บทที่ 140 โอ้โห นี่คิดจะกัดคืนใช่ไหม? (ฟรี)
คดีของเหอตงเซิง ตอนนี้ไม่มีทางจะไกล่เกลี่ยหรือให้ศาลทำการไกล่เกลี่ยเพื่อเดินหน้าคดีได้อีกแล้ว
ทั้งสองฝ่ายไม่ยอมรับการไกล่เกลี่ย ไม่ว่าศาลจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยหรือให้เจรจากันเอง ต่างฝ่ายต่างเตรียมขึ้นศาลเพื่อสู้คดีโดยตรง
ศาลกลางหนานตูจึงได้ทำการสอบถามเป็นครั้งสุดท้าย ว่าทั้งสองฝ่ายยังต้องการไกล่เกลี่ยอยู่ไหม
เมื่อรู้ว่าทั้งสองฝ่ายไม่ยอมรับการไกล่เกลี่ยต่อ
ทางศาลก็แจ้งให้คู่ความทั้งสองฝ่ายเตรียมตัวและให้มาตามวันเวลาที่กำหนดในการเปิดการพิจารณาคดี
ครั้งนี้ ศาลกำหนดใช้รูปแบบเดียวกับคดีธนาคารหวังลี่
คือรวมคดีพิจารณาพร้อมกัน
เช้าวันที่เปิดศาล เวลาประมาณ 9 โมงครึ่ง
เวลานัดพิจารณาคือ 10 โมงเช้า
ในห้องพักรอการพิจารณาของศาล
หลี่เสวี่ยเจินนั่งตัวตรง กอดอกเล็กน้อย ใจลอยเล็กน้อย ดวงตาเหม่อเล็กน้อย มองไปข้างหน้าอย่างว่างเปล่า เธอนั่งอยู่ข้างๆ ซูไป๋
ซูไป๋เห็นท่าทางของหลี่เสวี่ยเจินแล้วก็แอบถอนหายใจ
ท่าทางเสี่ยวหลี่แบบนี้...
ดูออกเลยว่ากำลังจะคิดเรื่องอะไร
เฮ้อ...
ยิ่งเดินก็ยิ่งล้ำลึกไปอีกจริงๆ
…
อีกสองห้องพักรอ
ห้องหนึ่งคือทีมกฎหมายของบริษัทประกันเฉวียนอัน หลี่ซวงจวิน และ กู้ปิน อีกห้องคืออัยการ
ที่ห้องพักรอของเฉวียนอัน
กู้ปินยื่นเอกสารที่จัดเตรียมให้หลี่ซวงจวิน
“คดีนี้นายเป็นทนายหลักในการสู้คดี นี่คือเอกสารที่เกี่ยวข้อง ฉันเตรียมไว้ครบแล้ว”
“ในเอกสารมีประเด็นต่างๆ ที่น่าจะเป็นไปได้ว่าฝ่ายทนายไป๋จวินอาจจะหยิบยกมาเล่นงานเรา ฉันเรียบเรียงไว้ครบแล้ว นายดูเพิ่มสักนิด เผื่อเตรียมพร้อมทางใจ”
“อืม!”
หลี่ซวงจวินพยักหน้ารับเอกสารจากกู้ปินมา แล้วกวาดตาดูอย่างรวดเร็ว พอจับประเด็นได้ก็วางรวมกับเอกสารอื่น
แล้วก็
ใกล้เวลา 10 โมง
เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาแจ้งให้ทุกฝ่ายเข้าไปในห้องพิจารณา
เมื่อเข้าห้องพิจารณา
ฝั่งจำเลยซึ่งก็คือหลี่ซวงจวินกับกู้ปิน นั่งตรงข้ามกับฝั่งของซูไป๋
หลี่ซวงจวิน เงยหน้ามองซูไป๋แว้บหนึ่ง
สายตานั้นหลี่เสวี่ยเจินดันสังเกตเห็นเข้า
หลี่เสวี่ยเจิน: ???
มองอะไร มองทนายซูทำไม?
ได้เลย คดีนี้จะเล่นงานแก!
