ภัยคุกคามเพิ่มมากขึ้น

บทที่ 311 ภัยคุกคามเพิ่มมากขึ้น



อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า “ความหวัง” จะร้อนรนเร่งเร้าสักแค่ไหน “เวลา” ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างเชื่องช้าและไม่รีบร้อน

ในระดับอิทธิพลของซู่หวู่ในตอนนี้ การกระทำและแผนการมากมายที่เขาจัดเตรียมไว้ ต่างก็ได้รับการสนับสนุนจากการคำนวณอย่างรอบคอบ มีทั้งกำลังคน มวลทรัพยากร และฐานข้อมูลข่าวกรองมหาศาลคอยหนุนหลัง

ทุกอย่างจึงแม่นยำราวกับคำทำนาย ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นก่อนกำหนด หรือเกินกว่าที่วางแผนไว้

วันที่ 13 เมษายน

การอพยพประชากรกลุ่มที่สามเริ่มต้นขึ้น

ในขณะเดียวกัน ขบวนรถไฟพาณิชย์ใหม่จำนวน 100 ขบวน ก็ทยอยเข้าร่วมทีมอพยพเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง

ขบวนรถไฟพาณิชย์ที่ยาวเหยียด พาดผ่านลุ่มแม่น้ำกวงเจียง อพยพผู้คนกว่า 6 ล้านคนในคราวเดียว

จำนวนผู้คนชุดนี้ เกือบเท่ากับเมืองขนาดใหญ่หนึ่งเมืองก่อนยุคหายนะ

การอพยพครั้งใหญ่ ทำให้ธารน้ำแข็งและทุ่งน้ำแข็งตลอดเส้นทางกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ภาพถ่าย วิดีโอ และสื่อสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ก็ถูกส่งขึ้นอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว

สร้างความเจริญรุ่งเรืองรูปแบบใหม่ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในยุควันสิ้นโลกเท่านั้น

ในทุ่งราบอันเงียบสงบที่ปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็ง ภายในตู้โดยสารของขบวนรถไฟพาณิชย์ขบวนหนึ่ง

ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังไลฟ์สดผ่านโทรศัพท์มือถือ

เขาชี้กล้องออกไปนอกหน้าต่าง พลางบรรยายให้ผู้ชมหลายร้อยคนที่อยู่อีกด้านของหน้าจอด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปนแปลกใหม่

“อีกไม่กี่นาที เราก็จะเข้าสู่หมอกน้ำแข็งที่อยู่ข้างหน้านั่นแล้วครับ!”

“จากข้อมูลที่ผมหามาได้ หมอกน้ำแข็งก้อนนั้นมีชื่อว่า ‘กระแสลมเย็นอุณหภูมิต่ำ A027’ ”

“มีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 140 ตารางกิโลเมตร และส่วนที่แคบที่สุดก็แค่ 3.2 กิโลเมตรเท่านั้นเอง”

“อย่าดูถูกว่ามันเล็กนะครับ เจ้านี่อยู่มาแล้วกว่าสามเดือน ถือเป็นกระแสลมเย็นที่มีอายุยืนและอุณหภูมิต่ำที่สุด ในบรรดาทุกก้อนที่เคยพบในทวีปตะวันออก”

“ถ้าขับรถออฟโรดดัดแปลงธรรมดาเข้าไป ก็แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีหวังรอดกลับมาเลย”

“มันเป็นเขตมรณะแท้จริง”

แม้จะพูดถึงอันตรายขนาดนี้ แต่บนใบหน้าของชายหนุ่มกลับไม่มีความกลัวแม้แต่น้อย

ตรงกันข้าม เขากลับมีสีหน้าราวกับเด็กชายที่กำลังจะเข้าสวนสนุก

เต็มไปด้วยความคาดหวังและตื่นเต้น

เพราะรถไฟพาณิชย์เหล่านี้ ออกวิ่งบนแผ่นดินทวีปตะวันออกมานานแล้ว

ผ่านเส้นทางอันตรายมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง พิสูจน์ให้เห็นถึง “ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ”

