บทที่ 155 คุณยังอยากคัดค้านอีกเหรอ? ตัดสินโทษคุณแน่นอน! (ฟรี)
นอกห้องพิจารณาคดี
หวังอู่ในตอนที่ได้ยินคำแก้ต่างของซูไป๋ คนทั้งคนของเขาถึงกับชาจนพูดไม่ออก…
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ๆ เอาแค่ประโยคพวกนี้…
ในยุคอินเทอร์เน็ตปัจจุบัน…
ถ้าประโยคนี้ถูกเผยแพร่ออกไป จะเป็นการทำลายชื่อเสียงของธนาคารหนานตูอย่างใหญ่หลวงแน่นอน!
ซูไป๋จากสำนักงานกฎหมายไป๋จวินกำลังจะทำอะไรกันแน่!
ครั้งที่แล้วทำให้ผลงานของธนาคารหนานตูตกต่ำลง มาครั้งนี้ยังมาเล่นมุกนี้อีก อยากจะทำอะไรกัน?!
“ก็แค่ปล่อยเงินกองทุนกำกับดูแลแบบผิดกฎไปนิดเดียว จะเป็นอะไรนักหนา?!”
หวังอู่ขยี้หว่างคิ้วตัวเอง ตอนนั้นเขาเองก็ยอมหลับหูหลับตาทำเป็นมองไม่เห็นเพราะดอกเบี้ยบางส่วนจริง ๆ
แต่ใครจะคาดคิดว่าจะก่อปัญหาใหญ่ขนาดนี้
“เฮ้อ…”
หวังอู่ดื่มน้ำหนึ่งอึก สูดหายใจยาวเพื่อระงับอารมณ์โกรธเกรี้ยว จากนั้นจึงตั้งสมาธิไปที่การพิจารณาคดีในศาลต่อ
...
ในห้องพิจารณาคดี
หลี่เสวี่ยเจินมองดูสวี่จื้อเฉียงอย่างตื่นเต้นสุด ๆ แทบไม่อยากกะพริบตา
จ้อง!
จ้อง!
จ้อง!
คำถามกดดันของทนายซู ทำเอาอีกฝ่ายเถียงไม่ออกแล้วล่ะสิ…?
แต้มผลงาน+++++
มันสุด ๆ ไปเลย!
หันไปมองทางฝั่งจำเลยที่นั่งแทนธนาคารหนานตู สวี่จื้อเฉียงขมวดคิ้วแน่น
ดวงตาจ้องไปที่ซูไป๋ไม่ละ ไม่รู้ว่าต่อไปจะโต้แย้งในมุมไหน
บนบัลลังก์ผู้พิพากษา
จูเหอฟังคำชี้แจงของซูไป๋จบ ก็นิ่งคิดอยู่หลายวินาที
ปัง ปัง ปัง!
เสียงค้อนเคาะของศาลดังขึ้น
“ขอให้ตัวแทนตามกฎหมายของธนาคารหนานตูแถลงแก้ต่างได้”
แรงกดดันตกมาที่สวี่จื้อเฉียง
สวี่จื้อเฉียงมองเอกสารการพิจารณาคดีตรงหน้า ก่อนจะตัดสินใจวางมันลงข้าง ๆ
สิ่งที่ซูไป๋ถามมาต่อเนื่องชุดใหญ่
จุดสำคัญก็คือ การเน้นให้เห็นผลประโยชน์ร่วมกัน ว่าธนาคารหนานตูที่ปล่อยกองทุนกำกับดูแลอย่างผิดกฎ เกี่ยวพันกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ล่ม
ต่อให้เจาะจุดนี้…
สวี่จื้อเฉียงก็ทำได้แค่สูดหายใจลึก ก่อนเปิดปากพูดว่า
“ผมขอถามตัวแทนโจทก์หน่อยว่า”
“คำถามของฝ่ายคุณ อ้างจากข้อกฎหมายข้อไหนที่บอกว่าพวกผมได้ดอกเบี้ยสูงลิ่ว จึงละเลยการกำกับดูแลกองทุน และต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือครับ?”