หลี่เสวี่ยเจินจ้องเขม็งไปที่หลี่ซวงจวิน
ระหว่างที่หลี่ซวงจวินนั่งจัดเอกสารก็รู้สึกแปลกๆ เงยหน้าขึ้นมองฝั่งตรงข้ามอีกที
สบตากับหลี่เสวี่ยเจิน: ???
สายตานี่มันแปลกๆ นะ
ทำไมรู้สึกแปลกๆ แบบนี้?
แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เบือนหน้าหนีแล้วหันไปตรวจเอกสารต่อ
ตอนนั้นเอง เลขานุการศาลกำลังประกาศกฎระเบียบในห้องพิจารณา
“ข้อแรก: …”
“ข้อสอง: …”
“ข้อสาม: …”
“ข้อสี่: …”
…
หลังจากอ่านจบ
เลขานุการศาลกล่าวว่า “ขอทุกฝ่ายลุกขึ้นยืน ขณะนี้ท่านผู้พิพากษาและคณะผู้พิพากษากำลังเดินเข้ามา”
ฟึ่บฟั่บ
ทุกคนในห้องพิจารณาลุกขึ้นยืน
หัวหน้าผู้พิพากษาตู้หลินมู่ และผู้พิพากษาอีกสองท่านเดินเข้ามานั่งที่บัลลังก์
ตู้หลินมู่มองรอบห้องแล้วพูด “นั่งลงได้”
เมื่อสิ้นเสียง
ทุกคนก็นั่งลงที่เดิม
จากนั้นผู้พิพากษาตู้หลินมู่เคาะค้อนศาล
“เปิดการพิจารณา”
ตึง ตึง ตึง
เสียงค้อนดัง
แล้วการไต่สวนก็เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ
ตู้หลินมู่เปิดดูเอกสารบนโต๊ะ ก่อนกล่าวว่า “เนื่องจากขณะนี้เริ่มการไต่สวนอย่างเป็นทางการ ขอให้คู่ความทุกฝ่ายชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับตนเองก่อน”
“ฝั่งโจทก์ ขอให้แนะนำตัว”
“ได้ครับ ท่านผู้พิพากษา”
ซูไป๋ เงยหน้าไปทางตู้หลินมู่ ส่งสัญญาณเล็กน้อย
ครั้งนี้เขาเคยตรวจสอบรายชื่อคณะผู้พิพากษามาบ้างแล้ว
แต่ไม่ใช่เพราะซูไป๋ไปตามสืบเอง
เป็นหลี่เสวี่ยเจินที่ไปสืบมา แล้วมาเล่าให้เขาฟัง
เป้าหมายก็เพื่อ “ภารกิจใหญ่” บางอย่าง
เพียงแต่อันนี้ทำให้หลี่เสวี่ยเจินผิดหวังนิดหน่อย เพราะผู้พิพากษาคณะนี้ไม่ได้มีอะไรน่าสงสัย ไม่มีข้อมูลปัญหาที่ติดขัด
ซึ่งหมายความว่าคณะผู้พิพากษาชุดนี้ไม่ค่อยมีข้อผิดพลาดสำคัญๆ คำพิพากษาที่ผ่านมาก็โอเค ไม่มีใครติอะไรหนัก จัดว่ามีความเป็นมืออาชีพพอสมควร
นี่ก็หมายความว่า ทางศาลกลางหนานตูเองก็ให้ความสำคัญกับคดีนี้มาก เลือกผู้พิพากษาที่ค่อนข้างเชี่ยวชาญมาดูแล
“ท่านผู้พิพากษา ฝั่งผมมีตัวแทนออกศาลคือสำนักงานกฎหมายไป๋จวิน เมืองหนานตู ผมชื่อซูไป๋และผู้ช่วยทนายความหลี่เสวี่ยเจิน รวมถึงโจทก์เหอตงเซิง”
พอซูไป๋ พูดจบ
ผู้พิพากษาตู้ก็หันไปถามฝ่ายอื่นต่อ
“ฝ่ายจำเลยแนะนำตัว”
หลี่ซวงจวินพูด “ฝั่งผมเป็นทีมกฎหมายบริษัทประกันเฉวียนอัน ผมชื่อหลี่ซวงจวิน นี่ก็คือกู้ปิน”
“ฝ่ายอัยการแนะนำตัว”
“ผมอัยการ หูปิง”
ตู้หลินมู่เคาะค้อน
ตึง ตึง
หลังจากตรวจสอบข้อมูลคู่ความว่าอยู่ครบแล้ว จึงพูดต่อ “คดีนี้รับมาที่ศาลชั้นกลางหนานตู และมีคณะผู้พิพากษาประกอบด้วยหัวหน้าผู้พิพากษาตู้หลินมู่ ผู้พิพากษาจางฮวน และผู้พิพากษาหลี่เฉิงซิ่ว”
“ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นว่าผู้พิพากษามีเหตุขัดกันและจำเป็นต้องขอให้ถอนตัว สามารถยื่นได้ทันที ฝ่ายใดมีอะไรสงสัยอยากยื่นขอให้ถอนตัวหรือไม่?”
