บทที่ 21 สี่ต่อสี่
บทที่ 21 สี่ต่อสี่
เวลาค่อยๆ ผ่านไป น็อตต์สเคาน์ตี้ยังคงเดินหน้าบุกอย่างหนัก ขณะที่ยูเวนตุสก็ตั้งใจตั้งรับสุดกำลัง ดูเหมือนลิปปี้ต้องการใช้การโจมตีของน็อตต์สเคาน์ตี้มาทดสอบแนวรับของทีมตัวเอง
สำหรับเดวิด เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าควรดีใจหรือเสียใจดี แค่สามารถบังคับให้ยูเวนตุสต้องจริงจังกับการแข่งขันขนาดนี้ ก็ถือเป็นความสำเร็จของน็อตต์สเคาน์ตี้แล้ว
แต่เขาก็ยังอยากเห็นทีมทำประตูเพิ่มอีกสักลูก แม้ว่านี่จะเป็นเพียงแค่เกมอุ่นเครื่องก็ตาม
ในช่วงท้ายเกม เวสเตอร์มันน์ที่ปกติจะยืนเป็นตัวสุดท้ายในการตั้งรับ ก็ยังตัดสินใจเติมเกมรุกขึ้นไป ดูเหมือนนี่จะเป็นโอกาสสุดท้ายแบบหมดหน้าตัก
อิเนียสต้ายังคงเลี้ยงบอลด้วยความพลิ้วไหว ทุกครั้งที่เขาได้บอล จะมีนักเตะยูเวนตุสสองคนเข้ามาประกบติด มันเป็นภาพที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยสำหรับผู้เล่นจากทีมระดับลีกทู
แม้จะถูกจับตาอย่างหนัก แต่การจะแย่งบอลจากเท้าอิเนียสต้านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย บางทีสิ่งเดียวที่เขายังขาดอาจเป็นเพียงประสบการณ์ในการอ่านเกม แต่หากพูดถึงเทคนิคแล้ว เขาก็ไม่ได้เป็นรองใคร
ตูลามที่โดนอิเนียสต้าเผาเครื่องมาตลอดทั้งครึ่งหลังเริ่มจะหัวเสีย สภาพร่างกายของเขายังไม่กลับมาเต็มร้อยเพราะอยู่ในช่วงปรีซีซั่น แต่แม้จะเป็นแบบนั้น เขาก็ยังรู้สึกเสียหน้าที่ต้องถูกเด็กหนุ่มตัวเล็กๆ รายนี้เล่นงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในจังหวะหนึ่ง เขาตัดสินใจพุ่งเข้าเสียบเต็มแรง หวังจะหยุดอิเนียสต้าให้ได้ แต่แทนที่จะโดนบอล กลับกลายเป็นว่าเขาเตะโดนขาของอีกฝ่ายจนล้มลงไป
น็อตต์สเคาน์ตี้ได้ฟรีคิกในตำแหน่งที่ยอดเยี่ยมทางฝั่งขวา
เกมใกล้จะจบเต็มที บางทีนี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของน็อตต์สเคาน์ตี้แล้ว
อาลอนโซ่ยืนอยู่หน้าเขตโทษด้วยสีหน้าจริงจัง ขณะที่ผู้เล่นคนอื่นๆ กำลังเบียดแย่งตำแหน่งกันในกรอบเขตโทษ บรรยากาศในสนามราวกับหยุดนิ่ง
อาลอนโซ่เป็นนักเตะที่ยิงฟรีคิกได้ดีที่สุดในทีม แต่เดวิดกลับรู้สึกผิดเล็กน้อย เพราะเขามองข้ามความสำคัญของจังหวะเซ็ตพีซไป ตอนซื้อนักเตะเข้าทีม เขาไม่ได้พยายามหาผู้เล่นที่เชี่ยวชาญการยิงฟรีคิกโดยเฉพาะ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ บางทีเขาอาจจะเลือกซื้อแข้งที่มีจุดเด่นด้านนี้เพิ่มเข้ามา
รองประธานสโมสรยูเวนตุสที่นั่งอยู่ข้างๆ เดวิด มีสีหน้าหนักใจอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยมองน็อตต์สเคาน์ตี้แบบไม่ใส่ใจ ตอนนี้กลายเป็นว่าต้องมานั่งลุ้นแทน
ถ้าลูกนี้เข้าประตู ยูเวนตุสจะเสมอกับทีมจากลีกทู ซึ่งหมายความว่าพรุ่งนี้ข่าวหน้าหนึ่งทุกฉบับจะต้องเล่นประเด็นนี้กันอย่างแน่นอน