ซูไป๋: ???
สวี่จื้อเฉียงพูดแบบนี้ เหมือนกำลังขุดหลุมให้เขา
อะไรคือ ‘ได้รับดอกเบี้ยสูงลิ่ว’ จึงปล่อยปละละเลยกองทุนกำกับดูแลจนต้องชดใช้ล่ะ?
?!??
ซูไป๋มองสวี่จื้อเฉียงอย่างเรียบเฉย จากนั้นกล่าวต่อทันที
“ไม่ใช่ครับ…”
“ฝ่ายผมระบุตามข้อเท็จจริงว่า ธนาคารหนานตูได้กระทำผิดระเบียบในการกำกับดูแลเงินทุน รวมถึงกำกับดูแลไม่ทั่วถึง จนนำไปสู่การเกิดโครงการร้าง แต่ไม่ใช่เพราะได้รับดอกเบี้ยสูงแล้วกำกับดูแลไม่ทั่วถึงครับ”
“เปลี่ยนเป็นพูดอีกแบบก็คือ เนื่องจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ได้โยกย้ายถ่ายเทเงินทุน ฝั่งธนาคารหนานตูที่รับผิดชอบกำกับดูแลเงิน ก็มีส่วนรับผิดชอบในการติดตามดูแลเงินทุน”
“เมื่อบริษัทอสังหาโยกย้ายเงินทุนไปใช้ที่อื่น แต่ทางธนาคารไม่เพียงไม่ปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแล กลับยังปล่อยกองทุนกำกับดูแลอย่างผิดกฎ สุดท้ายถึงทำให้โครงการต้องล้ม ดังนั้นจึงต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ร่วมรับผิด”
สรุปสั้น ๆ
‘ดอกเบี้ยสูงลิ่ว’ กับ ‘การปล่อยกองทุนกำกับดูแลผิดระเบียบ’ เป็นเพียงเครื่องยืนยันว่า ธนาคารหนานตูมีความรับผิดชอบยิ่งขึ้น
แต่ไม่ใช่ประเด็นหลักของข้อโต้แย้งในครั้งนี้
ประเด็นหลักคือให้ธนาคารร่วมรับผิดชอบ
คำถามของสวี่จื้อเฉียงมันก็ชัดว่ากำลังขุดหลุม เพราะเรื่อง ‘ดอกเบี้ยสูง’ กับ ‘การกำกับดูแลที่ผิดกฎ’ มันไม่ได้มีความเชื่อมโยงกันขนาดนั้น
ถ้าเดินเกมตามประเด็นนี้ ต่อไปธนาคารอาจจะยกคำว่า “คนทำเป็นแค่พนักงานชั่วคราว” แล้วโทษเป็นความผิดส่วนบุคคลไป ซึ่งจะทำให้เรื่องซับซ้อนขึ้น
เท่ากับเบี่ยงประเด็นหลักของคดีนี้ไปเลย
โยนให้พนักงานชั่วคราวเหรอ? ฝันไปเถอะ!
สวี่จื้อเฉียงพูดต่อทันที:
“ขอถามทนายฝ่ายโจทก์ว่า คุณบอกว่าธนาคารผมต้องร่วมรับผิดชอบตามกฎหมาย คุณอ้างมาตราไหนในส่วนรับผิดชอบร่วม?”
ในเมื่อเจาะจากจุดอื่นไม่ได้ สวี่จื้อเฉียงก็เลยเปลี่ยนมุมมาเล่นประเด็นทางกฎหมายแทน
เพื่อหวังพลิกสถานการณ์ที่เป็นรองอยู่ตอนนี้
ซูไป๋เมื่อได้ยินคำถาม ก็ย้อนกลับทันทีโดยไม่ต้องคิด:
“ตามสัญญาระหว่างคู่สัญญา ถ้าธนาคารกำกับดูแลเงินทุนไม่รัดกุม หรือถึงขั้นปล่อยกู้ผิดกฎ ธนาคารก็ต้องรับผิดชอบสิครับ?”