ซูไป๋: “ไม่มีครับ ไม่ขอให้ถอน”
หลี่ซวงจวิน: “ไม่มีครับ ไม่ขอให้ถอน”
หู ปิง: “ไม่มีครับ ไม่ขอให้ถอน”
ตู้หลินมู่เคาะค้อนอีกครั้ง
ตึง ตึง
“ไม่มีฝ่ายใดยื่นขอถอนให้ตัว งั้นมาเข้าสู่การอ่านสาเหตุของคดี”
“สาเหตุของคดีคือฝ่ายโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาชั้นต้นไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง อ้างว่าบริษัทประกันเฉวียนอันจงใจกล่าวหาและนำพาให้มีการตั้งข้อหา จึงขอให้ศาลยกเลิกคำพิพากษาชั้นต้นและขอให้บริษัทประกันเฉวียนอันรับผิดชอบค่าเสียหาย รวมถึงชดใช้ค่าประกัน”
“ใช่ตามที่ยื่นมาหรือไม่?”
ฝั่งบริษัทประกันเฉวียนอัน หลี่ซวงจวินกับกู้ปินได้ยินแล้วก็ขมวดคิ้ว
โจทก์เล่นโยนความผิดให้บริษัทประกันเต็มๆ
แต่พอเป็นนักกฎหมายตัวเก๋า สู้คดีมามาก ก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรมากไปกว่าขมวดคิ้วนิดหน่อย
เพราะถ้าสุดท้ายไม่ได้ชนะ ก็เท่านั้นเอง จะโยนความผิดยังไงก็ไม่เกิดประโยชน์
ซูไป๋ได้ยินคำถามของผู้พิพากษาก็ตอบ
“ท่านผู้พิพากษา ใช่ครับ”
ตู้หลินมู่ เคาะค้อน
ตึง ตึง
“คู่ความโจทก์รับว่าเป็นสาเหตุคดีตามนั้น งั้นขอให้แต่ละฝ่ายแถลงคำฟ้องและข้อเท็จจริงกฎหมายตามกระบวนการ เริ่มจากโจทก์ก่อน”
“เชิญครับ”
ผู้พิพากษาตู้หันมามองฝั่งโจทก์
ซูไป๋พยักหน้าเบาๆ ก้มดูเอกสารนิดหน่อยก่อนจะลุกขึ้น
“ครับ ท่านผู้พิพากษา”
“คำฟ้องของผมมีดังนี้”
“หนึ่ง ผมเห็นว่าคำพิพากษาชั้นต้นผิดไปจากข้อเท็จจริง ฝั่งผมไม่ได้มีเจตนาหลอกเอาเงินประกัน จึงขอให้ศาลยกเลิกคำพิพากษาชั้นต้น และขอให้ตัดสินว่าผมไม่มีความผิด”
“สอง จากการที่บริษัทประกันเฉวียนอันร้องทุกข์ต่อเหอตงเซิง ผมมองว่ามีเจตนากล่าวหาโดยไม่สุจริต จึงขอให้บริษัทประกันเฉวียนอันทำหนังสือขอโทษต่อหน้าสาธารณะ ชดใช้ค่าเสียหาย และต้องรับผิดตามกฎหมายข้อหากล่าวหาเกินจริง”
“สาม การที่เรายื่นขอเงินชดเชยตามกรมธรรม์ประกันนั้น ก็เป็นการเรียกร้องตามสัญญา ถือเป็นสิทธิที่พึงได้ และเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ผมเรียกร้องให้ฝ่ายนั้นต้องจ่ายค่าสินไหมประกันเป็นจำนวน 958,674.52 หยวน”
