ชัดแล้วจึงใช้เป็นข้อสรุปในการตัดสิน”
“แต่ในคดีนี้ ช่วงการตรวจสอบกลับไม่ได้มีการพิจารณาร่วมกับหลักฐานอื่น กลับอ้างอิงเพียงผลดีเอ็นเออย่างเดียว แล้วสรุปว่าหลินฮ่าวเสวียเป็นผู้ต้องหา ดูเหมือนไม่สอดคล้องตามกฎหมาย”
“ในขณะเดียวกัน”
“ตามคำให้การของหลินฮ่าวเสวีย เขาได้อธิบายสาเหตุของรอยเลือดบนตัวไว้แล้ว”
“โดยปกติ คำให้การหรือคำอธิบายของผู้ต้องสงสัยถือเป็นหลักฐานสำคัญอีกด้านหนึ่ง เมื่อมีความขัดแย้งกับหลักฐานอื่น ก็ควรต้องตรวจสอบพิสูจน์ข้อเท็จจริงก่อน ซึ่งหมายความว่าต้องตรวจสอบรอยเลือดบนตัวหลินฮ่าวเสวียให้ชัดว่ามาจากอะไร จึงจะฟันธงว่าผลดีเอ็นเอนั้นสมบูรณ์”
“การหยิบยกเฉพาะผลตรวจดีเอ็นเออย่างเดียว ไม่ถือเป็นหลักฐานแน่นหนาตามที่กล่าวอ้าง และเมื่อผู้ต้องสงสัยได้ให้การโต้แย้ง ทางเจ้าหน้าที่ก็ต้องตรวจสอบอย่างถูกต้องตามขั้นตอน มิฉะนั้นจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าผลตรวจดีเอ็นเอนั้นถูกต้องแท้จริง”
“หรือจะพูดอีกอย่างได้ว่า ฝ่ายเราสงสัยที่มาของรายงานการตรวจดีเอ็นเอว่าถูกต้องหรือไม่”
พูดจบก็เท่ากับตั้งข้อสงสัยในความแท้จริงของพยานหลักฐานโดยตรง
ซูไป๋อ้างอิงข้อกฎหมายเกี่ยวกับนิยามของพยานหลักฐานและแนวทางการบังคับใช้
จากนั้นจึงเชื่อมโยงเข้ากับรูปคดี
และปิดท้ายด้วยการตั้งคำถามว่าจะใช้ดีเอ็นเอมาตัดสินว่าผู้ต้องสงสัยกระทำผิดโดยไม่ไตร่ตรองอย่างอื่นได้อย่างไร
ปกติหากพบดีเอ็นเอเป็นหลักฐานหลักก็จริง แต่อย่างน้อยต้องมีการประเมินคำให้การของผู้ต้องสงสัยด้วย
ถ้าผู้ต้องสงสัยไม่สามารถอธิบายหรือโต้แย้งหลักฐานได้ก็อีกเรื่องหนึ่ง
แต่เมื่อเขาโต้แย้งและให้คำอธิบายไว้แล้ว ก็ต้องตรวจสอบให้ครบกระบวนการตามกฎหมาย
หากไม่ตรวจสอบกลับตัดสินเลย นับว่าเป็นความไม่โปร่งใส
ไม่ใช่ว่าไม่รู้ แต่กลับทำกันแบบนี้ จะให้เชื่อได้อย่างไรว่าคดีนี้ไม่ใช่คดีที่เกิดจากการตัดสินผิด
ท่าทีของเหยียนเซี่ยงซ่างเมื่อฟังเช่นนี้ก็ถึงกับเหงื่อแตก เพราะนี่เป็นโจทย์ที่แก้ลำบากจริงๆ
ขณะเดียวกัน
นอกห้องพิจารณา
ในไลฟ์สดของหลัวต้าฉาง
มีผู้ชมมากมายกำลังถกเถียงกัน
“โอ้โห มาแล้วประเด็นเด็ดสุดของคดี”
“ฮ่าฮ่า ตอนแรกก็ว่าทนายฝ่ายตรงข้ามดูเหนือกว่า แต่เหมือนตอนนี้โดนฝั่งซูไป๋ตีกลับเต็มๆ”