“ธนาคารหนานตูมีความสัมพันธ์อย่างไรกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์หนานตู?”
“ตามสัญญา…”
“บริษัทอสังหา ต้องรับประกันว่าจะส่งมอบบ้านให้ผู้ซื้อบ้านตามกำหนด”
“ส่วนธนาคารในฐานะที่ให้กู้และดูแลเงินกู้ ก็ต้องรับผิดชอบต่อเงินของผู้ซื้อบ้านเหมือนกัน”
“ตามกฎหมายว่าด้วยการรับประกันร่วม ธนาคารหนานตูและบริษัทอสังหาริมทรัพย์หนานตูมีหน้าที่ร่วมกันในการส่งมอบบ้านแก่ผู้ซื้อ”
“ถ้าในระหว่างนี้ ธนาคารไม่ได้ปกป้องเงินกองทุนกำกับดูแลจนทำให้บ้านกลายเป็นโครงการร้าง ธนาคารก็ต้องรับผิดชอบร่วมในบางส่วน”
สวี่จื้อเฉียงโต้กลับ: “แต่ธนาคารต้องรับผิดชอบแค่ในส่วนของเงินกองทุนกำกับดูแลก็พอแล้ว ธนาคารจะควบคุมว่าอสังหาจะล้มหรือไม่ล้มได้ยังไง?”
ซูไป๋พูดต่อ:
“ถ้าธนาคารไม่ปล่อยกองทุนกำกับดูแลออกไปผิดระเบียบ แล้วดูแลเงินอย่างเคร่งครัด บริษัทหนานเจี้ยนจะเอาเงินกำกับดูแลไปใช้ที่อื่นไหม? ถ้าเงินกำกับดูแลไม่ถูกโยกย้าย จะเกิดโครงการร้างได้ไหม?”
“ขอให้ตัวแทนธนาคารตอบคำถามนี้ตรง ๆ ด้วยครับ”
สวี่จื้อเฉียง: ……
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดโต้ตอบกลับไป
บนบัลลังก์ผู้พิพากษา
จูเหอก็เคาะค้อนอีกครั้ง
ปัง ปัง ปัง!
ขั้นตอนการโต้แย้งของทั้งสองฝ่าย เข้าสู่ช่วงท้ายแล้ว
ดูจากกระบวนการและผลการอภิปรายในครั้งนี้
เห็นชัดว่าการที่ธนาคารทำผิดระเบียบในการกำกับดูแลกองทุน เป็นเหตุให้บริษัทอสังหาต้องล้มโครงการ
ธนาคารย่อมต้องร่วมรับผิดชอบแน่นอน
แต่!
การแบ่งสัดส่วนรับผิดว่าฝ่ายใดผิดมากผิดน้อยก็ยังต้องแยกอีกที
ถึงตอนนี้ ทั้งสองฝ่ายโต้แย้งกันจนมีบทสรุปในระดับหนึ่งแล้ว เพียงแต่ยังมีรายละเอียดที่ต้องชัดเจนอยู่บ้าง
จูเหอจัดเรียงความคิดในหัวก่อนพูดขึ้น:
“สำหรับคำแถลงของทั้งสองฝ่าย คณะผู้พิพากษาได้รับฟังครบถ้วนแล้ว”
“นอกจากประเด็นข้างต้น ฝ่ายโจทก์และจำเลยธนาคารหนานตู ยังมีประเด็นอื่นอีกไหม”
คดีนี้เนื้อหาโดยสรุปคือการพิจารณาว่าธนาคารทำผิดระเบียบ และต้องร่วมรับผิดชอบหรือไม่
ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก
หลักฐานชัดเจน ไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โต
ที่สำคัญ ธนาคารเป็นฝ่ายผิดหลัก ๆ สวี่จื้อเฉียงเองก็รู้ดีว่าคดีนี้สู้ยากตั้งแต่ก่อนเข้าศาลแล้ว
พอถกเถียงกันถึงขั้นนี้ ทั้งสองฝั่งคงไม่น่ามีประเด็นอะไรเพิ่ม
ซูไป๋: “ท่านผู้พิพากษา ฝ่ายผมไม่มีประเด็นเพิ่มเติมแล้วครับ”
สวี่จื้อเฉียง: “ทางฝ่ายผมก็ไม่มีครับ”
ปัง ปัง ปัง!