“สี่ การที่ฝ่ายนั้นจงใจกล่าวหาเหอตงเซิง ได้ก่อให้เกิดความเสียหายทางจิตใจอย่างร้ายแรง ฝั่งผมขอให้พวกเขาชดใช้ค่าเสียหายทางจิตใจเป็นเงิน 46,852.47 หยวน”
“ห้า ผมขอให้ฝ่ายนั้นชำระค่าธรรมเนียมศาลและค่าทนายความทั้งหมด”
“ท่านผู้พิพากษา ผมขอจบการแถลงครับ”
ระหว่างที่ซูไป๋พูด หลี่ซวงจวินและกู้ปินนั่งจดข้อมูลที่ซูไป๋อ้างเรียงมา
พอพูดจบ ทั้งสองมองหน้ากันนิดหน่อยแล้วก็ขมวดคิ้ว
สรุปคำฟ้องของอีกฝ่าย...
สิ่งสำคัญที่สุดคือข้อแรกและข้อสอง
โดยเฉพาะข้อสอง...
บอกว่าบริษัทประกันเฉวียนอันตั้งใจใส่ร้ายเหอตงเซิง และขอให้แถลงขอโทษต่อสาธารณะ
ต้องรู้ว่าตอนนี้บริษัทประกันเฉวียนอันกำลังจะจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ พอดีเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
ถ้าเกิดแพ้คดี แล้วต้องออกแถลงการณ์ขอโทษจริงๆ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องจดทะเบียนเลย มีสิทธิ์ล้มไม่เป็นท่า จนเกือบจะเจ๊งกันทีเดียว
สำหรับบริษัทประกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ชื่อเสียง” เพราะถึงแม้หลายคนจะมองว่าประกันมักไม่ค่อยจ่ายอยู่ดี แต่คนที่มาซื้อประกันจริงๆ ก็ยังเชื่อว่าบริษัทน่าเชื่อถือ ถ้าเขาเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจในความซื่อสัตย์ของบริษัท คนก็ไม่ซื้อและธุรกิจก็พัง
ถ้าแพ้คดีนี้ ชื่อเสียงก็เสียหายยับ คนร่วมตลาดเดียวกันคงแย่งลูกค้าไปหมด
ถึงว่า หวังไห่หยางถึงได้ย้ำว่าถ้าไกล่เกลี่ยหรือต่อรองนอกศาลได้ก็ควรทำ เพราะเสี่ยงแพ้ไม่ได้ ทางบริษัทยอมไม่ได้
“ตามที่เราวิเคราะห์ไว้เลย ฝั่งโน้นยื่นคำฟ้องมาแบบนี้ แย่แน่ คดีนี้สู้ไม่ง่าย”
“ต่อให้ยากยังไงก็ต้องสู้ ต้องชนะด้วย ที่สำคัญตอนนี้ยังไม่เห็นหลักฐานชิ้นไหนที่พิสูจน์ว่าเขาไม่ผิด ถ้าไม่มีหลักฐาน ก็ไม่มีผลอะไรอยู่ดี”
หลี่ซวงจวินว่าเสร็จก็เห็นกู้ปินพยักหน้า “อืม!”
