บทที่ 37 ข่าวร้ายและการเริ่มต้นใหม่
บทที่ 37 ข่าวร้ายและการเริ่มต้นใหม่
จางเว่ยต๋าหัวเราะก่อนพูดขึ้นว่า
"รากฐานของสังคมตะวันตกคือการให้การรับรองสิทธิบัตรซึ่งกันและกัน ดังนั้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว หากไม่ใช่ผลประโยชน์ที่ใหญ่มาก ก็มักจะไม่มีปัญหาอะไร"
"อืม ก็ดีแล้วล่ะ สิทธิบัตรที่ฉันจะจดมันไม่ได้มีผลประโยชน์สูงขนาดนั้น" หยางเหวินตงพยักหน้า
แม้ว่าประเทศตะวันตกจะมีต้นกำเนิดจากพวกอันธพาลและโจร แต่เมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้น พวกเขาก็ต้องแสร้งทำเป็นคนศิวิไลซ์
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะอเมริกา ต่างก็ผลักดันการรับรองสิทธิบัตรระหว่างประเทศ การค้าเสรี และสิ่งแวดล้อม
แต่ทั้งหมดนี้ก็เพราะพวกเขาอยู่ในสถานะได้เปรียบ
พวกเขากำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง และใช้เป็นเครื่องมือควบคุมประเทศกำลังพัฒนา ไม่ก็อ้างว่าเป็น "หลักการที่ถูกต้อง" เพื่อจำกัดการเติบโตของประเทศที่มาทีหลัง
จางเว่ยต๋าพยักหน้าก่อนถามว่า
"โอเค แล้วสิทธิบัตรที่คุณจะจดคืออะไร?"
"รอให้บริษัทจดทะเบียนเสร็จก่อน แล้วฉันจะบอกนาย" หยางเหวินตงตอบ
"ก็ได้" จางเว่ยต๋าพูดต่อว่า
"แต่ก็ใช่ว่าทุกเทคโนโลยีจะสามารถจดสิทธิบัตรได้นะ บางอย่างไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายสิทธิบัตร หรืออาจมีคนอื่นจดไปแล้วในต่างประเทศ ถ้าภายหลังพบว่าไปซ้ำกับของเดิม ก็อาจถูกปฏิเสธอยู่ดี"
หยางเหวินตงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามว่า
"แล้วสิทธิบัตรประเภทนวัตกรรมมีอายุการใช้งานกี่ปี?"
"ขึ้นอยู่กับประเทศ" จางเว่ยต๋าตอบ
"บางที่ 10 ปี บางที่ 15 หรือ 20 ปี ประเทศที่ลงนามใน 'อนุสัญญาปารีส' ต้องให้การยอมรับสิทธิบัตรซึ่งกันและกันก็จริง แต่แต่ละประเทศก็มีกฎหมายสิทธิบัตรของตัวเอง ดังนั้นต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป ถ้านายอยากรู้รายละเอียด ฉันช่วยหาข้อมูลให้ได้นะ แต่ต้องมีค่าบริการ"
"ไม่เป็นไร แค่ 10 ปีก็พอแล้ว" หยางเหวินตงพูด
ตอนนี้เขายังต้องใช้เงินอย่างประหยัด ไม่มีความจำเป็นก็ไม่อยากเสียเงิน
ความจริงแล้ว สิทธิบัตรด้านนวัตกรรม แม้แต่ในยุคอินเทอร์เน็ต ก็มีประโยชน์แค่ไม่กี่ปีแรกเท่านั้น
เพราะสุดท้ายแล้ว จะมีคนหาทางเลี่ยงข้อจำกัดได้เสมอ
และตอนนี้เป้าหมายของเขาก็แค่ทำเงินก้อนใหญ่ให้ได้เร็วที่สุดเท่านั้นเอง
จางเหว่ยต๋าพยักหน้าพูดว่า "ได้เลย แบบนี้ผมก็ไม่ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มแล้ว"
"งั้นวันนี้แค่นี้ก่อน ผมจะไม่รบกวนจางทนายแล้ว" หยางเหวินตงเห็นว่าธุระเรียบร้อยแล้วจึงลุกขึ้นยืน "อีกสองวัน ผมจะกลับมาหาคุณที่นี่"
"อืม ดีเลย ตอนนั้นเราจะไปจดทะเบียนบริษัทด้วยกัน" จางเหว่ยต๋ากล่าว
หลังจากออกจากสำนักงานกฎหมาย หยางเหวินตงก็กลับไปยังบ้านที่ใช้เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและที่ทำงาน
ขณะนั้น ซูอีอีกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน คอยคำนวณบัญชีอยู่ เมื่อเห็นหยางเหวินตงเดินเข้ามา เธอก็ยิ้มแล้วถามว่า "พี่ตง กินข้าวกลางวันแล้วหรือยัง? ในบ้านยังมีข้าวกับกับข้าวเหลืออยู่ ฉันอุ่นให้ไหม?"