ตราบใดที่ไม่โผล่หัวออกไปข้างนอก โอกาสเกิดอุบัติเหตุแทบเป็นศูนย์

หากไม่นับเรื่อง “เบียดเสียด” ภายในขบวน ที่นอนยังต้องผลัดเวรกันใช้

การได้นั่งบนรถไฟพาณิชย์นั้น ก็แทบจะไม่ต่างจากการท่องเที่ยว

ระหว่างที่เขาพูดบรรยายอยู่นั้น รถไฟก็ค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้หมอกน้ำแข็ง

ลมหนาวกระหน่ำกระจกหน้าต่างหนา เกิดเสียงเสียดสีกระทบชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

แล้วคริสตัลน้ำแข็งขนาดเล็กจำนวนมาก ก็เริ่มเกาะที่ขอบหน้าต่าง บดบังทัศนียภาพภายนอกจนแทบมองไม่เห็น

“เข้าแล้วครับ”

ชายหนุ่มพูดพร้อมกับหันกล้องไปบันทึกช่วงเวลาที่ขบวนรถไฟ พุ่งทะยานเข้าสู่หมอกน้ำแข็ง

เมื่อเห็นว่าเบื้องนอกไม่อาจมองเห็นอะไรได้ไกลเกินหนึ่งถึงสองเมตร เขาก็หันกล้องกลับเข้ามาในตู้โดยสาร

การจัดวางภายใน ยกเว้นห้องน้ำที่แยกไว้ท้ายขบวน กับเตียงสองชั้นจำนวนน้อย

ส่วนอื่น ๆ ก็คล้ายกับรถไฟฟ้าใต้ดิน มีเพียงเก้าอี้ยาวสองแถวที่เชื่อมติดข้างผนัง

เก้าอี้พวกนั้นไม่มีความสบายเลย แต่เพราะมีคนกว่า 100 คนเบียดอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้

จึงกลายเป็น “ของมีค่า ยกเว้นผู้ป่วยบางคนที่ระบบ AI จัดให้นั่ง

คนอื่นต้อง “ผลัดกันนั่ง”

ช่วงเวลาส่วนใหญ่จึงหมดไปกับการยืน

ทว่า ความแออัดก็ไม่ได้ขัดขวางการผ่อนคลายของผู้โดยสาร

บางคนเอาเก้าอี้มาทำเป็นโต๊ะ เล่นไพ่หรือหมากล้อมกันเป็นกลุ่ม

บางคนพูดคุยกันเบา ๆ บางคนก็ฟังเพลง อ่านหนังสือจากมือถือ

“ทุกคนก็ดูปกติดีนะครับ”

ชายหนุ่มพึมพำอย่างไม่ใส่ใจ แล้วหันกล้องไปด้านหน้าตู้โดยสาร

มีโทรทัศน์เครื่องหนึ่งกำลังฉายรายการจากเมืองเจียงเหอ

ตัวเครื่องดูเป็นของเก่า มีรอยขีดข่วนและบิดเบี้ยวเล็กน้อย

ดูยังไงก็ไม่ใช่สินค้าผลิตพร้อมตู้โดยสารแน่ ๆ น่าจะเป็นของมือสองที่เก็บมาจากที่ไหนสักแห่ง

ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ

แม้แต่มหาอำนาจระดับ “มหานคร”ในยุคสิ้นโลกที่ทรัพยากรและพลังงานหายากเหลือเกินนี้

ก็ยังไม่สามารถทุ่มกำลังพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อนำของฟุ่มเฟือยมาผลิตใหม่ได้

ส่วนใหญ่ก็ใช้ของเหลือเดิม ๆ จากยุคก่อนวันสิ้นโลกไปพลาง ๆ

ชายหนุ่มไม่ได้สนใจรายละเอียดจุกจิกพวกนั้น

สิ่งที่เขาอยากให้ผู้ชมดู คือ “อุณหภูมิ” ภายในและภายนอก ที่แสดงอยู่มุมจอทีวี

อุณหภูมิภายใน: 23.2 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิภายนอก: -117.6 องศาเซลเซียส

“ตรงกับข้อมูลที่ผมค้นมาเลยครับ”