จูเหอก้มลงดูเอกสารสักพัก ก่อนจะเงยหน้าจากฝั่งซูไป๋ไปที่สวี่จื้อเฉียง
“จากข้อโต้แย้งของทั้งสองฝ่าย คณะผู้พิพากษาได้ทำการสรุปไว้เรียบร้อย”
“ต่อไป คณะผู้พิพากษาจะสอบถามบางประเด็นกับทั้งสองฝ่าย”
“ธนาคารหนานตู คุณยอมรับหรือไม่ว่าคุณได้ปล่อยกองทุนกำกับดูแลผิดระเบียบ และดูแลเงินกองทุนไม่ทั่วถึง?”
สวี่จื้อเฉียง: “ยอมรับครับ”
“ถ้าเช่นนั้น ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดร่วม คุณคิดว่าเหตุผลหลักที่ธนาคารคุณไม่ต้องรับผิดคืออะไร…?”
“ฝ่ายผมเห็นว่าควรรับผิดเฉพาะส่วนบกพร่องด้านการกำกับดูแลกองทุน แต่ไม่ควรรับผิดเรื่องโครงการร้าง เนื่องจากต้นเหตุของการล้มมาจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์หนานเจี้ยน…”
ปัง ปัง!
“ฝั่งบริษัทอสังหาริมทรัพย์หนานเจี้ยน คุณเห็นด้วยกับมุมมองนี้ไหม…?”
คำพูดนี้ทำให้ประเด็นมาตกอยู่ที่บริษัทหนานเจี้ยนทันที
เมื่อถูกถามแบบนี้
หวังเจียงหยางก็ต้องเลือกยืนข้างซูไป๋อย่างเห็นได้ชัด
ทำไมถึงต้องทำอย่างนั้น?
เพราะถ้าธนาคารไม่ต้องรับผิดเลย บริษัทอสังหาจะกลายเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด
ถึงแม้จะเข้าสู่กระบวนการล้มละลายไปแล้ว แต่การแบ่งสัดส่วนความรับผิดชอบยังต้องชัดเจน
สวี่จื้อเฉียง: ???
นี่เล่นงานฉันเรอะ!
หวังเจียงหยาง: ก็นายโยนความรับผิดทั้งหมดให้เราเอง จะให้ทำยังไง…?
ทำได้แค่…
พยายามผลักประเด็นออกจากตัวเองนั่นล่ะ
อีกอย่าง ต่อให้พูดยังไง ท่านผู้พิพากษาก็คงมีคำตัดสินอยู่ในใจแล้ว ไม่ใช่หรือว่าจะเปลี่ยนคำตัดสินง่าย ๆ…
คิดว่าผู้พิพากษาศาลสูงไม่มืออาชีพหรือไง?!
…
เมื่อหวังเจียงหยางให้การจบ บนบัลลังก์ผู้พิพากษา จูเหอก็เคาะค้อนอีกครั้ง
ปัง ปัง ปัง!
“ศาลขอพักการพิจารณาชั่วคราว!”