"เดี๋ยวค่อยกินก็ได้" หยางเหวินตงตอบก่อนจะมองไปยังตารางบัญชีที่เต็มไปด้วยตัวเลข แล้วถามว่า "บัญชีช่วงนี้ดูยุ่งเหยิงไปหน่อยใช่ไหม?"
ซูอีอีพยักหน้าแล้วพูดว่า "ใช่เลย ตอนนี้เรามีลูกจ้าง 16 คน ไหนจะค่าแรง ค่าใช้จ่ายรายวัน ค่าจัดซื้อเครื่องมือดักหนู และยอดเงินเข้าแต่ละสัปดาห์ แต่ก่อนถึงจะคำนวณได้ แต่ก็ยังมีจุดผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง"
"แต่ในเมื่อเรากำลังจะตั้งบริษัทแล้ว เรื่องบัญชีคงปล่อยให้ยุ่งเหยิงเหมือนเดิมไม่ได้อีก"
"อืม แต่ก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไป" หยางเหวินตงหัวเราะเบาๆ "บริษัทเปิดใหม่ในฮ่องกง ส่วนใหญ่บัญชีก็ยุ่งเหยิงกันทั้งนั้นแหละ"
"ตอนนี้เรายังเล็ก ไม่มีใครสนใจหรอก แต่ถ้าบริษัทใหญ่ขึ้น ก็จ้างคนเก่งๆ มาจัดการได้เอง"
ซูอีอีถามว่า "เราจะจ้างนักบัญชีมืออาชีพเลยไหม?"
"ยังไม่ต้องรีบหรอก" หยางเหวินตงส่ายหัว "แค่หาคนที่รับงานพาร์ทไทม์มาช่วยดูบัญชีช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือช่วงกลางคืนก็พอ"
"ระหว่างนั้น เธอเองก็เรียนรู้จากเขาไปด้วย"
"เรื่องทำบัญชี ฉันเองก็ไม่รู้เรื่อง เลยสอนไม่ได้"
ในชาติก่อน หยางเหวินตงไม่เคยทำงานด้านการเงินมาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคหลัง ทุกอย่างทำผ่านระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ ซึ่งแตกต่างจากตอนนี้อย่างสิ้นเชิง
ช่วงแรก เขาทำได้แค่สอนซูอีอีเกี่ยวกับวิธีคำนวณเลขอารบิกอย่างรวดเร็ว นอกเหนือจากนั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก อย่างมากก็แค่ช่วยดูบัญชีร่วมกัน
แต่ตอนนี้ ธุรกิจเริ่มขยายตัวมากขึ้น และต้องจัดการให้เป็นระบบมากขึ้น ซึ่งสำหรับซูอีอีแล้ว มันเริ่มจะยากขึ้นทุกที
"อืม ก็ดีเหมือนกัน" ซูอีอีพยักหน้า ก่อนจะถามต่อ
"บริษัทจดทะเบียนหรือยัง?"