“อุณหภูมิข้างนอกใกล้ -120 องศาเข้าไปแล้ว”

“พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้ากระจกตรงหน้านี้แตกขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ผมก็น่าจะพูดไม่ออกภายในไม่กี่วินาที
แล้วตายจากอุณหภูมิต่ำในเวลาไม่กี่นาทีแน่นอนครับ”

“การได้สัมผัสกับโลกแห่งความตาย ที่ถูกกั้นไว้ด้วยกระจกบานบาง ๆ เท่านั้น มันเป็นประสบการณ์สุดพิเศษที่ต้องสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้นครับถึงจะเข้าใจ”

ขบวนรถไฟไม่ได้วิ่งอยู่ในหมอกน้ำแข็งนานนัก

เพียงครึ่งชั่วโมงต่อมา ม่านหมอกขาวข้างนอกก็เริ่มจางลง และแนวเทือกเขาหิมะก็ปรากฏให้เห็น

ในวินาทีนั้นเอง เสียงระเบิดดังลั่นจากที่ไกล ๆ

ชายหนุ่มที่ยังคงไลฟ์อยู่ รีบหันกล้องไปตามทิศทางที่มีเสียง

แล้วผ่านเลนส์ซูมของโทรศัพท์ เขาก็เห็นชัดเจน…

มีสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายแมลง เคลื่อนตัวอยู่ท่ามกลางควันไฟและเปลวเพลิง

“พวกมันคือ... คริสตัลม่วงสินะ”

ชายหนุ่มพึมพำ สีหน้าครึ่งหนึ่งตกตะลึง อีกครึ่งหนึ่งเป็นความหวาดกลัวที่แทรกซึมเข้ากระดูก

เขาเพิ่งได้เห็นกับตาตัวเองครั้งแรก กับ “สัตว์ประหลาดในตำนาน” พวกนี้

นี่เป็นพื้นที่โล่งกว้าง ไม่มีสิ่งใดมาป้องกันหรือหลบภัยได้เลย

ถ้าหากดึงดูดความสนใจของพวกมัน ผลลัพธ์คงไม่ต้องพูดถึง

และสิ่งที่มนุษย์หวาดกลัวที่สุด ก็มักจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงที่สุด

หลังจากสังหารหน่วยลาดตระเวนหุ่นยนต์ชุดหนึ่ง ที่กำลังสู้กับพวกมันอยู่

ฝูงคริสตัลม่วงก็หันขวับ จ้องมายังขบวนรถไฟที่ชายหนุ่มนั่งอยู่

ขบวนรถไฟที่ยาวหนึ่งกิโลเมตร บรรทุกผู้โดยสารมากกว่า 20,000 คน

เป็นผลไม้สุกปลั่ง ที่ยั่วเย้ายิ่งกว่าทุกสิ่งในสายตาของฝูงคริสตัลม่วง

พวกมันไม่ลังเลแม้แต่เสี้ยววินาที พุ่งตรงมาอย่างดุดัน

มือของชายหนุ่มสั่นจนเกือบทำโทรศัพท์หล่น

เวลาผ่านไปเพียงยี่สิบวินาที เมื่อเขาเห็น “ฝูงสัตว์ประหลาด” กำลังพุ่งมาใกล้เรื่อย ๆ

ภายใต้ภัยคุกคามแห่งความตาย ร่างกายของเขาก็ถูกตรึงแน่นด้วยความกลัว

ไม่ว่าเขาจะพยายามแค่ไหน ก็ไม่สามารถขยับตัวได้เลย

แต่คนอื่นในตู้โดยสาร กลับแทบไม่มีใครสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติภายนอก

พวกเขายังหัวเราะ พูดคุย เล่นไพ่ ฟังเพลงกันอยู่เหมือนเดิม

ถ้ามองจากมุมมองของ “สถานการณ์เลวร้ายที่สุด” นี่ก็ถือเป็นความโชคดีในแบบหนึ่งเช่นกัน

เพราะพวกเขาจะจากไป โดยไม่ทันได้ทุกข์ทรมานเลยแม้แต่น้อย

พวกเขาจะรับรู้ถึงการมาถึงของความตาย ก็ต่อเมื่อตู้โดยสารถูกฉีกกระชากในวินาทีสุดท้ายเท่านั้น