ยูเวนตุส ทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรป ดันเสมอกับทีมจากลีกล่าง แถมยังเป็นสกอร์ 4-4 แม้ว่าจะมีข้ออ้างว่านี่เป็นแค่เกมอุ่นเครื่องและทีมไม่ได้จัดเต็มเท่าไหร่ แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากเสียซีดานไป ศักยภาพของทีมก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่อาลอนโซ่ บุฟฟ่อนตะโกนสั่งแนวรับและตั้งกำแพง นี่คือการดวลกันของพวกเขาสองคน ส่วนที่เหลือก็เป็นแค่ตัวประกอบ
อีกไม่กี่ปีข้างหน้า อาลอนโซ่อาจจะกลายเป็นมิดฟิลด์ระดับโลก แต่ในตอนนี้ บุฟฟ่อนถือเป็นผู้รักษาประตูที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก และฝีมือของเขาก็ติดอันดับต้นๆ ของวงการฟุตบอล
เสียงเชียร์ของแฟนบอลรอบสนามค่อยๆ จางหายไปจากหูของอาลอนโซ่ เหมือนเขาได้ยินแค่เสียงลมหายใจของตัวเอง ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขา แรงกดดันทั้งหมดถาโถมเข้ามาหา
เขาสูดลมหายใจลึกๆ ถอยหลังไปสองสามก้าว และเมื่อเสียงนกหวีดดังขึ้น อาลอนโซ่พุ่งเข้าไปซัดบอลเต็มแรงด้วยหลังเท้าด้านใน
บอลพุ่งเป็นเส้นโค้งงดงาม ข้ามกำแพงและมุ่งตรงไปยังมุมตาข่าย
แม้บุฟฟ่อนจะเป็นนายทวารระดับโลก แต่ลูกนี้มันพุ่งไปยังจุดที่เขาไม่มีทางเอื้อมถึงได้
วินาทีที่บอลซุกก้นตาข่าย สนามทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบ ก่อนที่เสียงโห่ร้องจะระเบิดขึ้น ทุกคนต่างตกตะลึง ไม่มีใครคิดว่าน็อตต์สเคาน์ตี้จะยิงฟรีคิกสุดสวยแบบนี้ได้ และที่สำคัญคือมันทำให้เกมกลับมาเสมอกัน
อาลอนโซ่ชูกำปั้นขึ้นสูง ปลดปล่อยความกดดันทั้งหมดออกมา เพื่อนร่วมทีมกรูกันเข้าไปกอดเขา บางคนถึงกับจับเขากดลงพื้นแล้วขึ้นไปซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ
ในขณะที่ผู้เล่นน็อตต์สเคาน์ตี้กำลังฉลองกันสุดเหวี่ยง ฝั่งยูเวนตุสกลับเต็มไปด้วยความช็อก พวกเขารับไม่ได้ที่โดนตามตีเสมอในช่วงสุดท้ายแบบนี้
หากเดวิดไม่ได้อยู่ในห้อง VIP ของสนาม เขาคงกระโดดลงไปในสนามแล้วไปร่วมดีใจกับลูกทีมของตัวเองแน่นอน
บางทีเขาอาจจะเริ่มเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่เขาชอบจริงๆ อาจไม่ใช่การบริหารสโมสร แต่เป็นการได้สะสมและสร้างซูเปอร์สตาร์ขึ้นมา เหมือนที่เขาทำในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา
"ต้องยอมรับเลยว่านายสร้างทีมได้ยอดเยี่ยมจริงๆ น็อตต์สเคาน์ตี้ไม่น่าจะใช่ทีมที่ควรอยู่ในลีกทูเลย บางทีในอนาคต เราอาจจะได้เจอกันอีกครั้งในถ้วยยุโรป" รองประธานยูเวนตุสพูดขึ้น พร้อมยื่นมือมาให้เดวิดจับ
เดวิดยิ้มกว้าง นี่คือการยอมรับจากทีมระดับยักษ์ใหญ่ของยุโรป และเขารู้สึกภูมิใจมาก
"ขอบคุณครับ ผมก็หวังว่าวันนั้นจะมาถึงในเร็วๆ นี้!"