“อีก 30 นาทีจะเปิดศาลต่อ”
เสียงค้อนอันหนักแน่นดังขึ้น แล้วผู้พิพากษาทั้งสามในคณะผู้พิพากษาก็ลุกออกจากตำแหน่ง
ขณะเดียวกัน ภายนอกศาล ในภาพถ่ายทอดสดก็เปลี่ยนไปยังจุดอื่น
ในห้องถ่ายทอดสด
“ทำไมพักพิจารณาแล้วล่ะ? กำลังเข้มข้นอยู่เลย ยังไม่ตัดสินอีกเหรอ?”
“ใช่ ๆ! ไอ้ธนาคารหนานตูบ้านี่นะ น่าเกลียดจริง ๆ อยากเห็นพวกมันโดนตัดสินให้จ่ายเงินเต็ม ๆ ซะที!”
“ให้ศาลตัดสินให้ชดใช้ทั้งหมดไปเลยสิ!”
“ธนาคารหนานตูดูท่าทางจะไม่รอด ฉันว่าพักการพิจารณาแบบนี้ ต้องเป็นเพราะคณะผู้พิพากษากำลังถกกันเรื่องจะฟันธนาคารนี้แน่ ๆ!”
“มีแนวโน้ม!”
…
ในห้องถ่ายทอดสด
หลัวต้าฉางสรุปภาพรวมการโต้แย้งก่อนพักศาลให้ผู้ชมเข้าใจอย่างคร่าว ๆ
เหตุผลที่ต้องพักการพิจารณา…
ก็เพราะประเด็นหลักถูกแสดงจนเคลียร์แล้ว
ที่เหลือก็คือการชี้ขาดของศาลว่าธนาคารต้องร่วมรับผิดชอบโครงการร้างมากน้อยแค่ไหน จะลงเอยอย่างไรยังไม่อาจสรุป ต้องรอการหารือของคณะผู้พิพากษา
หลัวต้าฉางทำได้เพียงคาดเดาคร่าว ๆ ส่วนรายละเอียดจริง ๆ คงต้องรอดูคำตัดสินหลังจากนั้น
ในห้องพิจารณาคดี
หลี่เสวี่ยเจินขยี้ตา สูดหายใจยาวเบา ๆ
“เฮ้อ…พักพิจารณาแล้ว…”
ดวงตาได้พักสักครู่แล้ว
หลี่เสวี่ยเจินกระพริบตา แล้วหันไปหาซูไป๋: “ทนายซู…พักพิจารณาแล้วนะคะ”
ซูไป๋ยิ้มพลางพยักหน้า: “อืม พักแล้ว”
ด้านโจทก์
หม่าเฉิงก็พูดขึ้น: “ทนายซู…เมื่อกี้คุณพูดได้ถึงใจผมสุด ๆ …”
“ธนาคารหนานตูมันไม่มีเหตุผลที่จะปัดความรับผิดเลย! มันร่วมมือกับบริษัทอสังหา เพื่อหลอกเอาเงินจากคนซื้อบ้าน!”
“ถ้ามันเจ๊งก็ดีไปเลย!”
“อ้อ จริงสิ…”
“ทนายซู…คุณคิดว่าเราจะชนะคดีนี้แบบไม่พลาดใช่ไหม?”
ซูไป๋: “รายละเอียดคดีคงบอกได้ไม่แน่ชัด แต่ถ้ามองแนวโน้ม ผมว่าก็น่าจะไม่มีปัญหาใหญ่ครับ”
พอได้ยินซูไป๋ตอบแบบนี้ หม่าเฉิงก็ตื่นเต้น
“แบบนี้ก็ดีเลย…ไอ้ทนายธนาคารหนานตูดูแล้วไม่น่าไว้ใจ ทนายซูต้องทำได้อยู่แล้ว!”