แต่…สถานการณ์เลวร้ายที่สุดนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

เมื่อฝูงคริสตัลม่วงเข้ามาใกล้ในระยะ 4 ถึง 5 กิโลเมตร

เรือฟริเกตภาคพื้นดินรุ่น “ไอซ์บาวด์” ที่อยู่หน้าขบวนรถไฟ ก็เปิดใช้งานระบบป้องกันโดยอัตโนมัติทันที

มันหมุนปืนกลไฟฟ้าแม่เหล็กเบารุ่นสายฟ้า ที่ติดตั้งอยู่ด้านหน้า เล็งปลายกระบอกหลายนัดที่เย็นเยียบไปยังกลุ่มศัตรูที่กำลังวิ่งกรูเข้ามา ก่อนจะปล่อยพายุโลหะออกไปอย่างรุนแรง

กระสุนโลหะขนาด 32 มิลลิเมตรจำนวนหลายร้อย หรือแม้กระทั่งหลักพัน

ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็น "กระสุนปืนใหญ่ไฟฟ้าแม่เหล็กขนาดย่อม" พุ่งข้ามระยะทาง 4 ถึง 5 กิโลเมตรด้วยความเร็วเหนือเสียงหลายเท่า

กระแทกใส่พื้นดินรอบ ๆ ฝูงคริสตัลม่วง

แรงกระแทนมหาศาลทำให้ชั้นน้ำแข็งและหิมะที่สะสมอยู่พังทลาย เกิดหลุมขนาดใหญ่ทีละหลุมๆ

ในพายุกราดยิงนั้น

คริสตัลม่วงตัวนำที่ตัวหนาใหญ่เกือบสองชั้น เกราะสีเทาด้านนอกแตกละเอียดทันที
และล้มลงกับพื้นหลังรับกระสุนไปหลายชุด

ตัวอื่น ๆ ที่ตามมาหลังก็ตื่นตระหนก รีบแยกย้ายกันหลบหนี พยายามใช้ความคล่องแคล่วหลบการไล่ยิงต่อเนื่องของปืนกล

แต่ความพยายามนั้นกลับไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง

เพราะ “กระสุนที่พุ่งเข้ามา” มีมากเกินไป ด้วยอัตรายิงกว่า 10,000 นัดต่อนาที คริสตัลม่วงแต่ละตัวที่ถูกล็อกเป้าหมาย จะต้อง “หลบกระสุน” ให้ได้ 1,000 ถึง 2,000 นัดในทุกนาที เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง

หลังจากดิ้นรนได้ราวสิบวินาที คริสตัลม่วงที่พุ่งเข้าโจมตีขบวนรถไฟพาณิชย์ทั้งหมด ก็ล้มตายระเนระนาดกลางทาง

“เกือบไปแล้ว...”

ชายหนุ่มที่ถ่ายวิดีโอการต่อสู้นี้ไว้ตลอดด้วยโทรศัพท์ ถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก

รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด

ทว่า

ในขณะที่เขารู้สึกโล่งใจ ผู้ชมจำนวนมากในโลกออนไลน์กลับรู้สึก “ผิดหวัง”

พวกคริสตัลม่วงพุ่งมา แล้วก็โดนยิงตายเรียบในระลอกเดียว

ทุกอย่างเกิดขึ้นง่ายดายจนแทบจะน่าเบื่อ

ไม่มีฉากหักมุมหรือความตึงเครียดอย่างที่พวกเขาคาดหวังไว้เลย

ที่ลานตรวจการณ์ของ “ลานฟาร์ม” ในเมืองเจียงเหอ

ซู่หวู่ที่กำลังตรวจแผนที่โฮโลกราฟิกของลุ่มแม่น้ำควนเจียง ก็เห็นเหตุการณ์ปะทะขนาดย่อยนี้เข้าพอดี

แต่เขาไม่ได้มีอารมณ์ไหวหวั่นใด ๆ

เพราะฉากแบบนี้ เริ่มเกิดขึ้นบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งรอบ ๆ ขบวนรถไฟพาณิชย์และจุดขุดแร่ต่าง ๆ