หลังจบเกม เลิฟประกาศให้ลูกทีมได้พักหนึ่งวัน นักเตะหลายคนตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสเที่ยวในตูริน เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เดินทางมาเล่นต่างประเทศ
เดวิดเองก็อยากจะเดินชมเมือง แต่แผนนั้นต้องถูกยกเลิกไป เพราะเขาได้รับคำเชิญจากลูชาโน่ มอจจี้ ให้ไปทานมื้อเที่ยงด้วยกัน
เขาไม่แน่ใจว่ามอจจี้ต้องการอะไรกันแน่ คำเชิญนี้เป็นเพียงแค่ความสุภาพ หรือว่ามีแผนการอะไรอยู่เบื้องหลัง?
ความรู้สึกไม่ดีแล่นเข้ามาในใจของเดวิด บอกไม่ถูกว่าทำไม แต่เขารู้สึกว่านี่อาจจะเป็น "งานเลี้ยงพิษ" ก็เป็นได้
เมื่อเดวิดเดินเข้าไปในภัตตาคารหรูและพบกับมอจจี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะสังเกตชายตรงหน้าอย่างละเอียด ชายในอดีตที่ถูกสื่อขนานนามว่าเป็น "อาชญากรแห่งวงการฟุตบอล" หน้าผากที่เถิกขึ้นกับแว่นไร้กรอบทำให้เขาดูเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่ภาพลักษณ์ของมอจจี้ในความทรงจำของเดวิดนั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ในตอนนั้น เขาคือชายผู้ตกต่ำ ถูกพิพากษาจำคุก หมดสิ้นอำนาจบารมี และไม่ได้มีท่าทีผ่อนคลายหรือพูดคุยอย่างรื่นเริงแบบนี้เลย
หลังจากจับมือทักทาย ทั้งสองก็นั่งลงและสั่งอาหาร บทสนทนาในช่วงแรกเป็นเพียงแค่การทักทายตามมารยาท ไม่มีเนื้อหาสาระใดๆ
“ต้องยอมรับว่าน็อตต์สเคาน์ตี้เป็นทีมที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ผมไม่คิดเลยว่าพวกคุณจะสามารถเสมอกับยูเวนตุสได้ แม้ว่าทีมเราจะเสียซีดานไปแล้ว แต่เราก็ยังคงเป็นสุดยอดทีมของเซเรียอา” มอจจี้จิบไวน์แดงพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม บทสนทนาย่อมต้องวนกลับมาที่เรื่องฟุตบอลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เดวิดไหวไหล่ ยิ้มบางๆ แต่ไม่ได้ตอบอะไร เพราะเขารู้สึกว่าคำพูดของมอจจี้ไม่ได้เป็นเพียงคำชมธรรมดาแน่นอน
“ผมคิดว่าทั้งสองสโมสรของเราที่มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน น่าจะสามารถร่วมมือกันในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้ ที่อะคาเดมีเยาวชนของยูเวนตุสที่วิโวโน่ เรามีนักเตะดาวรุ่งมากมาย แม้ว่าหลายคนอาจจะยังไม่พร้อมสำหรับเซเรียอา แต่ผมคิดว่าพวกเขาสามารถช่วยน็อตต์สเคาน์ตี้เลื่อนชั้นจากลีกทูได้ เราสามารถปล่อยยืมนักเตะบางคนไปที่น็อตต์สเคาน์ตี้ และถ้าความร่วมมือแบบนี้สามารถกลายเป็นข้อตกลงระยะยาวได้ มันคงเป็นประโยชน์กับทั้งสองสโมสร”
เมื่อเห็นว่าเดวิดยังไม่ตอบสนอง มอจจี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยแรงจูงใจ
(โปรดติดตามตอนต่อไป!)