ซูไป๋: …
อีกฝั่งหนึ่ง
สวี่จื้อเฉียงถอนหายใจยาว หันไปมองหวังเจียงหยางที่นั่งอยู่ฝั่งเดียวกันในฐานะจำเลย
เดิมทีทางธนาคารหนานตูยังจะหาโอกาสโต้เพิ่มสักหน่อย เผื่อมีทางเปลี่ยนแนวโน้มผู้พิพากษา
แต่ตอนนี้…
ในเมื่อหวังเจียงหยางเล่นตีท้ายครัวซะเอง…
สวี่จื้อเฉียงเลยยิ่งรับไม่ได้หนักขึ้นไปอีก
หวังเจียงหยางรู้ตัวว่าถูกสวี่จื้อเฉียงมอง แต่ก็ไม่สนใจ เพราะถ้าจะให้รับผิดฝ่ายเดียวได้ไง…
“ยังไงถ้ามีโอกาสลากใครลงมาด้วยก็ต้องลากอยู่ดี…”
...
ในห้องประชุมของคณะผู้พิพากษา
จูเหอดื่มน้ำชา มองไปที่สองผู้พิพากษาร่วม หลี่หมิงเฟยกับหวังตง
หลี่หมิงเฟยกับหวังตง แต่ละคนถนัดคนละสาย คนหนึ่งเชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเงินและธนาคาร อีกคนเชี่ยวชาญด้านข้อพิพาทอสังหาริมทรัพย์
จูเหอถาม: “คดีนี้ที่โต้แย้งประเด็นแรกก็ถือว่าเคลียร์แล้ว…หมิงเฟย คุณว่าธนาคารหนานตูควรต้องรับผิดไหม?”
หลี่หมิงเฟยยิ้ม: “ธนาคารทำผิดระเบียบก่อน เมื่อทำผิดกฎในการกำกับดูแลเงิน ยังไงก็ต้องรับผิดชอบ แต่ต้องดูว่าเป็นความผิดหลักหรือผิดรอง”
“ผมมองว่าไม่ว่าจะโต้แย้งยังไง คดีนี้มันชัดเจนว่าธนาคารปล่อยกองทุนกำกับดูแลผิดระเบียบ แล้วไม่กำกับเงินให้ดี จนเกิดโครงการร้าง”
“ในเมื่อสาเหตุโครงการร้างเป็นเพราะเงินกำกับดูแลถูกโยกย้าย ก็แปลว่าธนาคารเกี่ยวพันอย่างเลี่ยงไม่ได้”
“แต่ในแง่เจตนาหลัก คนก่อเรื่องคือฝ่ายอสังหา ผมเลยคิดว่าน่าจะให้ธนาคารรับผิดชอบรองดีกว่า”
“อืม!”
หวังตงเสริมว่า: “ด้านข้อพิพาทอสังหา ส่วนใหญ่มาจากบริษัทอสังหาเองที่ไม่ทำตามสัญญา และการล้มโครงการส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะบริษัทอสังหาโยกย้ายเงินไปที่อื่น”
“แต่ก็จริง อย่างคดีนี้ ธนาคารเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โครงการร้าง มีความผิดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
“แต่อย่างไรก็ตาม…”
“ก็มีอีกประเด็นนะ ถ้าเราตัดสินให้ธนาคารรับผิดจริง ๆ ผลกระทบอาจจะ…”
หลี่หมิงเฟยพยักหน้า: “ใช่ ก็มีประเด็นนี้เหมือนกัน”
จูเหอหัวเราะเบา ๆ “ไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบหรอกครับ สำหรับคดีนี้ การตัดสินให้ธนาคารรับผิดไม่มีปัญหาใช่ไหม?”
“ไม่มีปัญหาครับ”
“ไม่มีครับ”
“โอเค งั้นพอเปิดศาลอีกที เราก็ตัดสินตามนี้ ส่วนจะกำหนดสัดส่วนความผิดหลักความผิดรองยังไง เดี๋ยวค่อยชี้แจงตอนตัดสิน”
“ตกลงครับ…”
หลี่หมิงเฟยกับหวังตงไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ
จูเหอวางถ้วยน้ำชา รอเวลาที่จะเปิดศาลอีกครั้งเพื่ออ่านคำตัดสิน