ผู้พิพากษาตู้เคาะค้อนอีกครั้ง
ตึง ตึง
“ฝ่ายโจทก์แถลงคำฟ้องเสร็จแล้ว ขอให้อัยการแถลง”
ตึง ตึง
อัยการหูปิงลุกขึ้นหยิบเอกสารที่เตรียมไว้ก่อนหน้า วางต่อหน้าตัวเอง
คดีนี้เขาเป็นฝ่ายกลาง
เขาดูข้อมูลแล้ว เหอตงเซิงก็ดูมีพิรุธเหมือนจะหลอกเงินประกัน แต่ศาลรับฟ้องอุทธรณ์ ก็น่าจะมีหลักฐานใหม่บางอย่างที่เข้าข่าย
ตอนนี้ในฐานะอัยการ เขาประเมินว่าถ้าไม่มีหลักฐานเด็ดใหม่ที่ยืนยันว่าตัวเหอตงเซิงไม่ผิด ก็ยังเชื่อว่าเหอตงเซิงมีความผิดฐานหลอกเอาเงินประกัน
เขาจึงแถลง
“ฝั่งอัยการเห็นว่าเหอตงเซิง มีพฤติการณ์หลอกเอาเงินประกัน ดูจากพยานหลักฐานโดยรวมก็ชัดเจน”
“เว้นเสียแต่ อีกฝ่ายจะมีหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าปราศจากการหลอกเอาเงินประกันอย่างแท้จริง”
“ถ้าไม่มีหลักฐานสำคัญที่ว่ามา ผมยังเห็นว่าควรยืนคำพิพากษาชั้นต้นตามเดิม ให้ยกคำฟ้องที่ขอให้ยกเลิก”
“ฝั่งอัยการแถลงจบครับ”
ผู้พิพากษาตู้พูดต่อ “ฝั่งจำเลยคือบริษัทประกันเฉวียนอัน แถลง”
พอได้ยินเสียงผู้พิพากษาเรียก หลี่ซวงจวินก็ลุกขึ้น
“ท่านผู้พิพากษา ฝั่งผมเห็นว่าข้อกล่าวหาของโจทก์ที่อ้างว่าบริษัทประกันเฉวียนอันจงใจกล่าวหา ไม่มีมูลความจริง”
“เพราะเหอตงเซิง มีพฤติการณ์หลอกเงินประกันจริงๆ ไม่ใช่เรื่องที่พวกเรากุขึ้น ศาลถึงได้มีการพิจารณา ลงโทษโดยกระบวนการของกฎหมาย ไม่ใช่ว่าบริษัทประกันเฉวียนอันจะเข้าไปชี้นำหรือมีอำนาจไปสั่งใครได้ เหอตงเซิง ถ้าไม่ผิดจะมีกระบวนการตั้งข้อหาได้ยังไง”
“ดังนั้นคำกล่าวหาโจทก์ที่ว่าพวกเรา ‘จงใจกล่าวหา’ นั้น ผมมองว่าเป็นการหมิ่นประมาทบริษัท และทำลายชื่อเสียงของบริษัทอย่างร้ายแรง ฝั่งผมจึงขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์ และให้ฝ่ายนั้นขออภัยต่อบริษัท ฐานทำให้เสียชื่อเสียง”
“ผมแถลงจบครับ ท่านผู้พิพากษา”
ทันทีที่จบ
ซูไป๋: ???
โอ้โห ฝั่งโน้นโดนเราฟ้องหาว่าจงใจใส่ร้าย พอมาอีกทีกลับฟ้องเราว่าทำให้เสียชื่อเสียงซะงั้น
นี่กล้าดีเนอะ
มีหรือไม่มีเจตนาใส่ร้าย ตัวเองจะไม่รู้เหรอ หรือกล้าไม่มีทางยอมรับกันแน่ สุดยอดทนายเก๋าเกมแท้ๆ ปุ๊บปั๊บเล่นกลับด้วยข้อหาทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
ในขณะเดียวกัน
หลังแถลงเสร็จ
หลี่ซวงจวินยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบตามองมาทางซูไป๋อีกครั้ง
ความหมายประมาณว่าถ้าแกไม่มีหลักฐานเด็ดจริง แกโดนฟ้องกลับแน่
ถ้าเขาชนะคดี ก็จะเอาเรื่องกลับ โทษฐานใส่ความบริษัทประกันเฉวียนอันให้เสื่อมเสีย
ตั้งแต่เคยสู้คดีมา เขาไม่เคยแพ้คดีที่ซับซ้อนขนาดนี้
เขามองไปที่ซูไป๋
ซึ่งซูไป๋กำลังยิ้มมองกลับมาพอดี
หลี่ซวงจวิน: ???
ซูไป๋: แล้วนายมั่นใจได้ไงว่าจะชนะล่ะ?