“ถามแรงๆ แบบนี้ ต่อให้เป็นทนายฝั่งจำเลย ถ้าตอบไม่ดีอาจจบอาชีพเลยก็ได้”
“จากที่ซูไป๋ตั้งคำถาม ผมว่ารายงานดีเอ็นเอต้องมีพิรุธบางอย่าง ถ้าไม่มีก็คงไม่ถามแบบนี้”
“ผมรู้สึกว่าจริงๆ ตั้งแต่แรก ทนายฝั่งจำเลยเล่นประเด็นดีเอ็นเอขึ้นมาเอง สุดท้ายเลยเข้าทางฝ่ายซูไป๋”
“ถ้าไม่พูดเรื่องดีเอ็นเอ ฝ่ายซูไป๋ก็คงไม่เล่นงานแบบนี้ แต่ไหนๆ อีกฝ่ายเปิดประเด็นเองก็รับไปเต็มๆ”
“หลัวต้าฉางแล้วคุณว่าไง ดูท่าคดีนี้เป็นไงบ้าง”
“ใช่ บอกหน่อยสิอาจารย์หลัว”
หลัวต้าฉางตอบอย่างระมัดระวังว่า
“ตอนนี้ดูเหมือนฝ่ายโจทก์ได้เปรียบ แต่ก็ต้องขึ้นกับการพิจารณาของศาลอีกที เพราะเรายังไม่รู้หลักฐานหรือรายละเอียดที่แน่ชัดทั้งหมด”
ที่เขาพูดแบบแบ่งรับแบ่งสู้ก็เพราะไลฟ์อยู่ ไม่สามารถตัดสินล่วงหน้าว่าเป็นคดีผิดพลาดได้
ในขณะเดียวกัน
ที่เมืองเจียงตู
ในคอนโดแห่งหนึ่ง
เมื่อหูอวี้หลงได้ยินซูไป๋ถามแบบนั้นก็พลันอึ้ง
มองถ่ายทอดสดการพิจารณาอย่างตั้งใจ
ในใจคิดว่าทำไมเหยียนเซี่ยงซ่างถึงโต้กลับและปล่อยให้อีกฝ่ายตีกลับมาได้ง่ายๆ
ตอนแรกก็ดูโอเค แต่พอมาเจอแบบนี้กลับเป็นฝ่ายตรงข้ามเสียเองที่พลิกสถานการณ์
หูอวี้หลงขมวดคิ้วด้วยความกังวล
เพราะหากคดีนี้พลิกได้ ผลลัพธ์จะน่ากลัวยิ่งนัก
เขาทำได้เพียงลุ้นให้เหยียนเซี่ยงซ่างแก้สถานการณ์ให้ได้
ทางฝั่งอัยการอย่างข่งเจี้ยนถู่ก็โล่งใจที่ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องมากนัก
ไม่อย่างนั้นหลังจบคดีอาจเดือดร้อนถึงขั้นเสียตำแหน่ง
เป็นทนายคดีอาญามือหนึ่งของประเทศ สมคำร่ำลือจริงๆ
ข่งเจี้ยนถู่ยิ่งรู้สึกว่าต้องระวังคำพูดมากกว่าเดิม
ในห้องพิจารณา
เหยียนเซี่ยงซ่างมองไปที่บัลลังก์ มองไปอีกทีก็เห็นหลี่เสวี่ยเจินกำลังจ้องเขาอย่างตื่นเต้น
พอรับรู้ว่าสายตาอีกฝ่ายจับมาที่ตัวเอง เขาก็เผลอหันไปสบตาอย่างไม่ตั้งใจ
ในตอนนั้นเจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าหลี่เสวี่ยเจินคิดอะไรอยู่
หวังเจี้ยนจวินในฐานะผู้พิพากษา มองไปยังสองผู้ช่วยพิพากษาที่นั่งข้างๆ คือโจวอวิ๋นและจูเฉาหยาง
เมื่อทั้งสองพยักหน้าให้ เขาจึงเคาะค้อนบนบัลลังก์