และตราบใดที่ระดับของเหตุการณ์ ยังไม่ถึงขั้นที่ “มีหน่วยเข้าร่วมระดับหมื่น”

มันก็ยัง “ไม่สำคัญพอ” ที่จะดึงดูดความสนใจของซู่หวู่

แต่การปะทะในครั้งนี้ ก็ยังทำให้เขาเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา

“แม้ในการต่อสู้แต่ละครั้ง ขบวนรถไฟพาณิชย์ โดยเฉพาเรือฟริเกตภาคพื้นดินรุ่น “ไอซ์บาวด์”ที่นำขบวน
จะยังมีความได้เปรียบเหนือฝูงคริสตัลม่วงอยู่มาก”

“แต่สิ่งที่ละเลยไม่ได้เลย ก็คือจำนวนการปะทะที่ ‘มากเกินไป’ ”

“ขนาดโดยรวมของฝูงคริสตัลม่วง กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว”

“พวกมันปรับตัวเข้ากับสภาพพื้นผิวโลกได้แล้ว และน่าจะพบแหล่งสารอาหารที่เพียงพอสำหรับเร่งการเจริญเติบโต”

นี่คือ “ข่าวร้าย” ที่ไม่อาจมองข้ามได้

เพราะเมื่อปริมาณเปลี่ยนแปลงถึงจุดหนึ่ง มันย่อมจะนำไปสู่ “การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ”

เมื่อคริสตัลม่วงมีจำนวนมากพอ มันย่อมแผ่พลังทำลายล้างระดับหายนะ

ถึงตอนนั้น อย่าว่าแต่ที่หลบภัยทั่วไป แม้แต่พื้นที่หวงแหนอย่างเทือกเขาฉินหลิง

หรือแม้แต่ “นครเหล็ก” เมืองอุตสาหกรรมหนักระดับซูเปอร์

ก็อาจจะต้านทานไม่อยู่

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บัญชาการที่อยู่เบื้องหลังพวกคริสตัลม่วง ก็ดูเหมือนจะเข้าใจ “มนุษย์” มากขึ้นเรื่อย ๆ

เพราะแม้แต่ไซต์ขุดแร่ที่ “ไม่มีมนุษย์” หรือ “ไม่มีอาหาร” เหลือเพียงแค่เครื่องจักรกับหินแร่ ก็ยังถูกเลือกเป็นเป้าหมายโจมตี

ราวกับว่าฝ่ายนั้น ต้องการ “ตัดเส้นทางจัดหา” ทรัพยากรของซู่หวู่ให้สิ้น

“ต้องขยายอาวุธยุทโธปกรณ์ทหารให้มากขึ้น แล้วก็อัปเกรดอาวุธให้ทันสมัยกว่าเดิมด้วย”

ซู่หวู่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนตัดสินใจแน่วแน่ที่จะทุ่มเทพลังให้กับการพัฒนาอาวุธหนัก

แม้การลงทุนด้านการทหารจะกินทรัพยากรไปไม่น้อย และอาจชะลอการพัฒนาของลานฟาร์มในบางจุด

แต่ถ้ามองในอีกแง่

“คริสตัลม่วง” ก็ไม่ต่างจากภัยธรรมชาติ

การเตรียมกำลังทหารเพื่อป้องกันภัยธรรมชาติ ก็เหมือนกับการเสริมกำลังให้ลานฟาร์มเช่นกัน

หลังตรวจการณ์เสร็จ ซู่หวู่ก็เริ่มประเมินตัวเลือกที่เป็นไปได้ต่อไป

เขาสั่งเรียก “เครื่องบินรบรุ่นที่ 6” ที่เดิมใช้ลำเลียงเสบียงทั้งหมดให้กลับมายังลานฟาร์ม

พร้อมให้พวกมันบรรทุก “โดรนลาดตระเวน” และ “โดรนปฏิบัติการพิเศษ” ในจำนวนมหาศาลออกไปทำภารกิจ “ค้นหาทั่วทั้งทวีปตะวันออก”