"ยังเลย น่าจะเรียบร้อยหลังจากเตรียมเอกสารเสร็จในอีกสองวัน" หยางเหวินตงตอบ "เธอทำงานไปก่อนนะ ฉันจะไปกินข้าว แล้วเดี๋ยวค่อยมาดูบัญชีด้วยกัน"
"โอเค" ซูอีอีตอบรับ
จากนั้น หยางเหวินตงก็มาช่วยซูอีอีดูบัญชี แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีปัญหาอะไรมาก แต่การปลูกฝังนิสัยทำงานอย่างรอบคอบตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความผิดพลาดในอนาคตได้
ช่วงบ่าย จ้าวลี่หมิงกลับมา
ตอนนี้พนักงานเริ่มคุ้นเคยกับงานมากขึ้น บวกกับความพยายามตลอดช่วงที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณหนูในโกดังลดลงอย่างมาก ไม่ใช่แค่หยางเหวินตงที่เริ่มสามารถลดภาระงานได้ แม้แต่จ้าวลี่หมิงและหลินฮ่าวอวี่ก็มีงานที่เบาลงเช่นกัน
"มากินข้าวก่อนเถอะ ป้ากัวทำอาหารไว้เยอะเลย" หยางเหวินตงเอ่ยชวน
ทุกวันนี้ ถึงแม้พวกเขาจะยังไม่ได้ใช้ชีวิตที่หรูหรา แต่ก็มีที่พักที่อบอุ่นปลอดภัย และไม่ต้องกังวลเรื่องปัจจัยพื้นฐานอย่างข้าวสาร น้ำมัน หรือเครื่องปรุงอาหาร
อย่างน้อย ข้าวและหมั่นโถวก็สามารถกินได้อย่างอิ่มหนำ
"พี่ตง ผมมีข่าวร้าย" จ้าวลี่หมิงพูดด้วยสีหน้าหนักใจ
"เกิดอะไรขึ้น?" หยางเหวินตงถาม
"วันนี้ผมไปสำรวจโกดังสิบกว่าแห่ง คุยกับหัวหน้าคนงานชาวจีนบางคน แล้วพบว่ามีหลายโกดังที่รู้สึกว่าหนูน้อยลงมากแล้ว พวกเขาก็เลยไม่อยากจ้างเราต่อ"
"อืม พวกเขาคงคิดว่าตอนนี้ไม่มีหนูแล้ว และอาจเรียนรู้วิธีจัดการไปบ้าง ก็เลยคิดว่าจะทำกันเองได้" หยางเหวินตงพยักหน้า
"พี่ตงไม่กังวลเหรอ?" จ้าวลี่หมิงถามอย่างเป็นห่วง
"กังวลไปก็เปล่าประโยชน์ ฉันรู้อยู่แล้วว่ามันต้องเกิดขึ้น" หยางเหวินตงตอบด้วยท่าทีสงบนิ่ง
มนุษย์เป็นแบบนี้เสมอ ถ้ามองไม่เห็นปัญหา ก็จะไม่ให้ความสำคัญกับมัน ตราบใดที่ยังไม่กระทบกับปัจจุบัน พวกเขาก็จะปล่อยไปก่อน แล้วรอจนเกิดปัญหาจริงๆ ค่อยหาทางแก้ไข
เขาเคยคบกับพยาบาลคนหนึ่งในชาติก่อน และได้รู้จากเธอว่าผู้ป่วยเบาหวานหลายคนไม่ใส่ใจอาการของตัวเองเลย เพราะมันไม่ได้แสดงผลทันที กินดื่มตามใจชอบไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ป่วยหนัก บางคนถึงขั้นต้องตัดขาทิ้ง ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น ต่อให้เสียใจแค่ไหนก็สายไปแล้ว
เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิต คนยังมีพฤติกรรมแบบนี้ แล้วนับประสาอะไรกับเรื่องธุรกิจ?
แม้แต่ในยุคหลัง ก็แทบไม่มีบริษัทกำจัดหนูที่สามารถรักษาลูกค้าระยะยาวได้ ส่วนใหญ่ทำงานเสร็จแล้วก็ต้องหาที่ใหม่ต่อไปเรื่อยๆ
"พี่ตง ถ้างั้นเรา..."
"เพราะแบบนี้แหละ เราถึงต้องคว้าโอกาสกำจัดหนูที่ท่าเรือเกาลูนให้ได้" หยางเหวินตงพูด "ทำให้สำเร็จ ได้เงินก้อนใหญ่ สร้างชื่อเสียง แล้วค่อยหาลูกค้าใหม่"
"หรือถ้ามีทุนมากพอ เราก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปทำธุรกิจอย่างอื่น โอกาสมีเยอะแยะ"
"เข้าใจแล้ว" จ้าวลี่หมิงพยักหน้า "งั้นตอนนี้ผมทำอะไรได้บ้าง?"
"มากินข้าวก่อน แล้วเดี๋ยวไปซื้อของที่จำเป็นด้วยกัน" หยางเหวินตงตอบ
ติดตามเป็นกำลังใจให้ผู้แปลได้ที่แฟนเพจ: นิยาย By Khram