“สรุปประเด็นโต้แย้งของฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย สรุปได้ว่าฝ่ายโจทก์เห็นว่าฝ่ายจำเลยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอ แต่กลับยื่นเรื่องให้อัยการ เป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน มีความประมาทเลินเล่อ และสงสัยว่าพยานหลักฐานอาจผิดพลาด ส่วนฝ่ายจำเลยยืนยันว่าตนเองไม่ผิด โดยชูหลักฐานดีเอ็นเอเป็นหลัก และใช้หลักฐานนี้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่า การตัดสินครั้งแรกไม่ถูกต้อง”
“ฝ่ายอัยการมีอะไรจะแถลงหรือไม่”
ข่งเจี้ยนถู่รีบปฏิเสธทันที เขาเองต้องสงวนท่าที
“ท่านผู้พิพากษา ฝ่ายเราไม่มีอะไรจะชี้แจง”
หวังเจี้ยนจวินจึงเคาะค้อนอีกครั้ง
“ดี ประเด็นโต้แย้งหลักของทั้งสองฝ่ายอยู่ที่ว่า ‘รายงานดีเอ็นเอ’ เพียงพอหรือไม่ในการยืนยันความผิดของหลินฮ่าวเสวีย มีใครในสองฝ่ายติดใจสงสัยประเด็นนี้อีกไหม”
ซูไป๋ว่า “ฝ่ายผมไม่มีข้อโต้แย้งเพิ่มเติม”
เหยียนเซี่ยงซ่างก็ว่า “ฝ่ายผมก็ไม่มี”
“ถ้าเช่นนั้นก็ให้ทั้งสองฝ่ายถกเถียงกันต่อในประเด็นนี้โดยตรง ฝ่ายโจทก์มีอะไรจะเสนอเพิ่มเติมอีกไหม”
ซูไป๋ว่า
“ผมขอตั้งข้อสงสัยว่ารายงานตรวจดีเอ็นเอที่อีกฝ่ายส่งมานั้นอาจเป็นรายงานปลอม ผมขอให้พิสูจน์ที่มาและความถูกต้องของรายงานนี้ ว่ามาจากกระบวนการที่ถูกต้องหรือไม่ และมีการปลอมแปลงหรือไม่”
หวังเจี้ยนจวินเคาะค้อน
“อนุญาตให้สอบถาม ฝ่ายจำเลยต้องรับรองและพิสูจน์ความถูกต้องของรายงานดีเอ็นเอในส่วนกระบวนการให้ชัดเจน”
“ได้ครับ”
เหยียนเซี่ยงซ่างตอบ ก่อนส่งเอกสารเตรียมไว้ให้เจ้าหน้าที่ศาล
พอหวังเจี้ยนจวินตรวจแล้วก็มอบให้ซูไป๋ต่อ
ซูไป๋เพียงกวาดตาดู จากนั้นก็เอ่ยถามอีก
“ผมขอถามฝ่ายจำเลยอีกครั้ง คุณยืนยันได้อย่างไรว่า รายงานนี้ไม่ใช่ของปลอม”
“หมายความว่าไง รายงานนี้ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว จะปลอมได้อย่างไร ถ้าคุณไม่เชื่อสามารถตรวจสอบซ้ำได้”
เหยียนเซี่ยงซ่างตอบกลับ
แต่ซูไป๋ก็มองหน้าเขาอย่างไม่ละสายตา
ทำเป็นไม่เข้าใจใช่ไหม
ผมถามคือจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าไม่ได้จัดฉากหรือสวมรอย
รายงานดีเอ็นเอนี้คือการใส่ความใช่ไหม อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่องสิ