เป้าหมายของภารกิจนี้

ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่พวกคริสตัลม่วงโดยตรง

แต่คือ “ดอกอเวจี” ที่น่าสงสัยว่าเป็นแหล่งอาหารของฝูงคริสตัลม่วง

“แม้ตอนนี้ยังไม่รู้แน่ชัดว่าคริสตัลม่วงได้สารอาหารจากที่ไหน”

“แต่โลกใบนี้มี ‘รูปแบบ’ ของมัน”

“เมื่อพิจารณาจากความแร้นแค้นทั้งบนดินและใต้ดินในปัจจุบันแล้ว ช่องทางที่สามารถ ‘เลี้ยงพวกมันให้เติบโต’ ได้จริง ๆ ก็มีอยู่ไม่กี่ทางเท่านั้น”

“และเพราะอัตราการล่มสลายของที่หลบภัยมนุษย์ยังไม่พุ่งสูงขึ้น ความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ..”

“พวกมันไปพบ ‘ไร่คริสตัลม่วง’ ที่เพาะปลูกดอกอเวจีขนาดใหญ่แบบลับ ๆ เข้าแล้ว”

“ถ้าเร่งค้นหาและกวาดล้างแหล่งเพาะปลูกเหล่านั้นให้หมด ก็อาจจะชะลอการเพิ่มจำนวนของฝูงคริสตัลม่วงได้บ้าง”

“นั่นก็จะเป็นการ ‘ซื้อเวลา’ ให้กับลานฟาร์มได้อีกมาก”

หลังจากซู่หวู่ออกคำสั่ง

เครื่องบินรบรุ่นที่ 6 ทั้ง 500 ลำ ซึ่งเป็นกองกำลังทางอากาศที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา ก็รวมตัวกันที่ลานฟาร์มเพื่อเติมเสบียง

แล้วทยอยบินแยกกันออกไปทุกทิศทาง โดยลอยต่ำในระดับความเร็วใกล้เสียง

ระหว่างทาง พวกมันปล่อยโดรนลาดตระเวนจำนวนมหาศาล กระจายลึกเข้าไปในทุ่งน้ำแข็งและถิ่นทุรกันดาร

ภายใต้การค้นหาระดับความเข้มข้นสูง พื้นที่ที่ยากจะตรวจพบจากที่สูง ก็ถูกค้นเจอทีละแห่ง ๆ

ในไม่ช้า ซู่หวู่ก็ได้เห็น "ถ้ำ" จำนวนมากที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้น้ำแข็ง

ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะของแมกมา ยาวหลายสิบกิโลเมตร เต็มไปด้วย “ดอกอเวจี” ที่สูงเกือบเมตร

และ “เมื่อถูกค้นพบ” ก็เท่ากับเริ่มนับถอยหลังสู่ความตาย

โดรนปฏิบัติการพิเศษที่ติดตั้งอาวุธเสียงแบบกำหนดทิศทาง

มุ่งหน้าไปยังพิกัดที่โดรนลาดตระเวนรายงาน แล้วเริ่มขั้นตอน “เก็บเกี่ยว” ทันที

พวกมันพุ่งเข้าไปในถ้ำ ไล่ล้าง “ดอกอเวจี” อย่างเป็นระบบและรวดเร็ว

ในขณะเดียวกัน

ปฏิบัติการขนาดใหญ่ของเครื่องบินรบรุ่นที่ 6 ทั้ง 500 ลำ

ก็เริ่มดึงดูดความสนใจจาก “ที่หลบภัยอิสระ” จำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของซู่หวู่

ไม่ใช่แค่มหานคร แม้แต่ “เมืองหลวงทวีปตะวันออก” ก็เริ่มหันความสนใจมาที่ฝูงบินปริศนาเหล่านี้อย่างเงียบ ๆ

สงสัยว่าทำไมพวกมัน จึงไม่บรรทุกเสบียง แต่กลับ “วนบินต่ำทั่วภูมิภาค” อย่างมีระบบเช่นนี้




ตอนก่อน

จบบทที่ ภัยคุกคามเพิ่มมากขึ้น

ตอนถัดไป